เนื่องจาก ทีดีอาร์ไอกำลังจะสื่อสารกับรัฐและสังคมซึ่งเป็นคนนอกที่ไม่จน (ไม่ได้ตั้งใจบอกชาวบ้านคนจน) ตอนแรกทีดีอาร์ไอจึงต้องอธิบายให้ฟังก่อนว่า คนจนคือใคร มีลักษณะอย่างไร

งานของทีดีอาร์ไอวางแกนของเรื่องไว้ที่ความยากจน  โดยให้ตัวละครหลักหรือพระเอกของเรื่อง  คือ รัฐ   คงด้วยเหตุผลคือ  เพื่อเป็นข้อคิดให้นักการเมืองที่กำลังจะมาจากการเลือกตั้งประการหนึ่ง  และเพราะคิดว่า ตลาดล้มเหลวและชุมชนก็ ทำไม่ได้ทุกเรื่อง  อีกประการหนึ่ง  (เราสรุปความเอาจากตอนที่อาจารย์ตอบข้อคิดเห็น)   แต่บังเอิญว่า  กรณีที่ทีดีอาร์ไอเลือกศึกษาในกลุ่มย่อย   คือ สินเชื่อ  การศึกษา  สวัสดิการ และสิ่งแวดล้อมนั้น  ชุมชนทำกันคึกคักเป็นขบวนใหญ่น่าติดตาม  แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง  (มากน้อยแล้วแต่เรื่อง แล้วแต่พื้นที่)  การวางชุมชนเอาไว้ข้างๆฉาก  จึงทำให้ ทางเลือก ที่เสนอนั้นยังไม่ครบ  เกิด ช่องว่าง เพราะขาดตัวละครสำคัญที่ดำรงอยู่จริงอีกชุดหนึ่ง     แม้ว่าทีดีอาร์ไอจะเชิญพี่ศิวโรจน์จากกลุ่มหนองสาหร่าย  และครูชบ ขึ้นเวทีด้วยในกลุ่มย่อยที่ 1  และ 3  ก็ตาม  (ถ้าทีดีอาร์ไอศึกษาบทบาทชุมชน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านด้วย)   แต่เอาละ  จะอนุโลมว่า เวลาศึกษามีน้อย งบจำกัด ...

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เนื่องจาก  ทีดีอาร์ไอกำลังจะสื่อสารกับรัฐและสังคมซึ่งเป็นคนนอกที่ไม่จน    (ไม่ได้ตั้งใจบอกชาวบ้านคนจน)   ตอนแรกทีดีอาร์ไอจึงต้องอธิบายให้ฟังก่อนว่า  คนจนคือใคร มีลักษณะอย่างไร    จะได้ ไล่ล่าหาคนจน  ผู้เป็นเป้าหมายของนโยบายสวัสดิการ   (ซึ่งข้อมูลบอกว่าเหลืออยู่ 10%  และงานอาจารย์ณรงค์ก็บอกว่า หาตัวยาก  เพราะคนจนจริงๆ (ที่ไม่ใช่ผู้ป่วย คนพิการ คนชรา) จะไม่อยู่กับที่)    เราคิดว่าการควานหาหรือกรองคนเพียง 10% ด้วยข้อมูลมหภาค ก็เหมือนใช้ตะแกรงร่อนตาห่าง ไม่น่าจะคัดกรองคนจนออกมาได้จริง    คำตอบน่าจะอยู่ที่หมู่บ้าน  คือ คนในหมู่บ้านนั่นแหละรู้ดี  การศึกษาจึงควรเป็นระดับจุลภาคที่ลงลึกมากกว่าแล้วค่อยรวมข้อมูลเป็นมหภาคอีกที</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">และผลก็ออกมาเช่นนั้นจริงๆ   คือ  ข้อมูลระดับมหภาคไม่ได้บอกอะไรใหม่มากนัก  แม้จะมีเทคนิคการคำนวณที่ดีกว่าเดิม (odd ratios)   คือ  พบว่า ในชนบท  กลุ่มคนที่มีการศึกษาไม่เกินป.4   กลุ่มคนที่เป็นครอบครัวขยาย  และครอบครัวที่มีเพียงเด็กและคนชรา  มีโอกาสที่จะเป็นคนจน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่จริงวิธีการศึกษาไม่ได้บอกความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล  แต่ ดร.สมชัยเผลอไปตีความว่า  การได้เรียนสูงกว่าระดับประถมมีส่วนช่วยให้หลุดพ้นความยากจนได้  พูดสั้นๆก็คือ การศึกษาน้อยทำให้ยากจน   ทั้งๆที่ตัวเลขที่เก็บมาลอยๆอาจตีความว่า   ยากจนทำให้มีการศึกษาน้อย   ก็ยังได้</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ดร.สมชัยทบทวนงานศึกษาอื่นๆ 2-3  ชิ้น ที่น่าสนใจ   แต่ท่านไม่ได้สรุปไว้   เราอ่านแล้วสรุปเอาเองว่า   จากข้อมูลมหภาคเหล่านี้   เราบอกอะไรไม่ได้มากนักเกี่ยวกับความยากจน   </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เช่น  งานของ Prof. Townsand   น่าสนใจตรงที่ได้ติดตามศึกษาคนกลุ่มเดียวกันในระยะ 7  ปี  แล้วพบว่า  สังคมไทยมีการเปลี่ยน ชั้นรายได้  กันคึกคัก   (ปี 2540 เทียบกับปี 2546)  คนเคยจน(รายได้) กลับรวยขึ้นก็มี  คนรวยกลับจนลงก็มี    ด้วยเหตุนี้คนจนที่เราเห็นๆนั้น อาจจนชั่วคราว  แต่ ดร.สมชัยก็ไม่ได้อธิบายว่า เพราะเหตุใด   และหากเราเข้าใจข้อเท็จจริงว่า คนส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ  รายได้ย่อมมีความผันผวนสูง ทั้งยังเป็นช่วงหลังวิกฤตที่ปัญหาอาจยังไม่ลงตัว และหากถือตามงานศึกษาชิ้นอื่นของ ดร.สมชัยเองที่เสนอแนะว่า  ในสังคมไทยนั้น  ควรดูความยากจนจากด้านรายจ่าย มากกว่ารายได้  ก็เลยยิ่งสงสัยว่า  ถ้าเช่นนั้น การเปลี่ยนชั้นรายได้จะมีนัยยะต่อการเปลี่ยนชั้นความยากจนมากน้อยเพียงใด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ดร.สมชัยอ้างอิงอีกงานหนึ่งที่ดูระดับสินทรัพย์เทียบกับหนี้สินในปี 2549   บอกว่าวิธีนี้ดูความยากจนได้ดีกว่าดูด้านรายได้ หรือ ด้านรายจ่ายเสียอีก   งานชิ้นดังกล่าวพบว่า   แม้แต่คนจนที่สุดก็ยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินอยู่มาก   ดร.สมชัยตั้งข้อสังเกตในเวทีว่า  ที่ว่า จน  ก็คือ ขาดสภาพคล่อง  มากกว่า  เราเกิดคำถามในใจว่า   ในสภาพที่ธุรกิจสินเชื่อ  ธุรกิจเงินผ่อน เฟื่องฟูอยู่ในขณะนี้  และชาวบ้านเองยังมีกองทุนต่างๆ ให้ใช้หมุนเวียนอีกหลายกอง   การดูแค่สินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน มันหลอกตาอะไรหรือเปล่า    (ท่านไม่ได้บอกวิธีคำนวณไว้ให้)  เราจะทำความเข้าใจตรงนี้ในประเด็นเรื่องความยากจน อย่างไร</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ฉะนั้น   การดูด้านรายจ่ายเพื่ออธิบายความยากจนน่าจะน่าเชื่อถือกว่า  แต่งานของ ดร.สมชัยคราวนี้ก็ไม่มีข้อมูลดังกล่าว</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">งานศึกษาของดร.สมชัยชิ้นนี้มองระดับบุคคล  ตั้งใจเพียงระบุลักษณะคนจน  ไม่ได้ตั้งใจบอกสาเหตุของความยากจน   (ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงกระบวนการ  ปัญหาเชิงพฤติกรรม)  เราจึงสรุปเอาเองว่า  ถึงที่สุด  งานชิ้นนี้ไม่ได้บอกอะไรใหม่ (ที่จะชี้หาทางออก) และไม่ได้บอกอะไรมาก (เพราะยังงงๆกับการตีความ)   งานชิ้นอื่นๆเรื่องความยากจนของ ดร.สมชัย ยังบอกอะไรชัดเจนกว่านี้</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นึกถึงภาพ ตุ่มรั่วที่เติมน้ำไม่เต็ม ของชาวบ้าน ที่มีทั้งรายรับ รายจ่าย  หนี้สินอยู่ในภาพเดียวกัน  ชาวบ้านบอกได้ว่า รูรั่วของตนมาจากไหนบ้าง  รูรั่วไหนบ้างที่พอจะอุดเองได้ และจะมีวิธีอุดแต่ละรูอย่างไร  ถ้านักวิชาการได้ข้อมูลจุลภาคเช่นนั้นมาหาผลในระดับมหภาค  ที่จะเสนอเป็นนโยบายสนับสนุนพลังท้องถิ่นก็น่าจะดีไม่น้อย   </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ครั้งหน้าจะต่อด้วยประเด็นของอาจารย์อัมมารเรื่องประชานิยมและรัฐสวัสดิการค่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>