เพลงอีแซว
สายเลือดสุพรรณฯ
บนถนนสายวัฒนธรรม
ตอนที่ 5 “เมื่อต้องพบกับความผิดหวัง”
ชำเลือง มณีวงษ์
บนถนนเส้นนี้มีทั้งรอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ เสียงหัวเราะและน้ำตา ที่หน้าเวที คือบทบาทของการแสดงของพวกเรา แต่ที่หลังเวที คือชีวิตจริงที่ไม่มีการท่องบท ไม่มีผู้กำกับคอยสั่งให้ออกไปร้อง พูดอย่างนั้นอย่างนี้นะ ส่งรอยยิ้มบ่อย ๆ อย่าหน้าบึ้งนะลูก อดทนหน่อยนะเหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมง เพลงจบจะได้กลับบ้านแล้ว ผมพูดปลอบใจเด็ก ๆ อยู่เสมอมา งานแล้วงานเล่าก็ยังคงใช้คำพูดแบบนี้ ทั้งนี้เพราะคนแสดงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา คนใหม่เข้ามาก็มีความรู้แบบเด็กๆ เหมือนๆ กันคือเหนื่อยอ่อน ล้า หมดแรง ต้องให้กำลังใจ ให้มีความอดทน
ความสำเร็จย่อมคู่กับความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา วันแรกที่ผมสอน อิม-ทหัยกาญจน์ เมืองมูลให้ร้องด้นกลอนสด คำตอบที่อิมพูดกับผมก็คือ “จะร้องได้หรือ อาจารย์ หนูด้นไม่ได้หรอก ยากจะตาย” อิม คงไม่รู้หรอกว่าในวันนั้น ผมผิดหวังมาก ในหัวใจของครูคิดอยู่เสมอว่า การเรียนรู้ทุกอย่างสามารถทำได้ โดยผ่านการฝึกฝน ส่วนที่ว่าจะได้มากหรือได้น้อยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตกลงว่า อิม เขาก็มาฝึกหัดร้องด้นกลอนสดกับผมทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ใช้เวลาเพียง 3-5 วัน (มีความจำเป็นรออยู่) จนกระทั่งเขาร้องด้นได้ทั้งกลอนหัวเดียว (กลอนแบบเพลงพื้นบ้าน) และกลอนผูก (กลอนแปด)
แต่ก็ต้องมาพบกับความผิดหวังเข้าจนได้ เมื่อผมส่งอิมขึ้นไปประชันเพลงแหล่ ในรายการ “คุณพระช่วย” ที่โมเดิร์นไนน์ ช่อง 9 เป็นการประชันครั้งที่ 5 อิม-หทัยกาญจน์ เมืองมูลของผม ถูกตัดสินให้แพ้ ครับ อิมร้องไห้จนไม่สามารถที่จะหยุดความเสียใจของเขาได้ เขาทำถูกทุกอย่างทั้งกติกา และวิธีร้องที่การผูกกลอนได้อย่างลงตัว แต่พลาดที่เทคนิคในการตัดสินของคณะกรรมการซึ่งเราเป็นผู้แข่งขันคงพูดในรายละเอียดตรงนี้ไม่ได้ เมื่อการตัดสินเสร็จสิ้นลง ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ไปตามนั้น (แต่มันเป็นความผิดหวังที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับ)
เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2550 ผมได้รับการติดต่อจาก ผู้ประสานงานของ สพฐ. จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทมายา ถนนลาดพร้าวซอย 96 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สพ.2 จากองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งจากโรงเรียนชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี ให้ผมนำผลงานไปจัดแสดงที่บูธ 5 และบูธ 8 เมืองทองธานี รวมทั้งจะมีรายการแสดงด้นสดที่เวทีภาคกลาง ที่เวทีต่อยอดเรียนรู้สู่มืออาชีพ มีด้นสดบนเวทีกลางในพิธีเปิดงานด้วย แต่ผมก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อลูกศิษย์ของผม คือ น้องอิม-หทัยกาญจน์ เมืองมูล ติดสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปฝึกซ้อมที่บริษัทมายาไม่ได้ ผลก็คือ ไม่มีรายการนี้บนเวทีในพิธีเปิดอย่างน่าเสียดาย
บนเส้นทางชีวิต และเส้นทางวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านที่ผมกำลังเดินอยู่กับเด็ก ๆ จำนวนเกือบ 30 คน ในวันนี้ ความสำเร็จเปรียบเสมือนยาหอมชูกำลัง ความผิดหวังคือ เครื่องเตือนให้เรารู้ว่า จะต้องสู้ต่อไป มีนักเรียนที่มาขอเข้าอยู่ในวงมากมาย แต่ในทุก ๆ ปีก็จะมีนักเรียนที่เป็นนักแสดงของผมมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากความตั้งใจเดิม บางคนเล่นเป็น เก่งมากด้วย มาขอลาออก บางคนมาฝึกหัดเพลงที่บ้าน จากไม่เป็น (ฝึกมาผิด ๆ) จนเล่นแถวหน้าเป็นนักร้องนำได้ (ผมเหนื่อยกับเขามามาก) อยู่ ๆ ทำเป็นเมินเหมือนว่าเขาไม่มีส่วนรับรู้ในการทำงานของวง
ตัวอย่างบทเพลงลา-อาลัย ครับ
ไม่มีคน แก่ ๆ ไม่เหลือแม้ คนเก่า ๆ
ไม่เหมือนละคร น้ำเน่า เย้า ยวนใจ
เครื่องแต่งกาย ไม่วาววับ จับ สายตา
ไม่วูบวาบ ซาบซ่า ไม่เบ่งแสง แข่งใคร
ไม่เหมือนวง ดนตรี ที่เขามี กีตาร์
ไม่เหมือนตลก เฮฮา ไมมีทะลึ่ง หยาบคาย
ไม่เหมือนลิเก โขน ละคร ไม่เหมือนการ ฟ้อนรำ
ไม่มีลีลา สวยงาม เหมือนบัลเลย์ พลิ้วไหว
ไม่สวยหล่อ เหมือนหนุ่มสาว ที่พร่างพราว สายตา
ไม่เหมือนนักร้อง ดารา ที่ท่วงท่า เฉิดฉาย
แต่ก็เป็น ของเก่า ที่ครูเพลงเขา เริ่มคิด (เอย..) เขาเริ่มคิด
เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิต มหรสพ เพลงไทย (เอ่อ..) ว่าเพลงไทย
เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วสำหรับเด็ก ๆ ที่เรียนกับผม เราสอนความรู้เขาได้ แต่สอนใจนี่ซิยาก พอเด็กเขามีคนอื่นที่เป็นความต้องการที่ดีกว่าครู (มีคนถูกใจ) ก็ทำให้ลืมบทบาทหน้าที่ที่ตนตั้งใจว่าจะทำตั้งแต่แรกเริ่ม ทิ้งวงไปตามที่ใจอยากจะไป โดยมิได้คิดถึงครูผู้สอนและวงเพลงเลยว่า เมื่อเขาออกจากวงไป 1 คน เพลงตับในชุดนั้น เล่นไม่ได้เนื่องจากคนที่ออกไป เขานำเอาเพลงที่ติดอยู่กับตัวเขาออกไปด้วย ทำให้ครูต้องฝึกหัดคนใหม่มาแทนที่ซึ่งทำได้ยากมาก ในการที่จะสรรหาคนมาแทนได้ตรงกับคุณสมบัติของบทเพลงนั้น ๆ นี่แหละครับคือความผิดหวังที่กระทบกระเทือนมากที่สุด