ว่างๆ ก่อนเดินทางไปต่างเมืองเลยมาเขียนบล็อกแจกจ่ายประสบการณ์กัน
ช่วงวันที่ 12-19 ตุลาคม 2550ได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านไปเยี่มคุณพ่อคุณแม่ที่อุดรธานี เป็นโชคดีและเป็นบุญของผมที่ได้มีโอกาสเดินทางไปกราบครูบาอาจารย์สมัยที่บวชอยู่ และได้รับฟังธรรมมะจากครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับความกรุณาอธิบายธรรมะจากลูกศิษย์หลวงพ่อ หนึ่งในธรรมะที่เห็นว่าดี และอยากเล่าสู่กันฟัง คือ การทำสิ่งต่างๆให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
งงไหมครับฟังดูคล้ายเซนทีเดียว จริงๆ แล้วคำว่าทำทุกสิ่งให้สอดคล้องกับธรรมชาตินั้นเป็นคำที่ผมคิดขึ้นเอง จากคำสอน บังเอิญตอนนี้ลืมไปมากแล้วเพราะความจำสั้น เลยคิดหัวข้อเอง แต่ก็คิดว่าน่าจะพอได้
ผมปรึกษากับท่านเรื่อง ปัญหาวัยรุ่นปัจจุบันเรื่องการแต่งกาย และการวางตัวของนิสิตว่าทำไมเด็กปัจจุบันค่อนข้างเฮี้ยวเมื่อเทียบกับสมัยผม ท่านก็กรุณาให้คำอธิบายง่ายๆ (ซึ่งผมขอร้อยเรียงมาเล่าโดยผมจับมายำผสมกันเอง)ว่า
อาจารย์คะ อาจารย์เคยปลูกต้นไม้ไหม? ถ้าอาจารย์เคยปลูกต้นไม้แล้วต้นไม้ที่อาจารย์ปลูกมันโตทุกต้นหรือเปล่า ?!?
ก็เหมือนกับเด็กที่เป็นลูกศิษย์ อาจารย์สอน แล้วพยายามแล้ว แต่เด็กเค้าไม่ยอมรับ ไม่ยอมปรับปรุงตัวแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แล้วมันต่างอะไรกับต้นไม้
แล้วสมัยอาจารย์เด็กๆ อาจารย์ทำอะไรถูกทุกเรื่องไหมคะ แล้วเด็กสมัยนี้ต่างกับอาจารย์อย่างไร อาจารย์เองก็เคยผิดมาก่อนจริงไหมค่ะ
ที่จริงแล้วคนเราทุกคน ก็ทำผิดกันได้ใช่ไหมค่ะ ???
อาจารย์สอนกฎหมายอาจารย์ให้ความหมายของคำว่ายุติธรรมว่าอย่างไรคะ?
ในทางธรรมะ หมายความว่ายุติที่ "ธรรม" ความเป็นธรรมคือ อาจารย์เองก็เคยผิดได้ แล้วทำไมลูกศิษย์อาจารย์จะผิดไม่ได้เลยหรือ? แต่คนเรามักจะไม่ค่อยจำความผิดของตัวเอง มักจะจำความผิดของคนอื่น ก็เลยเป็นการ "รำเอียง" (พี่ทำท่ารำ กางแขนสองข้างแล้วเอียงๆ ) เลยกลายเป็น "ลำเอียง" ใช่ไหม?
........
ผมคุยเรื่องนี้แล้วก็คิดได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้ว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนทุกคน ท่านก็มีหลักเหมือนกัน ท่านแบ่งคนเป็น 4 ประเภทเหมือนบัว 4 เหล่า สำหรับบัวประเภทที่จมอยู่ในโคลน หรือคนที่สอนไม่ได้ท่านก็ไม่สอนนะคะ ท่านก็วางเฉย เพราะสอนไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ท่านก็จะสอนก่อน 3 ครั้ง ถ้าสอนไม่ได้ก็จะหยุด(ผิดถูกอย่างไรขออภัยต่อครูบาอาจารย์และท่านผู้รู้ด้วยนะครับ)
.......
ผมสรุปสิ่งที่ผมได้ว่า
ครูทำหน้าที่ได้ดีที่สุด คือเป็นคนปลูกต้นไม้ แล้วก็ดูแลใส่ใจอย่างเต็มที่ ส่วนต้นไม้จะเป็นอย่างไรก็คงเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้
แต่เราก็ต้องถามตัวเราเองเสมอว่า เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง...
การแก้ปัญหากับความทุกข์เป็นคนละเรื่องกัน แก้ปัญหาได้โดยไม่ทุกข์ คือผู้มีปัญญา
ปล. บทสนทนานั้นผมเรียบเรียงมาเอง ผิดพลาดประการใดผมขอกราบขอขมาครูบาอาจารย์และท่านผู้รู้ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
....อานิสงฆ์การปฏิบัติธรรมมีทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในอนาคต....
ตอนที่เราใช้ชีวิตตอนเป็นนิสิต บางครั้งเราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงได้ค่อยสอนและคอยจ้ำจี้เรา เกี่ยวกับการแต่งกาย จนมาถึงวันนี้ได้ใช้ชีวิตในการทำงาน ทำให้เราได้รู้ถึงสิ่งที่อาจารย์ท่านได้พร่ำสอนเรามา
ผมเองก็เป็นต้นไม้ ต้นหนึ่งที่อาจารย์ปลูกนะคับ แม้อาจจะโตมากเเล้วเหมือนกาน เมื่อนับระยะที่จะอยู่ต่อไปในมหาลัยแห่งนี้ แต่ก็ยังต้องการปุ๋ย และการดูแล เสมอค้าฟฟฟ
เด่กน้อย
ในฐานะนิสิตขอแสงความคิดเห็นแบบเด็กๆนะคะ คงไม่ว่ากัน...ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ทุกต้นที่จะปลูกแล้วโต แต่การปลูกต้นไม้ก็อาศัยปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคำนึง ทั้งดิน ฟ้า อากาศ ปุ๋ย คนปลูก อื่นๆจิปาถะนั่นแสดงว่าต้นไม้แต่ละต้นแต่ละพันธุ์อาจชอบบางสิ่งที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับการสอนนิสิตนะ มันอาศัยหลายปัจจัยทั้งตัวนิสิตเอง ครอบครัว ครู สภาพแวดล้อม ฐานะ อะไรหลายๆอย่าง ต้นไม้น่ะจริงๆแล้วมันก็ไม่อยากตายหรอกอย่างงัยซะมันก็ยังอยากโตแต่มันอาจจะโตไม่ได้ อย่างต้นไม้ที่อยู่ในที่ร่มนี่มันก็จะพยายามทำตัวมันให้สูงชะลูดรับแสงแดด ต้นกระบองเพชรที่ต้องรักษานำจึงลดรูปใบให้เป็นหนาม เด็กแต่ละคนก็มีปัจจัยอะไรที่แตกต่างกันไปคือว่าถ้าเราเปลี่ยนคำว่าความสำเร็จ=โต มาเป็นความสำเร็จ=การปรับปรุง การพยายามทำตัวให้อยู่รอด ก็ท่าจะโอเคนะคะ เด็กยอมปรับปรุงตัวเพราะมีปัจจัยที่ดี ปรับปรุงตัวได้ยากเพราะปัจจัยไม่อำนวย
ทุกคนเคยทำผิดค่ะไม่มีใครperfect แต่ทำผิดแล้วต้องหมั่นเตือนตนเองจะได้พยายามที่จะไม่ผิดอีก
ถ้าลำเอียง=คิดว่าตนถูกต้องไม่คิดว่าตนผิด เห็นด้วยค่ะ จะได้ไม่เกิดอัตตา
แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้พระองค์ก็ทรงมีทุกข์(ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)และแก้ปัญหานั้นด้วยมรรค8...ค่ะ ความคิดเห็นของเด็กค่ะ ความรู้ยังด้อยพยายามเร่งศึกษาอยู่ค่ะ