ความในใจของชายผู้มุ่งหมายรวมโลก

การรวมโลกจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง (ในทางดีขึ้น) ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

ความในใจของชายผู้มุ่งหมายรวมโลก

คืนนั้น    6 ทุ่มกว่าของจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2532  .. คืนที่ผมได้นั่งสมาธิแล้วพบว่า คำว่า ชาติ ที่ผมถูกสั่งสอนให้รัก .. และผมก็รักและเทิดทูนมาตลอด .. แท้จริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดติด .. คนทั้งโลกต่างเป็นคนเหมือนกัน  ผืนดินทั้งโลกก็เป็นผืนดินเดียวกัน  การแบ่งชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติ  และการแบ่งชาติก่อปัญหาต่อสันติภาพ เสรีภาพ และความร่วมมือร่วมใจของชาวโลก  ถ้ารวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียวปัญหาหลายๆ อย่างก็จะหมดไป   การรวมโลกจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง (ในทางดีขึ้น) ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ...  นับจากคืนนั้น ชีวิตของผมก็อยู่ด้วยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการรวมทุกประเทศบนโลกเป็นหนึ่งเดียว .. รวมเป็น ประเทศโลก  .....

เช้าวันรุ่งขึ้นผมยืนรอรถประจำทางด้วยจิตใจที่ลิงโลด .. อยากจะกู่ประกาศก้องว่า .. ข้านี้คือผู้ค้นพบว่าเราทุกคนคือชาวโลก   ประเทศชาติที่เราชาวโลกพากันแบ่งเขตแดนนี้เป็นเรื่องไร้สาระ  ไร้เหตุผล   เราทั้งหมดสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งโลกได้เพียงเราเลิกแบ่งประเทศ  .. เชื่อมั่นว่าถ้าผมประกาศความจริงนี้ให้โลกรู้ชาวโลกจะต้องเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น  และการรวมโลกจะสำเร็จโดยง่ายดาย  สันติภาพและเสรีภาพที่แท้จริงจะมีต่อมนุษย์ทุกชีวิตภายในเวลาสองสามเดือน

ผมเริ่มเผยแพร่ความคิดเรื่องการรวมโลกด้วยการพูดคุยกับพ่อแม่  เพื่อนๆ ในห้องเรียน  ส่งจดหมายเผยแพร่ความคิด  แต่งกลอนส่งอาจารย์   แต่งนวนิยายสั้น สุขอมตะ    นำเสนอโรงพิมพ์  ... ทุกอย่างล้วนไม่เป็นผล .. กระนั้นก็ตาม แม้จะยังไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ก็ทำให้ผมได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในเหตุผลที่เราควรรวมโลก  จนมั่นใจและแน่วแน่ว่า ชีวิตผม เพียงทำความดีนี้ได้สำเร็จสักอย่างเดียว ก็คุ้มกับการได้เกิดมาเป็นคนแล้ว

วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2532  ผมตัดสินใจประกาศความคิดขณะยืนเข้าแถวเคารพธงชาติ  ตะโกนด้วยเสียงดังลั่นขณะที่ผู้นำนักเรียนกล่าวนำคำสัตย์ปฏิญาณ เราคือชาวโลก   ฟังผม  ไม่ต้องรักชาติ   อย่าไปเชื่อมัน   อย่าเชื่อผิดๆ   โลกเดียวโว้ย  แล้วก็ต้องหยุดเมื่ออาจารย์ฝ่ายปกครองเข้ามาห้าม  หลังจากนั้น แม้จะพยายามดำเนินการต่อด้วยการพูดคุยและติดใบปลิวร่วมกับเพื่อนอีกคน  แต่ก็ต้องหยุดอย่างเด็ดขาดเมื่อทางโรงเรียนเรียกพ่อแม่มาพบ 

นับจากนั้น  ปฏิบัติการก็หยุดชะงัก  ...  ผลการดำเนินงานไม่คืบหน้า ... ความฝันที่ผมเคยคิดว่าจะเห็นโลกใหม่ในสองสามเดือนดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้  .. แม้ว่าต่อจากนั้นผมได้พยายามส่งใบปลิว ลัทธิโคษย์ เผยแพร่ความคิดอีกครั้ง .. แต่ก็ยังไม่เป็นผล    ดูเหมือนผมจะต้องทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่   จงสร้างตัวเองให้ได้ก่อน  แล้วค่อยคิดจะสร้างโลก

จบ ม. 6  เข้าเรียนปริญญาตรีผมได้พยายามหาทางลัดในการสร้างตัวเอง เช่น ประกวดร้องเพลง  ชกมวย  ทำตัวให้เด่น   แต่ก็ไม่เป็นผล   ผมยังคงเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่พร้อมจะประกาศความคิดสร้างโลกได้อย่างปลอดภัยและได้ผล

มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ในใจอย่างหนึ่ง ว่าความคิดความฝันที่ผมมีนั้น อาจขัดแย้งกับผู้ที่มีผลประโยชน์ในการแบ่งชาติ  ผมจึงรู้สึกกลัวที่จะบอกความคิดนี้ออกไปแบบไม่ระมัดระวัง   ทำให้ผมตั้งใจว่า ถ้าผมจะมีโอกาสได้ประกาศเรื่องนี้อีกครั้ง  ควรจะเป็นครั้งที่ผู้คนได้ยินกันเกือบทั้งโลก  

นอกจากความรู้สึกกลัวที่จะบอกความคิดออกไปแล้ว  ผมยังมีความรู้สึกแฝงลึกในใจมาตลอด  ว่าสิ่งที่ผมคิดนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมสั่งสอน  ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้นำประเทศสั่งสอน  คือให้รักชาติ    มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเข้ากับใครได้ไม่จริง  ผมหาเพื่อนแท้ที่รักโลกอย่างแท้จริงเหมือนผมไม่ได้  ทุกคนแตกต่างกับผม  ... ไม่ใช่สิ  ผมเองแหละที่แตกต่างจากทุกคน

ไม่เพียงแค่นั้น งานรวมโลกยังส่งผลกับชีวิตทั่วๆ ไปของผมอีกหลายด้าน   คนรักผมก็ยังไม่กล้ามี  กลัวเขาไม่ปลอดภัย  ทั้งยังไม่พร้อมให้เวลากับความรักด้วย    จริงๆ แล้วผมรู้สึกว่าผมแทบจะไม่มีเวลาให้ใครเลยด้วยซ้ำ  แม้ผมจะหาเพื่อนร่วมรวมโลกไม่ได้  แต่ผมก็มั่นใจว่าลำพังผมคนเดียวก็สามารถทำอะไรได้อีกมาก  มีหลายอย่างที่ผมคิดว่าถ้าทำได้ก็จะมีส่วนช่วยรวมโลกได้ (การเขียนบทความนี้ก็เป็นวิธีการหนึ่ง)  ตราบใดที่ยังรวมโลกไม่สำเร็จผมก็ยังมีอะไรที่คิดจะทำมากมาย  และเห็นเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญกว่าภารกิจของผู้ใด  ความสูญเสียจากการแบ่งประเทศส่งผลต่อคนทั้งโลกทุกวินาที   ความเดือดร้อนของคนคนเดียว (บางทีก็เพราะกิเลสของเขาเอง) จึงไม่น่าจะสำคัญกว่าภารกิจของผม   ..... แต่ผมก็ช่วยเขาเกือบทุกทีแหละ  เพราะเขายังไม่เข้าใจว่าผมยุ่งกับการรวมโลก

แม้จะมีความกังวลในความปลอดภัย  แต่ความเดือดร้อนของชีวิตผมเองและคนรอบข้างก็ทำให้ผมพยายามเผยแพร่ความคิดทีละเล็กละน้อย    ทั้งในขณะที่ทำงานอยู่แคเมอรูน  เชียงใหม่  และอเมริกา  ....

ขอเล่าความรู้สึกเมื่อครั้งได้เขียนบทความเผยแพร่ความคิดเรื่องการรวมโลกอย่างเปิดเผยเต็มตัวเป็นครั้งแรกใน Thaispot.com  ขณะเรียนอยู่ที่อเมริกา ....  หลังจากเขียน และโพสต์บทความลงเว็บเสร็จ  ผมรู้สึกใจหาย   คืนนั้นผมเข้านอนอย่างหวั่นๆ ว่าจะมีใครลอบมองเราอยู่จากนอกห้องผ่านหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่  …. แต่เมื่อได้เขียนต่อมาอีกหลายครั้ง และพบว่าชีวิตเราเองยังปลอดภัย  ... (และผลก็คือยังไม่มีใครอาสามาเป็นแนวร่วมจริงจัง) ... จึงเริ่มหายกังวล .. แต่ยังห่วงชีวิตคนทางบ้านนะ

เมื่อกลับถึงเมืองไทย  ทำงานราชการ  และเริ่มมีเว็บไซต์ส่วนตัว   www.goodjai.com   ผมก็เริ่มประกาศความคิดอย่างชัดเจนมากขึ้นในเว็บ ... แต่ก็นั่นแหละ  มันเป็นเว็บส่วนตัวของผม  คนที่เข้ามาดูก็รู้จักผมดี  การประกาศความคิดในที่นี้จึงดูไม่มีอันตรายอะไรมากนัก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผมได้ไปอบรมที่เกาะ Okinawa ประเทศญี่ปุ่น  ได้พบอาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งบรรยายอย่างชัดเจนถึงโลกในอนาคตที่ทุกประเทศจะรวมกันเป็นสาธารณรัฐโลก  ชาวโลกจะสามารถเดินทางไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องใช้วีซ่า  ใช้แค่บัตรประจำตัว   โลกจะไม่มีทหาร มีแต่ตำรวจคอยดูแลความสงบ  ....  ผมดีใจมาก  ผมเจอคนที่มีความคิดเหมือนกันแล้ว  .. นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยว   และการรวมโลกเป็นสิ่งที่สามารถพูดได้อย่างเปิดเผย  จากนั้นมา  ผมก็ผูกผ้าคาดหัว เขียนข้อความสนับสนุนการรวมโลกเข้าห้องฝึกอบรมเกือบทุกวัน

กลับมาเมืองไทย  ทีแรกผมเริ่มไม่กล้าประกาศชัดเจนนัก  แต่ก็ค่อยๆ กล้ามากขึ้นเรื่อยๆ  .... อันที่จริงเหตุที่ทำให้ช่วงหลังมานี้ผมกล้าทำตัวเด่นแบบประหลาดๆ และประกาศว่าเป็นการกระทำเพื่อรวมโลกอย่างชัดเจนก็เพราะผมเข้าใจลึกซึ้งในหลักธรรมและเข้าใจผลลัพธ์ของการรวมโลกดียิ่งขึ้น

หลักธรรมที่ผมประจักษ์ได้ด้วยตัวเองก็คือ ไร้อยาก = ไร้ทุกข์  ทำดี = มีสุข .... เมื่อผมรับได้กับทุกสภาพตามความเป็นจริงของมันผมจึงหมดความกังวลว่าผมจะมีความทุกข์     และผมก็รู้ตัวว่าการที่ผมทำตัวแปลกๆ นี้ก็เพื่อให้บรรลุผลแห่งการรวมโลกอันจะทำให้เกิดสภาพที่ดีขึ้นสำหรับตัวผมและทุกคนบนโลก  ..... หลักธรรมนี้เป็นงานรณรงค์อีกอย่างหนึ่งของผม  เพราะเห็นว่าจะช่วยให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ขึ้นกับภาวะใดๆ ... ผมเองก็ยังสุขได้แม้จะยังรวมโลกไม่สำเร็จ ผมเคยเรียกธรรมะนี้ ว่า ธรรมนุษย์ ของ ศาสนาโลก  

ส่วนผลลัพธ์ที่ผมเล็งเห็นได้จากการรวมโลกที่ผมเข้าใจมากขึ้นก็คือ การรวมโลกจะทำให้คนทั้งโลกรักกัน รักสังคมโลก  รักคนทั้งโลก ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกชีวิต    ผมได้เริ่มเข้าใจว่าผู้นำและทหารที่ทำหน้าที่อยู่ไม่ได้มุ่งขัดขวางการรวมโลก  เขาเพียงต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาสันติสุขในประเทศตามที่เขาคิด  เป้าหมายของการสอนให้รักชาติคือให้รักสังคม ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองคนเดียว  ส่วนความเกลียดชังชาติอื่นนั้นเป็นเพียงผลพวงที่เกิดตามมาเอง  ... และจากธรรมะที่ยึดถือทำให้ผมพบว่าคนเราทำตามความรู้ที่ตนมี   โลกนี้ไม่มีคนเลว  มีแต่คนคิดถูกทำถูกและคนคิดผิดทำผิด  ซึ่งสิ่งที่เขาคิดนั้นมาจากความรู้ที่สั่งสมมา  ถ้ารู้อย่างถูกต้อง (ความจริง) ก็ทำได้ถูกต้อง  ถ้ารู้ผิดๆ (ความเชื่อ) ก็อาจจะทำในสิ่งที่ผิด   ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่าหากมีหนทางใดที่จะให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ทุกคนได้แล้ว ทุกคนก็สามารถรู้ซึ้งถึงข้อดีและความจำเป็นของการรวมโลกได้  

การรวมโลก จึงไม่ใช่เป้าหมายของผมคนเดียว  แต่เป็นเป้าหมายที่สุดท้ายมนุษย์ทุกคนบนโลกจะเห็นด้วยตามหลักเหตุผลแห่งความรู้ที่ถูกต้อง  ... สิ่งที่ผมทำอยู่นี้แม้จะทำด้วยเหตุบันดาลใจเฉพาะตัว แต่ก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผมคนเดียว .. เป็นสิ่งที่จะบังเกิดประโยชน์แก่ทุกคน  และไม่ให้โทษกับใคร

จากประสบการณ์ที่ผมได้เห็นคนหลากหลายประเภทและความคิดความเชื่อของเขาทำให้ผมพอจะเข้าใจถึงความพร้อมของการรวมโลก ... วันนี้คนอาจยังไม่พร้อมที่จะรวมกันทั้งโลก .. แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง  ถ้าโลกมีเพียงประเทศเดียวแล้วความคิดของคนเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้ที่ได้รับจากผู้อื่น  ดังนั้น  ผมก็จะยังพยายามรวมโลกไปเรื่อยๆ เท่าที่ผมทำได้  โดยพิจารณาสภาพความเป็นจริงว่าขณะนี้ผมสามารถทำได้แค่ไหน  ชาวโลกมีความพร้อมแค่ไหน   โดยจะพยายามให้การรณรงค์นี้สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวโลกและตัวผมเองอย่างน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

การที่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นมีใครตื่นตัวรวมโลกจริงจัง (มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี  ผมเจออยู่หลายเว็บไซต์  แต่อยู่ต่างประเทศหมด)   ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว  จริงๆ แล้วผลเสียจากการแบ่งประเทศบนโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะครับ  เราได้รับผลกระทบอยู่แทบทุกขณะ    ส่วนคนที่เห็นผลกระทบชัดเจนแต่คิดว่าเรื่องรวมโลกมันยากเกินฝัน (เช่นคนชนบทอยู่ตามชายแดน)  ผมก็จะพยายามทำให้เห็นว่าการรวมโลกไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง หากหลายๆ คนบนโลกร่วมมือร่วมใจกัน

ถึงตอนนี้ผมได้ทำอะไรไปเยอะมากแล้ว (แม้ว่าจะเห็นผลน้อยมาก)   เดินห้อยป้ายรวมโลกไปทำงานแทบทุกวัน  เคยไปประกาศความคิดในสวนจตุจักร  หน้าเซ็นทรัล  หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (อันนี้ถือเป็นงานใหญ่ที่สุดของผม)    ผมได้แสดงความคิดและตัวตนที่แท้จริงจนเกือบจะเรียกว่าไม่ต้องปิดบังอะไรอีกแล้ว  และผลก็คือผมยังอยู่สบายดี  ตำรวจไม่จับ  และไม่มีใครลอบทำร้าย   แค่นี้ผมก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จพอสมควรแล้วแหละ   ขอแค่ได้ทำก็รู้สึกดีแล้ว   ไม่สิ  ยังเปี่ยมด้วยความหวังว่าจะบรรลุผลได้ในช่วงชีวิตนี้ 

การที่ผมได้ทำตัวเปิดเผยก็ทำให้ผมรู้สึกปกติขึ้นหน่อย  แต่ก็ไม่ปกติดีซะทีเดียวหรอกนะครับ  คนที่ทำงานและเพื่อนๆ ยังดูเหมือนรับผมได้ดี    แต่ก็มีคนใกล้ชิดหลายคนที่พยายามขอให้ผมเลิกทำเช่นนี้ (เขียนข้อความติดเสื้อ  ใส่หัวลูกโลก) ... ผมอาจจะต้องเลิกจริงๆ เพื่อให้เขาสบายใจ ... และผมก็เริ่มเห็นแล้วว่า ความพยายามเขียนข้อความติดเสื้อทุกวันดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้ใครมาช่วยรวมโลกได้เลย .. เพราะเขามองว่าผมไม่ปกติมั้ง .. (อันที่จริงผมว่าเขาไม่ปกตินะ ... ผมอุตส่าห์เป็นตัวตั้งตัวตีให้อย่างชัดเจนแล้ว  ยังไม่กล้ามาร่วมอีก)  .... จริงๆ แล้ว  ที่ทำตัวได้อย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่จะมั่นใจเต็มร้อยสักเท่าไรหรอกนะครับ  .. ในบางอารมณ์ผมก็ไม่กล้าหยิบหัวลูกโลกมาสวมหรอก  ต้องมีการ build อารมณ์กันพอสมควร

และนี่ก็คือความจริงส่วนหนึ่งในใจของชายผู้มุ่งหมายรวมโลกที่ได้รวบรวมขึ้นเป็นครั้งแรก และขอบอกให้ท่านได้รับทราบไว้เพื่อความเข้าใจกัน .. ถ้าท่านจะอธิบายในส่วนของท่านว่าทำไมท่านจึงไม่ร่วมด้วยช่วยกันให้ผมได้ทราบมั่งก็จะเป็นพระคุณ ...

สุดท้ายนี้ ขอเรียกร้องให้หยุดเถิด  หยุดแบ่งเขาแบ่งเราแบ่งโลกแบ่งมนุษย์   หยุดความเกลียดชัง ความหวาดระแวง   ร่วมปลูกจิตสำนึกว่าเราคือมนุษย์ด้วยกัน และเรารักกันทั้งโลก

ลูกโลกกงจักร  15 พ.ย. 2550

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน United World ชาติโลก

คำสำคัญ (Tags)#รวมโลก#ประเทศโลก#ลูกโลก#ศาสนาโลก#สาธารณรัฐโลก

หมายเลขบันทึก: 146583, เขียน: 15 Nov 2007 @ 11:08 (), แก้ไข: 30 May 2012 @ 18:12 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

ยินดีต้อนรับกลับ "บ้าน" ครับลูกโลก

คิดถึงวันเก่าๆ ที่ ThaiSpot.com ครับ

เขียนเมื่อ 

ประทับใจมากๆ ที่ท่านอาจารย์เสน่ห์ให้การต้อนรับอย่างทันอกทันใจ

แสดงว่าอาจารย์ยังเฝ้าดูแลบ้านนี้อย่างดีเหมือนที่ Thaispot

ต้องขอขอบคุณอีกแล้ว สำหรับเครื่องมือดีๆ ให้เพื่อนมนุษย์ได้ใช้แบ่งปันประสบการณ์ความรู้กัน