“ พี่มันแย่ พี่แพ้เด็ก14 ”

เวิลด์เทรด  เซ็นเตอร์ ส. 7 B            วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่แจ่มใสเหมือนเดิม  ฉันต้องมาทำงานแต่เช้าเพื่อที่จะมาเริ่มงานเหมือนอย่างเดิมทุกวัน  ตอนเช้ารถติดตอนสายแดดร้อน  กลางวันคนหนุ่มสาววัยทำงานที่ร้านข้าวริมทางดูคับคั่ง  ฉันคิดว่าวันนี้ของฉันก็คงจะดำเนินไปอย่างปกติเหมือนอย่างเดิมทุกวัน  วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน  2550  ลมหนาวเริ่มที่จะพัดผ่านเข้ามาสัมผัสกับไอแดดในเมืองกรุง  การฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงาในวันนี้ของฉันได้ก้าวเข้ามาสู่ปลายสัปดาห์ที่สองแล้ว  หลายๆอย่างกำลังถูกจัดให้เข้าระเบียบด้วยการปรับตัวของฉันเอง  และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ฉันจะต้องลงพื้นที่ที่ตึก ส. 7 B  โรงพยาบาลเด็กสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  และสิ่งที่ฉันคาดหวังจากที่แห่งนี้ก็คงจะเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆกลุ่มเดิม  ที่ฉันเคยได้ร่วมทำกิจกรรมกับเด็กป่วยที่ตึก ส. 7 B แห่งนี้  แต่มันก็มีบางอย่างที่ทำให้ฉันต้องทึ่งในความสามารถของเด็กป่วยอีกครั้ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            น้องหนุ่ม  เด็กชายวัย  14  ปี  จากกรุงเทพฯ  ได้เข้ามาพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งนี้ด้วยการผ่าตัดลำใส้  น้องหนุ่มก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ที่ตึกส. 7 B  และได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางอาสาสมัครอย่างฉันเป็นครั้งแรก  ภาพแรกที่ฉันเห็นคือเด็กผู้ชายที่หน้าตาสดใสดูไม่เหมือนกับเด็กป่วยซักเท่าไหร่  แต่พอได้สอบถามอาการกับคุณแม่ของน้องหนุ่มจึงได้รู้ว่า  น้องหนุ่มพึ่งจะผ่านการผ่าตัดมาหมาดๆ  และยังมีอาการบาดเจ็บจากบาดแผลการผ่าตัดอยู่  จึงทำให้เป็นอุปสรรคเป็นอย่างมากในการร่วมกิจกรรมกับทางอาสาสมัครอย่างฉัน  ครั้งแรกฉันได้ชวนน้องหนุ่มเล่นหมากฮ๊อตเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมของเด็ก  และเพื่อเป็นการสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับเด็กป่วยและผู้ปกครอง  เราเล่นกันอยู่หลายตาและผลก็สรุปว่าฉันเป็นฝ่ายชนะแต่เพียงผู้เดียว(แอบดีใจอยู่เล็กๆ)  จากนั้นฉันก็เลยชวนน้องเล่นเกมทาวเวอร์ซึ่งเป็นเกมที่มีอยู่ในห้องสันทนาการของตึกส. 7 แห่งนี้  ฉันเล่นเกมทาวเวอร์นี้อยู่หลายตาแล้วฉันก็ได้เจอกับสิ่งที่ฉันต้องทึ่งอีกครั้ง  น้องหนุ่มทั้งๆที่เพิ่งจะผ่านการผ่าตัดมาได้ไม่กี่ชั่วโมง  ในมือยังคงมีสายน้ำเกลืออยู่  กลับเล่นเกมทาวเวอร์ได้อย่างดีอย่างไม่น่าเชื่อ  ทุกๆครั้งที่น้องหนุ่มทอดลูกเต๋าแล้วดึงชิ้นไม้ออก  ทั้งมือและสมาธิของน้องหนุ่มนิ่งมาก  ชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่น้องหนุ่มดึงออกจากตัวทาวเวอร์  ตัวตึกแทบที่จะไม่ขยับเลย  ถือว่าเด็กชายคนนี้เป็นเด็กที่มีสมาธิดีและมีความตั้งใจสูงมาก  เราเล่นเกมกันจนมาถึงในช่วงท้ายๆของเกม  และเมื่อหลังจากที่ฉันทอดลูกเต๋าอีกครั้ง  หายนะของฉันก็กำลังจะเกิดขึ้น  ฉันได้แต้มของลูกเต๋ารวมกันได้เท่ากับ 21 แต้ม  นั่นก็หมายความว่าฉันต้องดึงตัวต่อทาวเวอร์ชิ้นที่ 21 ออกมา  และก็เป็นชิ้นที่สำคัญมากๆด้วยต่อรากฐานอันสำคัญของตึกไม้ตึกนี้  ฉันบรรจงดึงชิ้นไม้ชิ้นที่ 21 ออกมาอย่างบรรจง  ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าใจสั่นระรัวเต้นแรงผิดปกติอย่างไม่เป็นจังหวะ  ชิ้นไม้ชิ้นหมายเลข 21 ค่อยๆบรรจงถูกดึงออกมาจากตัวตึกได้ครึ่งท่อนแล้ว  ฉันแทบที่จะพยายามไม่หายใจเลยในตอนนั้น  เพราะฉันกลัวว่าลมจากจมูกของฉันจะทำให้ตัวตึกพังทลายลงมา  แล้วทันใดนั้นเอง  ครึ่น! ”  เสียงของชิ้นไม้นับสิบๆท่อนก็พังทลายลงมา  ฉันแพ้แล้วหรือนี่  นี่คือความรู้สึกแรกของฉันที่ได้เกิดขึ้นในขณะนั้น  ฉันก็ได้รู้สึกเสียดายนิดหน่อย  แต่ก็คงต้องยอมรับสภาพตามที่เห็นว่าตัวเองแพ้แล้ว  แม่ของน้องหนุ่มที่มีสีหน้าแสดงอาการดีใจอยู่บ้างได้พูดกับน้องหนุ่มว่า  เห็นไหมลูกถล่มไม่เป็นท่าเหมือนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เลย  ฉันยอมรับเลยว่าตอนแรกฉันก็แอบเสียใจอยู่เล็กๆ  แต่พอเมื่อมาได้ทบทวนคิดอีกครั้งหนึ่งก็ได้พบว่า  มันก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งไหมล่ะ  ที่เด็กป่วยคนหนึ่งจะสามารถมีความพยายาม  ความตั้งใจ  และสมาธิอันแน่วแน่ได้ขนาดนี้  ฉันมองถึงเรื่องของปัจจัยต่างๆด้านสุขภาพ  และปัจจัยภายนอกด้านองค์ประกอบต่างๆของฉัน  ทั้งแหวน  กำไลข้อมือ  หรือเครื่องประดับอื่นๆของฉันก็ไม่มี  แต่น้องหนุ่มพึ่งจะผ่านการผ่าตัดมาไม่กี่ชั่วโมง  ในมือก็ยังคงจะมีสายน้ำเกลือด้วย  แต่เค้าก็ยังที่จะสามารถเล่นเกมส์ทาวเวอร์ได้ชนะฉันอีก  มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆในความสามารถของเด็กป่วย  และฉันอย่ากจะขอบคุณน้องหนุ่มมาก  ที่ทำให้วันธรรมดาๆของฉันเป็นวันที่ไม่ธรรมดา  และทำให้ผู้ใหญ่คนนี้รู้จักกับคำว่า  พี่มันแย่  พี่แพ้เด็ก14 </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p>