เรื่องเล่าจากเกาหลี : กิมจิ..กิมจิ..ตอนที่ 4 ลุ้นที่ตม.แดนกิมจิ


ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เรียกหัวหน้าทัวร์มาสอบถาม และขอคำยืนยันว่าจะกลับกับหมดทุกคน เมื่อถึงเวลากลับจริงๆ ว่าจะไม่อยู่ต่อในเกาหลีใต้ เขาจึงปล่อยตัวเข้าประเทศเกาหลีได้
 
เมื่อเครื่องบินสายการบิน Korean Air ร่อนลงที่สนามบินอินชอน เวลาประมาณ 09.00 น. ซึ่งเร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นที่จะเดินทางมาเหยียบแผ่นดินเกาหลีใต้ แต่สิ่งที่ตื่นเต้นกว่านั่นคงเป็นการผ่านการตรวจของ Immigration หรือ ตม.เกาหลี เพราะจากการที่เคยอ่านหนังสือมาบ้าง ก็ยังมีการบอกให้ทำใจสักหน่อย เพราะอาจมีการตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย บางคนอาจจะถูกส่งกลับประเทศก็ได้ การเดินทางมากับบริษัททัวร์ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้เข้าประเทศเสมอไป
ผมเองก็ทำใจไว้แล้วบางส่วน แต่ก็ไม่คิดว่าผมจะประสบกับเหตุการณ์นี้ ระยะรอคิวการตรวจก็ตื่นเต้นสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนได้ผ่านเข้าไปแล้ว แต่ก่อนจะถึงคิวผม ก็พบเรื่องเซอร์ไพรส์ เมื่อเพื่อนร่วมคณะทัวร์ถูกเจ้าหน้าที่ให้ไปนั่งรอที่สำนักงานของเขา เพราะมีปัญหาบางประการ
 “อันยง ฮาเซโย” ผมกล่าวทักทายเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมกับยื่นพาสปอร์ตให้ตรวจสอบ
“What is your first name?” เจ้าหน้าที่ ตม. ถาม
หลังจากผมตอบคำถามเขาไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พลิกพาสปอร์ตซ้ำแล้วซ้ำอีก
 “Office” เจ้าหน้าที่ ตม.บอก พร้อมกับชี้มือไปทางหัองสำนักงานทางเดียวกับเพื่อนร่วมทัวร์ผมเดินเข้าไปก่อนหน้านี้ ไม่อยากไปแต่ก็ต้องไปครับ ในใจก็คิดๆ ว่า “กูจะได้เข้าเกาหลีมั๊ยเนี้ย” 

 เมื่อมานั่งที่สำนักงาน ตม.ของเกาหลีที่สนามบินนานาชาติอินชอน เราก็พยายามที่จะสอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ หลังจากนั้นก็มีเพื่อนร่วมทัวร์เราอีก 3 คนถูกเรียกเข้ามาด้วย พร้อมกับเด็กวัยรุ่นจากอินโดนีเซียอีกเกือบ 10 คน
เมื่อบอกให้เรานั่งรอ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ก็ต้องนั่งรออยู่อย่างนั้นครับ ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ เวลาผ่านไปกว่า 30 นาที เจ้าหน้าที่ช่องที่ผมเดินเข้าไปตรวจ ก็เข้ามาที่สำนักงาน พร้อมกับขอพาสปอร์ตพวกเรา และนั่งพิมพ์อะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ เขาเรียกพวกเราไปสอบว่าทำงานที่ไหน มีอะไรยืนยันบ้างว่าทำงานที่นั่นจริงๆ พวกเราก็แสดงบัตรข้าราชการบ้าง บัตรพนักงานมหาวิทยาลัยบ้าง นามบัตรบ้าง
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เรียกหัวหน้าทัวร์มาสอบถาม และขอคำยืนยันว่าจะกลับกับหมดทุกคน เมื่อถึงเวลากลับจริงๆ ว่าจะไม่อยู่ต่อในเกาหลีใต้ เขาจึงปล่อยตัวเข้าประเทศเกาหลีได้
ผมทราบว่าก่อนหน้าที่การท่องเที่ยวเกาหลีจะบูม เกาหลีเป็นแหล่งงานสำคัญของแรงงานไทยมาก่อน เดิมแรงงานไทยมักจะอาศัยมาในรูปนักท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ในประเทศไทย เมื่อเข้าเกาหลีใต้แล้วก็จะอยู่ต่อ ไม่กลับไปด้วย วันไหนเมืองไทยมีแต่ไกด์กลับคนเดียว ลูกทัวร์กลับขออยู่ต่อ เพื่อทำงานในเกาหลีอย่างผิดกฏหมาย เมื่อทำมากเข้าเขาก็จับไต๋ได้ ทำให้คนไทยที่เข้าไปเที่ยวในเกาหลีช่วงหลัง จึงถูกตรวจกันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะคนไทยที่มาจากภาคอีสาน
เมื่อออกจาก ตม.ได้ เพื่อนๆ ก็พากันรอกันอีกด้านหนึ่ง หลายคนปลอบว่าไม่ได้กังวลมาก เพราะเป็นอย่างนี้กันทุกประเทศ เพราะเขาอาจสุ่ม ซึ่งอาจเป็นเราก็ได้ที่ถูกสุ่ม
“บางประเทศหนักกว่านี้อีก” เพื่อนร่วมชะตากรรม ปลอบใจ
แม้จะหงุดหงิด แต่ก็ไม่ลืมที่จะสังเกตบรรยากาศภายในสนามบินนานาชาติอินชอน เพื่อเปรียบเทียบกับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิของบ้านเรา สิ่งแรกที่แตกต่างจากสุวรรณภูมิ คือ บรรยากาศที่ไม่พลุกพล่าน โล่งสบาย ที่สำคัญห้องน้ำไม่ต้องต่อแถวเหมือนบ้านเราครับ แถมห้องน้ำยังสะอาดสะอ้านครับ ไม่ไปอยู่ในชอกหลืบแคบๆ เหมือนสุวรรณภูมิ หากสนามบินบ้านเราเป็นอย่างนี้บ้าง คงจะภูมิอกภูมิใจมากกว่านี้ 
 สนามบินนานาชาติอินชอน เปิดใช้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่บนเกาะยองจง (Yeongjong Island) ตรงข้ามเมืองอินชอน (Incheon) ห่างจากกรุงโชลราว 50 กิโลเมตร แต่ศักยภาพหลายอย่างของสุวรรณภูมิของเราก็สามารถสู้อินชอนได้ครับ เพียงแต่ต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดๆ ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง พูดไปแล้วก็เสียดายสุวรรณภูมิครับ
เมื่อเราพบไกด์ที่เกาหลีแล้ว ก็ขนสัมภาระขึ้นรถ พร้อมกับเพื่อนใหม่ที่เป็นพนักงานที่คอยช่วยเหลือพวกเราชาวเกาหลีใต้ และพนักงานขับรถ เพราะหลังจากนี้ไปเราคงต้องนั่งรถไปที่โชลอีก 1 ชั่วโมง
 หมายเหตุ- ขอบคุณภาพถ่ายจากคุณต้ม คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี

 
คำสำคัญ (Tags): #เกาหลีใต้
หมายเลขบันทึก: 146587เขียนเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2007 11:19 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 พฤษภาคม 2012 16:27 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี