เกิดนักวิจัยเพื่อการวิจัย นักเขียนเพื่อการเขียน นักอ่านเพื่อการอ่าน ไม่ได้ทำหรือนำสิ่งที่ได้ไปสู่ประโยชน์ใดๆ สิ้นเปลืองและไร้สาระ

  จากการมาให้คำปรึกษากับโครงการวิจัยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  

ทำให้ผมได้คิดถึงสาเหตุและที่มาของอุปสรรคในการทำงานคือ

ในปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกกำลังหลงทางในการทำงานแบบแยกส่วน แยกความรับผิดชอบ

ทำให้ไม่มีระบบตรวจสอบ หรือระบบตรวจสอบอ่อนแอ หรือเอื้อมไปไม่ถึง ทำให้ทุกคนที่ทำงานแบบแยกส่วน ได้สร้างความเสียหายให้กับสังคมภาพรวมอย่างไม่รู้ตัว 

หลายๆคน ดูเหมือนจะทำจริงแต่ไม่จริง

 โดยเฉพาะความเพ้อฝันในทางวิชาการนั้นมีมาก ต้องระวังอย่างมาก ดูเหมือนจะไปได้ แต่ถ้าใครเชื่อ คนนั้น "ตาย" ทันที 

ปัญหาที่พบในโครงการวิจัยที่แม่ฟ้าหลวง ก็คือ หัวหน้าโครงการก็ "ติดกับ" อยู่กับความฝัน และความเชื่อที่ไม่เป็นความจริง และคิดว่าน่าจะใช้งานได้

 เลยพลาดไม่เป็นท่ามาเกือบปี

จนอาจจะถูกให้ออกจากตำแหน่ง เลยวิ่งหาคนช่วย จนเป็นที่มาของการเดินทางของผมไปที่มหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวงในสัปดาห์นี้ 

ในวงวิชาการที่ทำกัน ก็อยู่ประมาณนี้ บ่อยๆ 

เครือข่ายมหาวิทยาลัยที่รับปากว่าจะทำงานกัน หรือ เครือข่ายอื่นๆ ก็ประมาณนี้อยู่กับความฝันซะมาก 

ไม่ระวังก็ "ตาย" ง่ายๆ คนขาดประสบการณ์ จะแยกไม่ออกว่าอะไรจริง ไม่จริง อะไรฝัน ไม่ฝัน 

ณ วันนี้ ผมเห็นคนพยายามจะเหยียบก้อนเมฆ แล้วตกมาตายมากเหลือเกินในทุกระดับ 

และความทุกข์ของคนปัจจุบันมาจากตรงนี้ มากๆเลยผมก็คนหนึ่ง สมัยก่อนก็ฝันมากๆ 

กว่าจะลงมาเดินบนพื้นดินได้เป็น และต้องพัฒนาความรู้แบบบูรณาการอย่างมากมายจึงจะเดินบนดินเป็น 

แต่ก่อนอยู่บนสวรรค์รอให้คนมาเซ่นไหว้ แทบไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย แค่ท่องหนังสือไปพูดคนก็หลงเชื่ออย่างมากมาย จะเป็นประโยชน์กับใครหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของเทวดาแยกส่วนที่จะรับรู้

 ตอนนี้ผมบนดินแล้ว ผมมีความสุข และสนุก แต่คนอื่นมองว่าไม่สนุก แต่หวังว่า วันหนึ่งเขาจะเข้าใจ หรือเราจะต้องรอให้"แก่" เหมือนผมเสียก่อน ทุกครั้ง

แต่หลายคนที่เห็นก็ตายไปกับความฝัน บนก้อนเมฆ 

การคิดและทำงานแบบเลื่อนลอย แบบคิดบนก้อนเมฆอาจจะเหมาะกับเทพ เทวดา นางฟ้าใครใช้วิชาตัวเบาได้ดี ก็ทำได้ดี มีชั่วโมงบินสูงหน่อย ก็ทำได้ 

แต่ก็มีคำถามว่า ถ้าทุกคนในสังคมทำตัวเป็นเทพ เทวดา นางฟ้ากันทั้งหมดล่ะสังคมจะอยู่ได้ไหม 

ผมยอมรับความหลากหลาย แต่ก็ต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่ามีแต่เทวดา นางฟ้าแล้วก็รอให้คนอื่นไปเซ่น ตอนนี้นักวิชาการหอคอยงาช้างทำตัวเป็นเทวดาพอคนหนึ่งอยู่ได้ คนอื่นก็จะเอาอย่างเป็นเทวดา ไปหมด

เกิดความอ่อนแอทางความคิดในสังคมเราใครทำอะไรได้ดี เราก็ปลูกแห่กันตามกัน

แล้วก็ชวนคนอื่น และลูกศิษย์ ให้เป็นเทวดาตาม 

นี่คือสิ่งน่ากลัวในสังคมปัจจุบันจึงเป็นที่มาของการส่งลูกเข้าสู่ระดับอุดมศึกษากันหมดมหาวิทยาลัยตั้งมาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ล้นด้วยปริมาณ

แล้วก็ตกงานเพราะเรามีเทวดามากเกินไปแล้ว

เทวดาจริงไม่กลัวครับกลัวตัวปลอม

นักวิจัยปลอมเยอะในเมืองไทย

นักศึกษาก็มีแต่ดิ้นรนเป็น "เทวดา"

นักธุรกิจวิจัยก็เยอะ

เกิดนักวิจัยเพื่อการวิจัย นักเขียนเพื่อการเขียน นักอ่านเพื่อการอ่าน ไม่ได้ทำหรือนำสิ่งที่ได้ไปสู่ประโยชน์ใดๆ สิ้นเปลืองและไร้สาระ

เรากำลังพัฒนาสังคมที่ไร้สาระกันมากเหลือเกิน

When will we learn? 

สาเหตุที่มาของเรื่องนี้ก็คือการพัฒนาสังคมที่แยกส่วน ขาดการตรวจสอบแล้วก็สูญเสีย ในสิ่งที่ควรจะได้ ไปมากมาย กับการทำตัวเป็นเทวดาของนักวิชาการ

 เขามักว่า

"ใครอยากใช้ก็มาเอาไปซิ"ผมเป็นนักวิจัย ไม่ใช่นักส่งเสริม

ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ใช่นักพัฒนา

ผมเป็นครูไม่ใช่นักพัฒนาสังคม

ผมเป็นนักการเมืองไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์

ผมเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์

ผมเป็นนักข่าว ไม่ใช่นักวิจัยค้นคว้าว่าอะไรจริงไม่จริง 

อย่างนี้พัฒนาไม่ได้แน่นอน ต่างคนต่างทำ ปัญหาที่เหลือไม่มีใครทำ

เราจึงจำเป็นต้องกลับมาคิดเรื่องบูรณาการ ตรับ