การได้ศึกษาชุมชน/หมู่บ้าน ทำให้พวกเราได้รับรู้ถึงความเป็นมาของหมู่บ้านหรือชุมชนเมื่อในอดีต ทำให้เราเกิดจินตนาการมองย้อนกลับไปดูอดีตเมื่อ 40 -50 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลในปัจจุบันทำให้เราทราบว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเราท่านอยู่กันอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมพวกท่านเหล่านั้นถึงอยู่กันได้ มีทั้งความสุขและความพอเพียง มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองมาจนถึงปัจจุบัน 50 กว่าปีผ่านมา ย้อนกลับไปหมู่บ้านเล็กๆ ชนกลุ่มน้อยๆ นั่นแหละคือบรรพบุรุษของพวกเรา รก-ราก-เหง้า ของเรา การศึกษาน้อยแต่มากด้วยประสบการณ์ เก่งกาจทางยุทธวิธี มีพระเป็นศูนย์รวมจิตใจ พึ่งพาอาศัยกันและอยู่ร่วมกันอย่างพี่น้อง ขอให้พวกเราตระหนักกันไว้เถอะว่าบรรพบุรุษของเราคือ “สุดยอดคน” การสร้างบ้านแบ่งเมืองของชุมชนในอดีต จากข้อมูลทำให้เรารู้ว่าเมื่อมีการสร้างหมู่บ้านที่ไหน ก็จะสร้างวัดไปพร้อมๆ กัน เพราะถือได้ว่า “วัดกับพระ” “คนกับวัด”เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมๆ กับมีประเพณีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ปฏิบัติกันสืบมาและสืบทอดเป็นวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน”ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำการศึกษาการดำเนินวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนรุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเราท่านอยู่กันอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร การทำมาหากินทำอย่างไร มีวิธีการจัดการอย่าง ทำไมพวกท่านเหล่านั้นถึงอยู่กันได้ มีทั้งความสุขและความพอเพียงถ้าเรานำมาปฏิบัติหน้าจะได้ชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน ประวัติความเป็นมาของชุมชน สภาพทั่วไป ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอปักธงชัย มีระยะทางห่างจากอำเภอธงชัย ประมาณ 30กิโลเมตร และอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดนครราชสีมา ห่างจากจังหวัดนครราชสีมา ระยะทางประมาณ 65กิโลเมตร ตำบลบ่อปลาทอง มีเนื้อที่ประมาณ 49ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 30,625ไร่อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยมีแนวเขตเริ่มต้น บ้านกระเชาะราก หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บริเวณพิกัด r s 137240ไปทางทิศตะวันออก ตามแนวลำคลองลำพระเพลิง ถึงบ้านบุพรมราช หมู่ที่ 6ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บริเวณพิกัด r s 141299ไปทางทิศตะวันออกผ่านเขตบ้านพระบึง หมู่ที่ 5ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ตามแนวเขตเขาตำแย ผ่านคลองท่ายาง บริเวณพิกัด r s 12208 คลองห้วยซับน้ำโซ่ บริเวณพิกัด r s สิ้นสุดที่กึ่งกลางห้วยซับเสม็ด บริเวณพิกัด r s 196178 ระยะทางประมาณ 7กิโลเมตรทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยมีเขตเริ่มต้นจากกึ่งกลางห้วยซับเสม็ด บริเวณพิกัด r s 196178 ไปทางทิศใต้ตามแนวช่องเขาภูหลวงถึงเชิงเขาภูหลวงด้านตรงข้ามสิ้นสุดที่กึ่งกลางคลองลำนางแก้ว บริเวณพิกัด r s 175150ระยะทางประมาณ 3กิโลเมตรทิศใต้ ติดต่อกับตำบลลำนางแก้วอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากกึ่งกลางคลองลำนางแก้ว บริเวณพิกัด r s 175150ปางทิศตะวันตก ตามแนวเขาหลอบฟาง ถึงคลองลำนางแก้ว บริเวณพิกัด r s 13161ไปทางทิศตะวันตก ผ่านแนวเขตบ้านพัดทะเล หมู่ ที่ 2 ตำบลลำนางแก้ว ผ่านบ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 8 ตำบลลำนางแก้ว สิ้นสุดที่กึ่งกลางคลองลำพระเพลิง บ้านดอนใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อปลาทอง บริเวณพิกัด r s 076180ระยะทางประมาณ 10กิโลเมตรลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศทั่วไปของตำบลบ่อปลาทอง เป็นที่ราบสูงสลับภูเขา ลักษณะ พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย ภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุกในช่วงฤดูฝน ( เดือน พฤษภาคม – เดือน ตุลาคม ) พื้นดินสำหรับทำเกษตรกรรมยังมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ บางแห่งใช้ปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกผักสวนครัวแบบระบบธรรมชาติ โดยใช้ปุ๋ยที่ผลิตได้เอง เช่น ปุ๋ยหมัก ทั้งชนิดน้ำ และชนิดแห้ง จากมูลสัตว์ และเศษวัชพืชนำมาผลิตปุ๋ยน้ำ(จุลินทรีย์) ตำบลบ่อปลาทอง (2)มีทรัพยากรธรรมชาติ คือ เขาตำแย ซึ่งโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน พยายามสำรวจเพื่อดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เผ่าพันธุ์ อาชีพ ศาสนา ความเชื่อ ประชาชนในชุมชน/ตำบลบ่อปลาทอง มีเชื้อสายมาจาก สมัยสงครามยุคเจ้าพระยานครราชสีมาและยุคคุณหญิงโม จากการกวาดต้อนเฉลยศึกมาตั้งรกรากที่ด่านจะโปะ และแตกเหล่าแตกกอ ออกไปตั้งหมู่บ้านอีกหลายหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นก็คือตำบลบ่อปลาทองในปัจจุบัน อาชีพทั่วไปของประชาชนชาวตำบลบ่อปลาทอง ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่ รองลงมาก็รับจ้างทั่วไป ด้านศาสนาทั่วไปนับถือศาสนาพุทธ ยังมีความเชื่อผี พราหมณ์ พุทธ คละกันไป เช่น รำผีฟ้อน การตั้งศาลพระภูมิ การตั้งชื่อก็ไปหาหลวงพ่อที่วัดตั้งให้ รายได้-รายจ่ายของครอบครัวและชุมชน รายได้ของคนในชุมชนตำบลบ่อปลาทองส่วนใหญ่ได้มาจากการรับจ้าง การขายพืชผลทางเกษตรกรรม ในเรื่องของรายจ่ายก็เหมือนๆกับชุมชนหมู่บ้านอื่น นั่นคือ รายจ่ายในครอบครัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ หวยเถื่อน และรายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ค่าโทรศัพท์ และการเปลี่ยนโทรศัพท์ให้ทันยุคสมัย และปัจจัยที่ 5 คือ รถยนต์ เป็นต้น ก็เลยทำให้ภาพรวมโดยทั่วไปของชาวตำบลบ่อปลาทอง รายรับไม่พอกับรายจ่าย สภาพหนี้สินของครอบครัวและชุมชน สภาพหนี้สินโดยรวมของชาวตำบลบ่อปลาทอง นอกจากรายรับไม่พอกับรายจ่ายจากสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีสาเหตุที่เกิดจากการเป็นหนี้ ธกส. กองทุนหมู่บ้าน หนี้สินจากการกู้นอกระบบจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีแนวทางและวิธีการใดหรือหน่วยงานไหนมาแก้ไขปัญหาได้เลย ไม่ว่าจะรายครัวเรือนหรือแม้กระทั่ง ทั้งชุมชนก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จากการพูดคุยสอบถามชาวบ้านพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเกิดจากการสื่อสารที่ล้มเหลว การพูดคุยติดต่อสื่อสารกันไม่ชัดเจน การแบ่งแยกมีความขัดแย้ง มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน การบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับมาไม่โปร่งใสมีการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และการทำงานของภาครัฐไม่เอาจริงเอาจัง (3) ความต้องการของชาวบ้านในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ชาวตำบลบ่อปลาทองอยากเห็นความเจริญในหมู่บ้านและตำบลฯของตนเอง อยากมีท่อระบายน้ำ อยากมีไฟฟ้าสาธารณะ ระบบสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของตำบลฯ อยากให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำประปาทุกหมู่บ้าน อยากให้มีการก่อสร้างทำนบกั้นน้ำ ฝายน้ำล้น เพื่อใช้ในการเกษตรกรรม เพราะที่ผ่านมาปัญหาเรื่องน้ำไม่พอใช้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไขแบบจริงจังสักหน่วยงานเลย ศักยภาพความรู้ ความสามารถของคนในครอบครัว /ชุมชน ชาวตำบลบ่อปลาทองส่วนใหญ่ก็เหมือนกับหมู่บ้านหรือชุมชนอื่นทั่วไป ที่ยังมีโอกาสทางการศึกษาต่ำกว่าที่กำหนด เพราะพื้นฐานทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว และก็ออกหารับจ้างงานทั่วไป การได้ร่ำเรียนสูงๆ จึงเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในปัจจุบันยุคลูกหลานก็เริ่มมีการศึกษาที่สูงขึ้นไปกว่ายุคพ่อและแม่ บางคนก็เป็นข้าราชการ พนักงานบริษัท ส่วนผู้ปกครองก็จบ ป.4 กันส่วนใหญ่ แต่ก็มากด้วยประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า จักสาน เทคนิคการปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ไก่ชน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ ความสามารถทางภูมิปัญญาแทบทั้งสิ้น ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นกับโครงการศูนย์เรียนรู้ฯ. โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก่อตั้งขึ้นพื่อ ทำการศึกษาปัญหาของชุมชนและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนขอพี่น้องเกษตรกรโดยการใช้ภูมิปัญญาของเกตษรกรที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน อย่างมีระบบ โดยยึดหลักร่วมกันคิดร่วมกันทำจึงจะประสบผลสำเร็จ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ประวัติความเป็นมาของโครงการศูนย์เรียนรู้ฯ.</p> ความเป็นมา กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดบ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จากการรวมตัวของเกษตรกรบ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย โดยนายอภิชาติ พจน์ฉิมพลี และครอบครัว เนื่องจากเล็งเห็นปัญหาและโทษภัยของการใช้สารเคมีในการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จึงได้หันมาปลูกผักและผลไม้ โดยไม่ใช้สารเคมี (การทำเกษตรแบบธรรมชาติหรือเกษตรผสมผสานในขณะนั้น) รวมทั้งดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลดีต่อการประกอบอาชีพด้านการเกษตรของสมาชิกและเพื่อเกษตรกร ตลอดจนสิ่งแวดล้อมกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีลักษณะครบวงจร เช่น มีการผลิต การแปรรูป การตลาด การฝึกอบรม ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพึ่งตนเองได้ในอนาคต(4) ปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มฯ มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น จากช่วงเริ่มต้นที่มีสมาชิกเพียง ๔๒ คน ในปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก ๒๐๐ คน จาก ๑๐ หมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ในเขตอำเภอปักธงชัย นอกจากนี้ยังได้มีการติดต่อประสานงานและขยายเครือข่ายของการดำเนินกิจกรรมไปยังอำเภอต่าง ๆ ภายในจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดบ้านเพลิงหลง ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย ได้ขึ้นทะเบียนเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน” “ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดบ้านเพลิงหลงตำบลบ่อปลาทอง “ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๙ รหัสทะเบียนเลขที่๔๓๐๑๔-๒๐/๑-๐๐๐๑ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอปักธงชัย มีสมาชิกเครือข่ายอีก ๑๗ กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนภายในตำบลบ่อปลาทอง ตามเอกสารประกอบโครงการฯ การพัฒนาของกลุ่มฯ.1. ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเมื่อ 20 เมษายน 2549 รหัสทะเบียน 43014 20/1 -00012. สมัครเป็นเครือข่ายศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังน้ำเขียว(สนับสนุนด้านวิชาการ)3. การดำเนินการตามโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปี 2549 4. ดำเนินการตามโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ปี 2550 ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ใช้ชื่อวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 รหัสทะเบียน 43014 20/1 - 0017เข้าร่วมกิจกรรมสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย สิงหาคม ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์ฯ เครือข่ายของ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้านฯ ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ ภารกิจที่สำคัญยิ่งในขณะนี้ คือ การฝึกอบรมเกษตรกรที่ลงทะเบียนคนจนและเกษตรกรที่เป็นหนี้ ธกส. โครงการนำร่องการปลูกไม้ใช้หนี้ อันเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งอบรมไปแล้ว 6 รุ่น รวม 360 คน และในปี 2550 มีแผนอบรมอีก 19 รุ่น กว่า 1,500 คน ณ ศูนย์ฯ แห่งนี้ยังมีความจำเป็นอีกมากที่จะต้องพัฒนาเพื่อให้มีขีดความสามารถ ในการเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบ เพื่อทำหน้าที่ฟื้นวิกฤตคนของแผ่นดิน การเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนจากโครงการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการต่อยอด เพื่อขยายผลโครงการเดิมให้มีความสมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตรด้านชุมชนในรูปแบบของการฝึกอบรมและการลงแปลงปฏิบัติจริงเพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรเพื่อรองรับแผนงานต่างๆที่จะลงสู้เกษตรกร เช่น โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ฯลฯ จะทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้านแห่งนี้ เป็นศูนย์ฯที่มีศักยภาพในการมีส่วนร่วม (5)เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและชุมชน ส่งเสริมอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเกษตรกร และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาให้เกิดเครือข่ายองค์กรชุมชน ที่สนับสนุนการรวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปโครงการส่งเสริมการปลูกพุทรานมสดเพื่อการส่งออก ลักษณะของโครงการ เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาคราชการ บริษัทส่งออกเอกชน และเกษตรกรอย่างเป็นระบบครบวงจรโดย ภาคราชการ เป็นผู้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุน การประสานงาน การคัดเลือกพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการฝึกอบรมร่วมกับบริษัทเอกชน และ บริษัทเอกชน เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และรับซื้อผลผลิตตามสัญญาที่กำหนด เกษตรกร เป็นผู้ดำเนินการปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และส่งผลผลิตขายให้บริษัทเอกชน ทั้งนี้นั้น 3 หน่วยงานจะต้องมีการทำความร่วมมือจัดทำข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะดำเนินงาน ผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ในลักษณะวิสาหกิจชุมชน โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้1. พื้นที่ปลูกของเกษตรกรควรมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ2. เกษตรกรต้องจัดให้มีระบบการให้น้ำ (สปริงเกอร์) ทุกพื้นที่ก่อนปลูก3. การชำระค่าพันธุ์ ปุ๋ย และสารกำจัดโรคแมลง (ปุ๋ยและสารกำจัดโรคแมลงเป็นระบบอินทรีย์ชีวภาพทั้งหมด ในปีที่ 1 เกษตรกรจะต้องชำระครั้งเดียวผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ.ให้กับบริษัท4. การส่งมอบต้นพันธุ์ ปุ๋ย และยา จะส่งมอบผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ.5. เกษตรกรจะต้องนำต้นพันธุ์ไปปลูกเพื่อนำผลผลิตมาจำหน่วยให้โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เท่านั้น เพื่อจัดส่งให้บริษัทฯ ต่อไป ห้ามขยายขายพันธุ์เพื่อการ ปลูกขยายพื้นที่ หรือจำหน่ายพันธุ์ โดยเด็ดขาด 6. เกษตรกรควรปลูก 3-5 ไร่ (พื้นที่โครงการฯ เป็นผู้จัดสรรให้ตามความเหมาะสม)7. เกษตรกรจะต้องใช้พันธุ์ที่ทางโครงการฯ/บริษัทกำหนดให้เท่านั้น8. เกษตรกรจะต้องเป็นผู้จัดหา และดำเนินการในรายการดังต่อไปนี้ ด้วยงบประมาณของตนเอง โดย ประสานงบประมาณจากวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เป็นผู้ประสานให้ หรือผู้นำกลุ่มเป็นหลัก (6)วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาพื้นที่และองค์ประกอบต่าง ๆ ของศูนย์ฯ ให้มีความพร้อมและมีขีดความสามารถที่จะเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ฝึกทักษะประสบการณ์ ศึกษาดูงานในกิจกรรมการเพาะปลูก โดยไม่ใช้สารเคมี และกิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ให้กับเกษตรกร2. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็ง ทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติของเกษตรกรกลับสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง3. เพื่อส่งเสริมกิจกรรมธุรกิจชุมชนให้แก่เกษตรกร และความเข้มแข็งของชุมชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยประชาชนมีส่วนร่วม4. เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรในชนบทและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมพื้นที่ป่าต้นน้ำ การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2517 สรุปความได้ว่า “การพัฒนาประเทศต้องทำตามลำดับ โดยสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้น ใช้วิธีการและอุปกรณ์แบบประหยัดแต่ถูกต้อง ตามหลักวิชา เมื่อมีพื้นฐานที่มั่นคงและปฏิบัติได้จริงจึงเสริมสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นสูงขึ้นโดยลำดับต่อไป” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพระราชทานแนวทางพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นปรัชญาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปบนทางสายกลาง ทั้งนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะคือ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียง ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุและผล โดยคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบครอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมต่อการรองรับผลกระทบใดๆ จากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก โดยต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไข 2 ประการ ได้แก่ 1.เงื่อนไขความรอบรู้ รอบคอบ คือ นำวิชาการต่างๆ มาประกอบกันอย่างเหมาะสมรอบด้านในการวางแผน และ 2.เงื่อนไข(7)คุณธรรม คือ ตระหนักในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตและความพากเพียรในการดำเนินชีวิต ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาการเกษตรใน 3 ขั้นตอน คือ 1) การผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ 2) การรวมกลุ่มในการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ในชุมชน เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและ 3)การสร้างเครือข่ายโดยประสานความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน นำไปสู่การลดต้นทุน การพัฒนาคุภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งในระดับประเทศ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานได้แก่ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้ในการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ประกอบด้วยแผนงานการจัดประชุมชี้แจง และฝึกอบรมความรู้ให้แก่เกษตรกร โดยใช้ศูนย์ศึกษาพัฒนาฯ. และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนฯ. 2.แผนการส่งเสริมภาคปฏิบัติตามขั้นตอนการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ 3.การพัฒนาการเกษตรสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4.การวางแผนการตลาด การผลิตและการแปรรูปผลผลิต· รายได้หลัก ได้มาจากการทำเกษตรแบบผสมผสาน เช่น ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักทั้งชนิดน้ำและแห้ง สมุนไพรไล่แมลงทุกชนิด มีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000.- บาท ในพื้นที่ 5-7 ไร่· รายได้เสริม ได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอปักธงชัย ให้เป็นวิทยากร กระบวนการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลบ่อปลาทอง
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลบ่อปลาทอง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ขจิต ฝอยทอง · 16 พ.ย. 2550
ธ.วั ช ชั ย · 16 พ.ย. 2550
พู่กัน · 16 พ.ย. 2550
กลุ่มกล้วยหอมทอง ปักธงชัย · 16 พ.ย. 2550
กลุ่มกล้วยหอมทอง ปักธงชัย · 16 พ.ย. 2550
ถ้าผมจะพาทีมงานไปศึกษาดูงานที่ศูนย์จะได้ไหมครับ
จากกำนันประคอง พงษ์สูงเนิน
ผมสนใจการปลูกกล้วยหอมเป็นอาชีพคับ แต่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ไม่ทราบว่าจะสามารถไปขอคำแนะนำวิธีการปลูกได้หรือเปล่าคับ โทร0840024147
การปลูกกล้วยหอมในพื้นที่ ต.บ่อปลาทอง น่าสนใจมาก ผมมีทีนาอยู่ที่บ้านเพลิงหลง
แต่ถ้าจะให้เป็นระบบและชาวสวนได้ประโยชน์จริงๆ กลุ่มควรหาบริษัทมารองรับผลผลิตเหมือนกลุ่มปลูกกล้วยหอมที่ จ.เพชรบุรีนะครับ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมส่งญี่ปุ่น
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จริงๆ รายละเอียดของกลุ่มบ่อปลาทองผมยังไม่ทราบ
เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ