
ระหว่างวันศุกร์ที่ 21-25 กันยายน พ.ศ.2550 ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในนครนิวยอร์ค ใกล้สำนักงานขององค์การสหประชาชาติ ระหว่างนั้นมีการประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติ ส่วนเราประชุมในฐานะเป็นองค์กรที่ปรึกษาของสหประชาชาติใoเรื่องศาสนาเพื่อสันติภาพ มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 400 คนจาก 192 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้นำชาติระดับค่อนข้างสูงและผู้นำศาสนาระดับกลางเป็นส่วนมาก มีเจ้าหน้าที่ดูแลให้ความสะดวกประมาณ 100 คน เรากระจายตัวกันพักใน 2 โรงแรม คือ โรงแรมเพนซิลเวเนียและโรงแรมนิวยอร์เคอร์ ส่วนห้องประชุมใช้ของแมนแฮทตันเซนเตอร์ (Manhattan Center) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ในย่านเดียวกัน
การประชุมนี้เป็นการประชุมสมัชชาประจำปีของสหพันธ์องค์กรสันติภาพสากล ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ มีสมาชิกเป็นทูตสันติภาพอยู่ทั่วโลก ทูตสันติภาพทุกคนปฏิญาณตนเน้นคุณธรรม 2 ข้อในการดำเนินชีวิต คือ
1. ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น โดยฝึกฝนให้เป็นผู้รับใช้เป็นอาจิณ (Living for the others and commitment to a life of service to others.) นั่นคือทำจนเป็นคุณธรรมตามนิยามสากล
2. เอาชนะอุปสรรคทุกอย่างที่แบ่งแยกมนุษย์ (To work to overcome the barriers that divide us as human beings.) นั่นคือเน้นคุณธรรมแห่งความรักสากล
ระหว่างการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันอย่างกว้างขวางทั่วโลกระหว่างผู้ร่วมประชุมที่เป็นผู้นำสังคมที่มาจากนานาชาติ นานาศาสนา นานาอาชีพและบทบาทในสังคม ผู้ก่อตั้งและอุปถัมภ์องค์กร ดร.ซันเมียนมูน ชาวเกาหลีแต่อยู่ถาวรในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวปราศรัยเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อชักชวนและจูงใจให้ทุกคนเสียสละและมุ่งมั่นทำการคนละไม้คนละมือเพื่อให้เกิดบรรยากาศมนุษย์ทั้งมวลเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง ภายในศตวรรษนี้เราต้องช่วยกันทำให้ได้ ถ้าทำได้ทุกคนจะมีความสุข หากทำไม่ได้ทุกคนจะมีความทุกข์ ทุกข์คนละแบบ แต่ทุกคนจะทุกข์ ผู้เสียเปรียบก็ทุกข์ ผู้ได้เปรียบก็ทุกข์ ผู้ปกครองก็ทุกข์ ผู้ถูกปกครองก็ทุกข์ ผู้ใหญ่ก็ทุกข์ หนุ่มสาวก็ทุกข์ เด็กๆก็ทุกข์ คนเดียวสร้างความทุกข์ได้ แต่คนเดียวสร้างความสุขไม่ได้ จึงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งโลก ก็เป็นเรื่องน่าคิด แต่มันก็คือเป้าหมายของข้อชำแหละคุณธรรมของเรานี่เอง เป้าหมายตรงกัน
เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็มาชำแหละคุณธรรมกันต่อไป เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาด้วยคุณธรรมและมีความสุขกันด้วยคุณธรรม อิทธิพลของชาร์ล ดาร์วินทำให้มนุษย์เราฝันร้ายกันมานาน โดยให้ข้อคิดว่าชีวิตคือการต่อสู้ สัตว์โลกทุกชนิดต่อสู้กันเพื่อการอยู่รอด ชีวิตมนุษย์เกิดมาต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอด
ฌองปอล ซาตร์กล่าวว่า “นรกคือคนอื่น” ฟรอยด์บอกว่าเบื้องหลังชีวิตที่ปรากฏของมนุษย์มีจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นพลังสับสนอลหม่านคอยจ้องดึงมนุย์ให้ตกตํ่า เฮ้อ! ยิ่งฟังไปยิ่งรู้สึกว่าชีวิตเกิดมามีแต่ความขุ่นมัว มีแต่พลังดึงให้ตกตํ่า แม้พระพุทธศาสนาจะสอนว่าเป็นความโชคดีของชีวิตนี้ที่เกิดมาเป็นคน เพราะเป็นโอกาสดีได้ใช้กรรมเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้นจนกว่าจะบรรลุสภาพสุขอย่างยิ่ง (ปรมัง สุขัง) อย่างถาวร ก็ไม่สู้จะมีใครฟัง
แม้เทวศาสนา (ศาสนาที่นับถือพระเจ้า คือ อิสลาม คริสต์ ฮินดู ซิกข์) จะพรํ่าสอนว่าคนเราเกิดมาเพื่อสะสมชีวิตพระเจ้าและเสวยชีวิตพระเจ้าทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตามระดับชีวิตพระเจ้าที่สะสมได้ ก็ไม่สู้มีใครอยากฟังเช่นกัน ศาสนาบอกตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ว่า ภาวะเลวของมนุษย์เป็นภาวะชั่วคราว เป็นแอ็กซีเดนท์ ภาวะแท้และธรรมชาติแท้ของมนุษย์คือความสงบสุข ความพอเพียง ความพอตัว
เรามาชำแหละกันตั้งแต่เหตุผลวิทยาศาสตร์กันก็ได้ เพื่อเป็นฐานคุณธรรมสำหรับทุกศาสนาได้บ้าง ดังที่ได้เคยบอกไว้ว่ามิติหนึ่งของจริยศาสตร์คือมิติวิทยาศาสตร์
ฌองฌาก รุสโซได้กล่าวว่าธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์คือใฝ่ดี ชีวิตสังคมทำให้มนุษย์ลืมตัว มนุษย์จึงต้องมีเวลาส่วนตัวเพื่อปรับปรุงคุณธรรมสู่ธรรมชาติแท้ของตน
แต่นักวิชาการก็ไม่สู้จะยอมคิดถึงธรรมชาติอันมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ มุ่งสนใจเฉพาะด้านชีวิตสังคมอันเลวร้ายตามปากของรุสโซ และก็น่าแปลกใจว่าทำไมเราจะต้องเชื่อตามรุสโซทุกกระเบียดนิ้วว่าสังคมเป็นสิ่งเลว จะอยู่ในสังคมได้ก็ต้องมีการทำสัญญาผูกมัดกันด้วยสัญญาประชาคม ซึ่งจริงๆแล้วไม่น่าจะได้ผลหรอกหากไม่ได้อาศัยความดีที่แฝงอยู่ในธรรมชาติทั้งหลาย ตั้งแต่ธรรมชาติของสสารของเอกภพ ธรรมชาติของชีวิต ธรรมชาติของสัญชาตญาณ และธรรมชาติของปัญญา
เฮเกลกล่าวว่า ความผิดพลาดทุกครั้งในทุกระดับเป็นโอกาสให้ปรับตัวสู่คุณภาพที่ดีขึ้น แม้แต่สสารก็เถอะ ตั้งแต่บิ๊กแบงอันเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพมาจนทุกวันนี้ แสดงคุณภาพดีขึ้นมาเรื่อยๆจนสามารถใช้เป็นร่างกายมนุษย์ที่มีกลไกสลับซับซ้อนเหลือหลายนี้ได้ ชีวิตก็พัฒนาดีขึ้นมาเรื่อยๆ แม้จะต้องลองผิดลองถูกดูสักระยะหนึ่งก็ตาม แม้จะเกิดความเสียหายตั้งแต่นิดหน่อยจนถึงสะบักสะบอม แต่มันก็เกิดความก้าวใหม่ขึ้นมาจนได้ซีน่า มองให้ดีๆ พลิกเหรียญดูอีกด้านหนึ่ง จะเห็นอะไรใหม่ๆ คุณธรรมฝึกให้มองหลายๆด้าน ไม่ใช่ทุกด้านจะดีหมด ไม่ใช่ทุกด้านจะเลวหมด และไม่ใช่ทุกด้านจะดีหรือเลวเท่ากันหมด ต้องฝึกดู ฝึกประเมินค่า และฝึกเลือกทำแต่สิ่งที่พึงทำ
อย่างไรก็ตาม การรู้จักมองแง่ดีในทุกแง่ที่มีส่วนดีนับเป็นความรอบคอบอันเป็น 1 ใน 4 คุณธรรมแม่บท สัตว์เดรัจฉานมิได้มีแต่สัญชาตญาณเห็นแก่ตัว เอาเปรียบดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเสมอไปอย่างที่นักวิชาการบางคนสังเกตเพียงด้านเดียว หากรู้จักสังเกตอีกด้านหนึ่งจะพบสัญชาติญาณแห่งความเสียสละ ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองพื่อความรอดของตัวอื่น มีคุณธรรมตามประสาสัตว์ คือ มีคุณธรรมเป็นสันดานตามสัญชาตญาณ เป็นสันดานที่พบได้ในสัตว์ชั้นตํ่าถึงชั้นสูง ถ้าหากวิวัฒนาการมีจริง ก็หมายความว่าคุณธรรมได้ฝึกฝนไว้แล้วในสัตว์ก่อนจะวิวัฒน์ถึงขึ้นเป็นมนุษย์
