อ่านกรุงเทพธุรกิจ ฉบับ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ในบทความหน้ากลาง "MONEY ILLNESS" ภาวะเสี่ยงทางการเงินของคนไทย ชี้ว่า คนไทยน่าห่วงเรื่องการออม 

"คนไทยโดยเฉลี่ยเริ่มคิดและวางแผนเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณเมื่ออายุ 44 ปี ซึ่งช้ากว่าเกณฑ์โดยเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่มักจะวางแผนเมื่ออายุ 39 ปี"

"83% ของคนไทยไม่มีการออมเงินเป็นประจำ"

นั่นหมายความว่า ทุก 6 คน จะมีเพียง 1 คนเท่านั้น ที่ถือว่า การออมเป็นประจำ เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ต้องทำ

ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า หากผลักดันให้คนไทยออมเร็วขึ้น 10 ปี เมื่อถึงวัยเกษียณ ควรมีเก็บได้มากกว่าเดิมถึง 60 % เมื่อใช้แนวคิดของตอนก่อนหน้ามาทำนาย  ควรเป็นเบาะชั้นเลิศให้กับยุคสังคมชราภาพที่กำลังเคลื่อนตัวมาหาได้เป็นอย่างดี

แนวคิดเรื่อง สัจจะวันละหนึ่งบาท ที่รู้จักกันแพร่หลายในภาคใต้ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของความพยายามสวนกระแสดังกล่าว ที่ถือเอาการสร้างนิสัยการออมและการพบปะเครือข่าย สำคัญกว่าเม็ดเงิน (แต่ในจุดแข็งก็มีจุดอ่อน เพราะมีผู้มองว่า กระแสเงินระยะยาวมาก อาจไม่ยั่งยืน)

เมื่อหลายปีก่อน ในกรุงเทพธุรกิจอีกเช่นกัน (ฉบับวันจันทร์ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546) ลงบทสัมภาษณ์ “เกรียงศักดิ์ ภู่อมร” ที่สร้างธุรกิจพันล้านด้วยสมองและสองมือ ว่ากันว่า ธนาคารมาง้อให้กู้เงินในยุคหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 

"คนเรานี่แปลก เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีใครเข้าใจวงจรชีวิต สังคมสอนให้เราสบายก่อน ลำบากทีหลัง พอทำงานมีเงินเดือน ก็ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่งงาน ก็ผ่อนต่อ คิดว่าตัวเองมีเครดิต แต่มันทำให้ชีวิตเราไม่มี Cashflow ไปทำธุรกิจ กว่าหนี้จะหมด อายุก็ปาเข้าไป 35-40 ปี ช่วงวัยกล้าเราเกือบจะหมดไป

ผมบอกเลยว่าถ้าใครทนไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ อยู่แบบยาจก แต่มีเงินสดในมือไปซื้อของมาขาย คนพวกนี้จะรวยทีหลัง เป็นพวกที่มีเครดิตตัวจริง"

ลึกล้ำแบบนี้ คงไม่ค่อยมีสอนกันในโรงเรียน...