ขอเพียงแต่โรงพยาบาล....

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมไปแวะเยี่ยมวัดคำประมง ที่จังหวัดสกลนคร ก่อนไปที่วัด ก็แวะไปพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ที่ รพ. สกลนคร งานนี้หมอสิริโรจน์ จาก รพ.รักษ์สกล เป็นตั้วโผ ร่วมกับ สสจ. และ รพ.สกลนคร และหลวงตา เจ้าอาวาส เป็นเจ้าภาพร่วม

ที่สกลนครนี่ ผมพึ่งได้มีโอกาสมาเป็นครั้งแรก สิ่งแรกที่ประทับใจคือ ความสะอาด สะอาดจริงๆครับ พอถามไปถึงทราบว่าเทศบาลเมืองได้รางวัล 5 ส ซึ่งสมศักดิ์ศรีมาก หมอสิริโรจน์พาไปกินเลือดหมู กับไข่กะทะแต่เช้าก่อน กลมกลืนกับกาแฟโบราณถ้วยเล็กๆ ทำให้นึกถึงสมัยเป็น extern ไปออกประจำอยู่ที่มะการักษ์ กับ ท่าม่วง ได้กินกาแฟโบราณกับโรตีราดนมข้นทุกวัน สลับกับการ (หัด) เล่นเปตอง ได้บรรยากาศดี

แวะเวียนหนองหาน และวัดจำนวนมาก แบบ skimming เพราะภาคเช้านี้มีบรรยาย เป็น lecture ฉบับเหนือเมฆ เพราะเขียนมาขณะนั่งเครื่องบิน เอาความรู้สึกสดๆมาอยากจะพูดเรื่องอะไร นั่งสมาธิ แล้วก็หลั่งไหลออกมาเป็นตัวหนังสือ เป็นภาพ เป็น ฯลฯ เสร็จก่อน landing พอดิบพอดี อันนี้นี่เลียนแบบ Margaret Wheatley เพราะเธอเล่าให้ฟังว่าตอนเขียน Leadership and the New Sciences นั้น เธอได้แรงมาตอนนั่งเครื่องบิน ตอนเหาะเหนือฟ้านี่เอง เห็นโลกวุ่นวายสับสนเล็กๆเบื้องล่าง น่าจะคล้ายๆกับที่ไอสไตน์บอกว่า "คนเราจะไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆด้วยระดับจิตเดียวกันกับที่สร้างปัญหามาตั้งแต่แรก" ได้ ต้องทำจิตให้เหนือขึ้นไป ง่ายสุดก็คงจะเป็นบินมาเหนือเมฆนี่แหละ

บรรยายเสร็จได้แวะดูคนไข้่ เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่มารวดเร็ว ไม่มีใครในครอบครัวเตรียมตัวทัน ไม่ได้คุยว่าจะเอากันอย่างไร แต่สนทนากับลูกสาวที่เฝ้า ก็ทราบว่าเป็นครอบครัวใหญ่มาก อบอุ่นสุดๆ ทุกคนอยู่ในละแวกใกล้เรือนเคียง ยังมีประเพณีงานบุญ งานถือศีลกินเจช่วงวันพระ ลูกสาวคนนี้แต่งออกไปอยู่กับคนจีน ระบบกงสี ก็ครอบครัวใหญ่มาก เป็นร้อยคน อยู่ในชุมชน ทำงานในโรงงานที่เดียวกัน ลูกสาวดูแลคุณแม่อย่างประณีต มั่นใจว่าคุณแม่ไม่อยากให้ทำอะไรมาก ให้ไปสบายๆ ไม่มีห่วงอะไร แกนึกเสียดายเพียงอย่างเดียวว่า หมดสติไปเร็วเหลือเกิน ไม่ได้สนทนาสั่งเสีย แต่ก็พอทำใจได้ ประทับใจในพยาบาลมาก เพราะพูดเพราะ (อันนี้เป็นหลักฐานอย่างดีว่าเบื้องแรกสุด ควรจะทำอย่างไร เพราะผมเคยอ่านคำร้องเรียน ส่วนใหญ่เบื้องต้นจะมาจากการพูดจาไม่ไพเราะ หรือพูดไม่ดี นี่แหละ)

ตกบ่ายผมไปวัดคำประมง ได้ช่วยหลวงตาตรวจคนไข้มะเร็งรุ่นใหม่ประมาณ 8 คน รายละเอียกของวัดคำประมง คงจะต้องมีเขียนแยกต่างหาก เอาเรื่องที่จะเล่าวันนี้ก่อน คนไข้มาหลากหลาย บ้างก็มาจาก รพ. ที่หมอบอกว่าหมดหวังแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว บ้างก็ยังไม่ทราบดีเลยว่าเป็นอะไร แต่คิดว่าตัวเองน่าจะเป็นมะเร็งก็มี มาที่นี่เพราะไม่อยากใช้ยาสมัยใหม่

มีอยู่รายหนึ่ง เป็นมะเร็งหลอดเลือด ซึ่งค่อนข้างหายาก ขึ้นบริเวณใบหน้า หู หนังศีรษะ กินลุกลามจนตามองไม่เห็นไปข้างหนึ่ง หุบปากไม่ได้เพราะก้อนเนื้อบริเวณกรามบนบิดเบี้ยวโครงสร้างของปากไปหมด มาอยู่วัดได้ระยะหนึ่งแล้ว เคยไปรักษาที่ รพ. แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ

ผมถามแกว่า "มีอะไรที่ถ้า รพ. เปลี่ยนแปลงแล้วอาจจะทำให้คุณลุงยังอยู่รักษาต่อที่ ร.พ. ไม่มาที่วัด?" ลุงแกก็งงๆ อ้ำอึ้ง ไม่ทราบว่าเป็นเพราะยังไงๆก็ไม่รักษาที่ ร.พ. รึเปล่า หรือว่าเราจับแกได้คาหนังคาเขาว่าไม่ชอบ ร.พ.

ลุงบอกว่่า "ขอเพียงแต่ ร.พ. ยอมให้ใช้่การรักษาบางอย่างที่แกเชื่อ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิ แกก็คงจะไม่ต้องหนีมาอยู่ที่นี่"

"เช่นอะไรบ้างล่ะครับ?"

"ก็เช่นยาสมุนไพร นั่งสมาธิ สวดภาวนาต้มยาหม้อไง ที่นี่ทำได้ทุกอย่างเลย" คุณลุงอธิบาย

"แล้วได้ผลไหมครับ?"

"ยุบลงเยอะเลยหมอ นีแต่ก่อน ด้านซ้ายใหญ่มากเลย นี่หายไปหมดแล้ว กินยาหมดที่หลวงตาอัญเชิญ เทพ ฤาษี มาปลุกเสก ศักดิืสิทธิ์จริงๆ ภรรยาผมก็ดีใจ คิดว่าคิดถูกที่มาที่นี่"

ความจริงเรื่องของสุขภาวะทางจิต กับหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันนั้น มีความเกี่ยวข้องกัน เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว เพียงแต่เกี่ยวมากขนาดไหน เรานำเอามาช่วยเหลือคนไข้ ได้มากน้อยเพียงไหน ยังไม่มีใครทราบ คนที่นำมาใช้่ก็มักจะเป็นคนที่ไม่ได้สนใจมาก กับเรื่องระเบียบวิธีการวิจัย การเลือก case เลือกประเด็น ฯลฯ ก็ไม่น่าแปลกใจ ถ้าคนใข้เชื่อจริงๆจังๆว่าเขากำลังจะหาย อาการต่างๆจะ่ดีขึ้น ณ ขณะนั้น

ทำอย่างไร เราจึงจะรักษาพลังสภาวะแห่งการเยียวยาตนเองเช่นนี้ไว้ให้นานที่สุด หรือว่าตลอดไปได้หรือไม่?

ก็ไม่ทราบคำตอบเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆก็คือ ในช่วงสั้นๆที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเขาและภรรยานั้น ก็คือ สิ่งที่เขาคิด และสิ่งที่ภรรยาเขาคิด มีความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแผนล่วงหน้าไว้หมดแล้ว

ปัญหาที่น่าสนใจคือ ทำไม "ขอเพียงแต่ ร.พ. ยอมอะไรนิดหน่อยๆ นี้ จะเป็นผลได้ หรือผลเสียมากกว่ากัน?