น้องโปเต้จะรู้หรือเปล่าว่า สิ่งที่น้องเค้าได้นำขึ้นมาอวดฉันนั้น คือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความเจ็บป่วย

โปเต้  ผมคือเทวดาครับ ! วันนี้เป็นวันศุกร์ของกลางเดือนพฤศจิกายนที่ลมหนาวเริ่มจะพัดผ่านมาแล้ว  วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ฉันจะต้องไปลงพื้นที่ที่โรงพยาบาลเด็กอีกครั้งหนึ่ง  ฉันยอมรับแบบตรงเลยว่า  ความคาดหวังในการลงพื้นที่ของฉันในครั้งนี้  คือฉันอยากให้ตึก ส. 8 แห่งนี้มีแต่ความเงียบ  ไม่มีเด็กป่วย  ไม่มีเสียงร้องไห้  ไม่มีสายน้ำเกลือ  ไม่มีแม้กระทั่งเตียงของคนไข้เลยด้วยซ้ำ  เพราะจากการที่ฉันได้เห็นภาพของเด็กป่วยในการลงพื้นที่ของฉันทุกครั้ง  คุณรู้ไหมคะว่ามันช่างเป็นภาพที่น่าสงสารเอาเสียจริงๆ  มันเป็นการสมควรแล้วหรอที่เด็กในวัยนี้จะต้องมานอนทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด  ที่มาเร็วเหลือเกินขณะที่อยู่ในวัยที่สดในอย่างนี้   แววตาที่สดใสกลับถูกแทนที่ด้วยรอยน้ำตามันช่างเป็นภาพที่ดูแล้วช่างโหดร้ายยิ่งนัก  และในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            การที่ฉันได้มาลงพื้นที่วันนี้  ฉันต้องมาร่วมทำกิจกรรมกับเด็กป่วยที่ตึก ส. 8  แห่งเดิม  การมาของฉันในวันนี้ฉันต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้พบเห็นเตียงของคนไข้ที่แน่นไปขนัดตา  ฉันรู้สึกว่าวันนี้เด็กป่วยเยอะกว่าทุกครั้งที่ฉันลงพื้นที่และมีแต่เด็กอาการหนักๆทั้งนั้น  บ้างก็ผ่าตัดสมองมาและพึ่งจะออกจากห้องไอซียู  บ้างก็นอนให้อาหารทางสายยางอย่างไม่ได้สติ  และมีเด็กป่วยอีกรายที่ฉันได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือน้องโปเต้  ซึ่งเป็นหนึ่งในเด็กป่วยที่พึ่งจะมาพักรักษาตัวอยู่ที่ตึก ส. 8 แห่งนี้  ฉันเคยได้ทำความรู้จักกับน้องโปเต้ครั้งหนึ่ง  เมื่อคราวที่ฉันได้มาลงพื้นที่ที่โรงพยาบาลเด็กตึก ส. 7 B  และฉันก็ถึงกลับต้องแปลกใจที่เห็นน้องโปเต้ที่นี่  น้องโปเต้เป็นเด็กชายวัย 2 ขวบเศษจากจังหวัดอุบลราชธานี  เป็นเด็กดาวน์ซินโดรมและมีโรคที่เกี่ยวกับตับอีกด้วย  คุณแม่ของน้องโปเต้เล่าว่าน้องโปเต้กำลังเตรียมตัวที่ผ่าซีสที่ถุงน้ำดี  และตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวงดน้ำและอาหารเพื่อรอการผ่าตัด  ตอนที่ฉันไปเยี่ยมน้องโปเต้นั้นน้องเค้าได้นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาละห้อย  สงสัยว่าก็คงจะหิวข้าวหิวนมตามประสาเด็กที่ต้องอดอาหารล่ะนะ  ตอนที่ฉันเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของน้องโปเต้  น้องเค้าได้เอามือมาชี้ที่สร้อยของฉันแล้วบอกว่าสวย  ฉันเลยก้มคอลงเล็กน้อยเพื่อที่จะให้น้องโปเต้ได้เห็นชัดๆ  และก็ได้ยกกำไลข้อมือให้น้องโปเต้จับอีกด้วย  พร้อมกับถ้อยคำโอ้อวดจากฉันว่า นี่  เค้ามีด้วยนะตัวเองมีป่าว  และน้องเค้าก็ได้ยกสายรัดข้อมือและสายน้ำเกลือขึ้นมาอวดฉันเหมือนกัน  เวลาของฉันก็ต้องหยุดเดินไปชั่วขณะพร้อมกับน้ำในตาที่กำลังจะไหลออกมาอยู่ปริ่มๆ  ฉันยืนอยู่ที่ตรงนั้นมือจับที่ขอบเตียงคนไข้แล้วหยุดอึ้งไปชั่วขณะ  ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าน้องโปเต้จะรู้หรือเปล่าว่า  สิ่งที่น้องเค้าได้นำขึ้นมาอวดฉันนั้น  คือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความเจ็บป่วยและเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่อยากที่จะเข้าไปสัมผัสกับมัน  น้องเค้าชูขึ้นมาอวดฉันอย่างดีใจ  ฉันได้แต่ยิ้มแล้วตอบรับไปกับคำว่าจ้า  น้องโปเต้คงจะยังไร้เดียงสานักจึงยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ฉันก็ได้แต่อวยพรขอให้น้องโปเต้หายป่วยเร็วๆและฉันก็มาร่วมกิจกรรมกับเด็กป่วยคนอื่นๆต่อที่ห้องสันทนาการ  นี่มันเป็นเหตุการณ์ที่ต้องทำให้ฉันจดจำไปอีกนานเลยที่เดียว  แต่ฉันก็ภูมิใจนะที่ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันได้เคยทำความดีเพื่อคนอื่น  ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยไม่มีราคาค่างวดอะไร  แต่คุณจะเชื่อไหมคะว่าฉันรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก  ที่ฉันได้สร้างรอยยิ้มให้กับเด็กป่วยได้  ฉันภูมิใจจังเลยค่ะที่ได้ทำให้เทวดาน้อยๆผู้โชคร้ายคนหนึ่งได้มีความสุข  และถ้าคุณอยากจะมีโอกาสในการสร้างความสุขให้กับเด็กป่วยอย่างฉันแล้วล่ะก็  ลองสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลอย่างฉันสิคะ  แล้วคุณจะได้รู้ว่า”ร้อยยิ้ม”มันมีค่ามากมายแค่ไหน</p><p> </p>