ถ้าประเทศไหนมีสัดส่วน Dependency มาก จะยิ่งส่งผลให้ ปริมาณการออมของประเทศลดลง ในอัตราที่สูงพอสมควร

                วันนี้ทั้งวันหมดเวลาไปกับการหาข้อมูลเพื่อเขียนรายงานส่งอาจารย์ หรือก็คือ เทอมเปเปอร์ นั่นเอง ทั้งๆที่รู้ว่ามีเวลาให้ทั้งเทอมในการทำรายงานเล่มนี้ แต่เพิ่งจะมาเริ่มเอาเดือนสุดท้ายก่อนส่ง.....เอาน่ายังคงพอมีเวลานะค่ะ หาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนได้ข้อมูลมาประกอบในการ วิเคราะห์ครบทุกตัวแปร ก็ไปสะดุดข้อมูลตัวแปรนึงที่ชื่อว่า Dependency.....แต่ลืมบอกไปค่ะว่ารายงานที่จะทำมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออมค่ะ ในการออมทั้งหมดเราแบ่งประเภทการออมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การออมภาครัฐ และภาคเอกชน ค่ะ โดยภาคเอกชนก็จะมีภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ เป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนภาครัฐ จะเป็นการออมของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ                 

                     ส่วนการออมจะเกี่ยวกับDependency  ก็ด้วยเหตุที่ว่า ความหมายของ Dependency ในที่นี้ก็คือบุคคลที่ในปัจจุบันไม่มีรายได้ นับจากแรกเกิดจนถึงอายุ 15 และจากอายุ 65 ปีขึ้นไปค่ะ ในแบบจำลองวัฏจักรชีวิต ทางเศรษฐศาสตร์ ถือว่าช่วงอายุช่วงนี้เป็นช่วงที่มีแต่การบริโภค แต่ไม่มีรายได้ อัตราส่วนของ Dependency จะเป็นสัดส่วนของประชากรอายุแรกเกิดถึง 15 ปีและ มากกว่า 65 ปีขึ้นไป ต่อ จำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ และพบความสัมพันธ์ว่า ถ้าประเทศไหนมีสัดส่วน Dependency มาก จะยิ่งส่งผลให้ ปริมาณการออมของประเทศลดลง ในอัตราที่สูงพอสมควร (โดยค่าสัมประสิทธ์ความสัมพันธ์มีค่าสูง จากงานวิจัยอ้างอิงหลายๆชิ้นค่ะ) เนื่องจากเหตุผลที่ว่า Dependency ที่เกษียณอายุแล้วจะบริโภคบนฐานของเงินออมที่เก็บไว้ และDependency ที่อายุต่ำกว่า 15 จะบริโภคจากเงินรายได้ของผู้ปกครอง ดังนั้นบ้านไหนยิ่งมีลูกมากก็จะกลายเป็นว่าเงินออมก็จะมีสัดส่วนลดลงตามไปด้วยค่ะ                   

                มองย้อนกลับมาดูบ้านเรา พบว่าอัตราส่วนของ Dependency ต่อประชากรทั้งหมด ค่อยลดลงเรื่อยๆ คือจาก ร้อยละ 32 จากประชากรในกลุ่ม Dependency 17.6 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดของประเทศ 55.6 ล้านคนในปี 2536 ลดลงอย่างต่อเนื่องจะกระทั่งเป็น ประชากรในกลุ่ม Dependency 15.6 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 58.6 ล้านคนหรือเท่ากับร้อยละ 26 ในปี 2549 ทำให้พอจะมองได้ว่าภาระในการใช้จ่ายเงินออมเพื่อกลุ่มของ Dependency จะลดลงตามไปด้วย ทำให้โอกาสของการออมเพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ ถ้าคิดเล่นๆ อย่างน้อยคนที่เหลืออีก 43 ล้านคนยังมีรายได้และออมได้ อย่างน้อยถ้าออมเพิ่มจากเดิมคนละ 1 บาทต่อวัน (มากไปหรือเปล่าไม่ทราบ) ก็จะได้เงินออมเพิ่มขึ้นอีกถึงปีละ 15,695 ล้านบาทต่อปีเชียวค่ะ จะทำให้อัตราการออมของประเทศเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3 จากสัดส่วนของการออมต่อ GDP ค่ะ อันนี้แค่ลองคิดเล่นๆค่ะ ขอย้ำ ........