เพราะเป็นการใช้ภาษาที่ก่อให้เกิดความรังเกียจเคียดแค้น และการใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรม

คำผวน : ภาษาหยาบเป็นเหตุ

  

             ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีเกิดความขัดแย้งในสังคมโดยกว้าง อันเนื่องมาจาก การใช้ภาษาคำผวนหยาบ 2 กรณีด้วยกัน เรื่องนี้ต้องนำมาอรรถาธิบายกัน  เพราะเป็นการใช้ภาษาที่ก่อให้เกิดความรังเกียจเคียดแค้น และการใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรม

  

                ขออธิบาย คำผวน  กันก่อนครับ

                  คำผวน  ในพจนานุกรมอธิบายว่า  ผวน  หมายถึง หวน, กลับ เช่น ผวนคำ , ใช้เรียกคำที่พูดทวนกลับ เช่น ตกที่อิฐ ผวนเป็น  ติดที่อก คำลักษณะนี้เรียกว่า  คำผวน 

                พิเคราะห์จากความหมายที่พจนานุกรมใช้ ก็ดูจะไม่แปลกอะไร เราเล่นคำผวนมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เป็นการเล่นภาษาสนุกๆ สมัยเด็กๆ ผมก็นำมาใช้เล่นทายกันเพื่อทดสอบความสามารถทางภาษากันพอขำขัน สนุกสนาน ไม่หยาบคายอะไร  เช่น ลองทายให้ฝ่ายหนึ่งตอบไล่ลำดับต่อไปนี้      หนือสัง หนังสือ  ,  ปากากปากกา  ,  ไกแก่งแกงไก่   ก๊ดสับปะแรง แกงสับปะรด  ตอนนี้จะจบลงด้วยความครื้นเครงว่า  กาจะกินขี้หมู  พอเพื่อนผวนคำดูว่า  กูจะกินขี้หมา  เราก็จะเฮฮากัน

  

                ส่วนคำผวนประเภท คำผวนหยาบ  ก็มีการพูดเล่นกันมากเหมือนกัน ในวงสุราของผู้ชายมักมีการนำมาพูดกันอย่างคะนองปากโดยเฉพาะเรื่องใต้สะดือ ดูจะเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ อย่างหนึ่งเหมือนกัน  ผมเคยอ่านวรรณกรรมคำผวนซึ่งมาจากท้องถิ่นทางใต้เรื่องหนึ่งครับ คือ เรื่อง สรรพลี้หวน  ทะลึ่งทั้งเรื่องครับ ก็เป็นสีสันอีกอย่างในแวดวงภาษาไทย  เพียงแต่เราจะนำมาสื่อสารกันในกาลเทศะใดเท่านั้น

                 กลับมา กรณีที่มีการใช้คำผวนผิดกาลเทศะบุคคลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมต้องขออนุญาตท่านนำมากล่าวอีกครั้ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านนึกออกนะครับ

 

 

                กรณีที่ 1  กรณีที่มีการแจกหนังสือเล่มหนึ่งแก่ผู้สมัครของ พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง   หนังสือเล่มนั้นปรากฏชื่อบนปกเป็นคำผวนว่า   รัดทำมะนวยฉบับหัวคูน  ผวนคำแล้วก็หยาบ  หากวิเคราะห์เจตนาผู้ตั้งชื่อหนังสือก็ต้องบอกว่ามีความจงใจใช้สื่อสารความคิด ที่น่าจะเกิดจาก อารมณ์ประชด , เยาะเย้ย หรือไม่ก็  คะนองปาก 

  

               กรณีที่ 2  เป็นชื่อภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งชื่อว่า  ผีกระชากหัวผวนคำแล้วก็หยาบเช่นกัน  กรณีที่ 2 น่าจะมาจากต้องการสร้างกระแสตลาดให้สะดุดใจ น่าสนใจ เพราะคิดว่าสังคมไทยรับได้  แต่ดูเหมือนคนสร้างจะบอกว่าไม่มีเจตนาสื่ออย่างนั้น เพราะไม่คิดว่าจะเป็นคำผวน

  

              อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้คำผวนทั้งสองกรณีเกิดกระแสต่อต้าน วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการใช้ภาษาไทย ผมดีใจมากครับที่คนไทยจำนวนมากลุกมาแสดงความคิด ความรู้สึกต่อต้านการใช้ภาษาไทยไม่สุภาพ เหมาะสมอย่างนี้ เพราะภาษาไทยมีระดับ การใช้ ภาษาต้องคำนึงระดับของภาษา ต้องใช้ให้ถูกโอกาส ถูกสถานที่ และถูกบุคคล  ยิ่งใช้สื่อสารในวงกว้าง ยิ่งต้องสุภาพ ยิ่งใช้ในโอกาสเป็นทางการ ยิ่งต้องสุภาพ และยิ่งใช้กับพระมหากษัตริย์ ยิ่งต้องสมพระเกียรติ

  

             ในสังคมไทยเรามีการบัญญัติคำสุภาพขึ้นใช้สื่อสารกันมานานแล้ว เหตุที่ต้องมีคำสุภาพ ก็เป็นเพราะ

  

             1.เป็นการแสดงออกถึงความสุภาพอ่อนโยน เพื่อใช้สื่อสารกับบุคคลที่ต้องให้เกียรติ เช่น เด็ก สตรี ผู้ใหญ่  เป็นต้น

     

             2. เป็นการแสดงออกถึงความเคารพผู้ฟัง สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับสุภาพชนที่เราไม่ได้คุ้นเคยด้วย

  

             3. เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ในฐานะที่คนไทยเป็นคนที่มีวัฒนธรรม และสะท้อนถึงการได้รับการศึกษาอบรมมาดี

  

             4. เป็นการเพิ่มระดับความไพเราะให้แก่ถ้อยคำ สะท้อนถึงความประณีตของภาษาไทย

                ดูตัวอย่างคำสุภาพที่ท่านบัญญัติขึ้น  

 

อีเห็น           -  นางเห็น (อี เป็นคำหยาบครับ  เพราะฉะนั้นคำที่ขึ้นด้วย อี เช่น อีเก้ง อีแอ่น อีเลิ้ง  เปลี่ยนเป็น นาง ให้หมดครับ )

 

ตากแดด       -  ผึ่งแดด   เพราะ ตากแดด เป็นคำผวน

หยาบครับ

 

บางชีหน       -  บางชีโพ้น (คำผวนหยาบ)

 

แปดตัว         -  สี่คู่ (คำผวนหยาบ)

 

สี่หน            -  สี่ครั้ง (คำผวนหยาบ)

 

เห็นควรด้วย   -  เห็นสมควร (คำผวนหยาบ)

 

ที่ห้า            -  ครบห้า (ที่หก ครบหก)

 

ต้นพุงดอ       -  ต้นหนามรอบข้อ (ชื่อที่พ้องกับชื่ออวัยวะเพศ)

 

ช้างสีดอ       -  ช้างนรการ

 

ตด              -  ผายลม  (คำที่เกี่ยวกับสิ่งอันน่ารังเกียจ พวกนี้ถือว่าไม่เหมาะสมที่จะพูดในที่สาธารณชนครับ)

 

ขี้                -  อุจจาระ

 

ตูด              -  ทวารหนัก

 

ผักตบ          -  ผักสามหาว ( ตบ เป็นคำที่ดูรุนแรง ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย)

 

ถุงตีน           -  ถุงเท้า (ตีน เป็นคำหยาบ)

 

สากกะเบือ     -  ไม้ตีพริก

 

ขนมขี้หนู       -  ขนมทราย (มีคำว่า ขี้ ไม่น่ากินครับ)

 

ขี้กลาก         -  โรคกลาก (ทำนองเดียวกับ ขี้เรื้อน โรคเรื้อน)

 

ดอกขี้เหล็ก   -  ดอกเหล็ก

 

กะปิ             -  เยื่อเคย

 

เยี่ยว            -  ปัสสาวะ

 

ไส้เดือน        -  รากดิน

 

เต่า              - จิตรจุล

 

ปลิง             -  ชัลลุกะ

 

ปลาสลิด       -  ปลาใบไม้

 

ปลาช่อน       -  ปลาหาง

 

ปลาลิ้นหมา   -  ปลาลิ้นสุนัข

 

มะเขือหำแพะ - มะเขือเผา

 

แตงโม          - ผลอุลิด

   

           ความจริงยังมีคำสุภาพอีกมากมาย ผมอยากให้คนไทยซื้อหนังสือคำศัพท์สุภาพมาอ่านกันบ้างและหันมาใช้คำสุภาพให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เพราะนี่เป็นวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม  เดี๋ยวนี้คนไทยใช้ภาษาในระดับภาษาปาก ภาษาหยาบ ต่ำ กันมาก  ภาษาระดับภาษาอย่างเป็นทางการ ที่สุภาพ ภาษาประณีตระดับที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ เราไม่ค่อยจะสนใจใช้กันมากนัก  ลองดูเนื้อร้องของเพลงวัยรุ่น เพลงไทยปัจจุบัน มักใช้ภาษาพูดที่สื่อสารตรงไปตรงมา  แต่ในสมัยก่อน เป็นภาษากวี ไพเราะมากครับ  บันทึกครั้งต่อไปเห็นทีจะต้องพูดจาประสาเพลงไทยกันบ้างว่า เพลงไทยไพเราะประณีตกันอย่างไร

          

ขอจบลงตรงที่กรณีการใช้คำผวนหยาบสั้นๆ ว่า  ใช้คำผวนได้แต่ต้องใช้กับคนคุ้นเคยในวงแคบๆ พูดเล่นกันในหมู่ตนเทานั้น อย่านำมาใช้สื่อสารสู่สาธารณชนที่ถือว่าต้องสุภาพ ต้องมีวัฒนธรรม  ที่สำคัญมันสะท้อนถึงวุฒิภาวะทางภาษา และการศึกษาอบรมมาว่าดีแค่ไหน  ถ้ายังขืนใช้อีก ผมคิดว่า ไม่น่าเหมาะที่จะเรียกท่านว่า

</span> สุภาพชน ครับ