โรงละครชีวิต มีกรรมเป็นผู้กำกับการแสดง

 

 

วันนี้พาท่านมาถึงพาราณาสีแล้วครับ เป็นเมืองที่เหมือนโรงละครโรงใหญ่ทั้งเมือง ภาพชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เต็มไปด้วยสีสันสดใสด้วยผ้ากาสีและเทพเจ้าในทุกมุมถนน จนถึงแม่น้ำคงคาที่เป็นประตูสู่สวรรค์

 

ทางเดินไปท่าน้ำคงคาจะมีผู้พิการหลายรูปแบบขอรับส่วนบุญ ในภาพนี้เป็นแบบช่วยกันทำมาหาเลี้ยงชีพ คนหนึ่งเข็น คนหนึ่งขอ ณ เวลาที่ถ่ายภาพนี้เป็นเวลาเกือบ 6 โมงเช้า แต่ผู้คนเริ่มพลุกพล่านแล้วโดยเฉพาะนักท่องเที่ยว เป้าหมายเดียวกันคือล่องเรือแม่น้ำคงคา

 

แม่ม้ายอินเดียกำลังบวงสรวงเทพเจ้าริมแม่น้ำคงคาด้วยการจุด(เทียน)ไฟและสวดมนต์ท่องบ่นคำบวงสรวงด้วยเสียงอันดัง

ท่าเผาศพที่ไฟไม่เคยดับเลยมาเ็้ป็นเวลา 3 พันกว่าปี ที่เห็นมีศพห่อผ้าสีทองรอเผาอยู่ 1 ศพ การเผาศพเสียเพียงฟืนกองโต ฟ่อนล่ะ 8 รูปี ใครมีเงินมาก ก็เผาได้นาน ใครยากจนก็เผากันได้น้อย ที่เหลือจากการเผาจะลอยไปในแม่น้ำคงคาหมด เรียกว่าคืนสู่ธรรมชาติที่ให้มาเกิด

 

นักบวชหรือฤษีเป็นดาราประจำท่าน้ำ ต้องถือว่ามีตบะสูงเพราะสามารถนั่งท่านั่งโดยไม่ขยับเลยเป็นเวลานานมาก

โรงละครโรงใหญ่ ใครได้มาแม้เพียงสัมผัสน้ำก็จะขึ้นสวรรค์ทันที ถ้าได้มาอาบน้ำแและดำผุดดำโผล่ด้วยก็ยิ่งถึงสวรรค์ทุกชาติไป ในวันที่ผมไปล่องแม่น้ำ ไม่เห็นศพลอยในน้ำ อาจเื่นื่องจากยังเช้าอยู่ ในภาพสีจีวรของพระสีหม่นไปเลยเมื่อเทียบกับสีสดของส่าหรีของสตรีชาวเมืองพาราณาสี

สิ่งที่น่านำกลับเข้ามาเมืองไทยก็คือความศรัทธาและความเชื่อในเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำใหคนในสังคมรักษาประเพณีและความดีงามเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ยกตัวอย่างถ้าบูชาแม่น้ำจริง ก็คงไม่ทิ้งขยะหรือทำลายแม่น้ำ ถ้าบูชาเทพเจ้าต้นไม้ ขุนเขา ป่าไม้็้คงไม่ถูดตัดและทำลายดังเช่นทุกวันนี้ ถ้าูบูุชาข้าวก็คงไม่กินทิ้งกินขว้างเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

คนไทยสามารถเรียนรู้สิ่งดีๆ จากอินเดียได้ สิ่งใดไม่ดีก็ไม่ต้องสนใจ เอาแต่สิ่งดีๆ ที่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้ ในขณะเดียวกันก็รักษาสิ่งดีๆ ของเราเอาไว้บ้าง อย่ามัวรับตามสังคมสมัยใหม่มากเกินไป ถ้าทุกคนตั้งใจทำความดีถวายแด่ในหลวงโดยเริ่มวิถีชีวิตอย่างพอเพียง ก็คงจะทำให้้ในหลวงของเรามีความสุขมากๆ ในปีมหามงคลนี้

ด้วยความปรารถนาดี