ผู้ชายอเมริกามีอายุเฉลี่ย 75 ปี ผู้ชายฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ย 77 ปี (มากกว่ากัน 2 ปี) แถมยังมีโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยกว่าด้วย (ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "French paradox")

ฝรั่งเศสมีชื่อเสียงในเรื่องความงาม สถาปัตยกรรม แฟชั่น และอีกเรื่องคือ "เรื่องอายุยืน" ผู้หญิงอเมริกามีอายุเฉลี่ย 80 ปี ผู้หญิงฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ย 84 ปี (มากกว่ากัน 4 ปี)

ผู้ชายอเมริกามีอายุเฉลี่ย 75 ปี ผู้ชายฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ย 77 ปี (มากกว่ากัน 2 ปี) แถมยังมีโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยกว่าด้วย (ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "French paradox")

...

ท่านอาจารย์เบธ คลอส นักโภชนาการ แห่งโรงพยาบาลบริแกม แอนด์ วีเมนส์ สหรัฐฯ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่พอจะอธิบายเรื่องนี้ได้แก่

(1). ไวน์แดง

  • ไวน์แดงมีสารเรสเวอราทรอล (resveratrol) และสารพฤกษเคมี (polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์)
  • แอลกอฮอล์ขนาดต่ำๆ มีฤทธิ์เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
  • มีการศึกษาวิจัยพบว่า ไวน์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และน้ำองุ่นแดงก็ให้ผลดีได้คล้ายๆ กัน
  • นอกจากนั้นยังพบว่า การดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง อุบัติเหตุ ฯลฯ
  • อาจารย์คลอสจึงแนะนำว่า กินองุ่นแดง หรือองุ่นแดงก็ดีต่อสุขภาพเช่นกัน ถ้าจะให้ดีที่สุด... ขอให้กินเปลือกองุ่นแดงด้วย เนื่องจากสารดีๆ มักจะอยู่ที่เปลือกผลไม้

(2). น้ำหนักตัว

  • คนฝรั่งเศสมีปัญหาน้ำหนักเกิน หรืออ้วนน้อยกว่าคนอเมริกา (37.5% และ 65% ตามลำดับ) เรื่องนี้อาจอธิบายโรคที่ตามมากับความอ้วนได้อีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ฯลฯ

(3). เวลาที่ใช้กินอาหาร

  • การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า คนอเมริกา(ฟิลาเดลเฟีย)ใช้เวลากินข้าวเที่ยงเฉลี่ย 14 นาที น้อยกว่าคนฝรั่งเศส(ปารีส) ซึ่งใช้เวลากินข้าวเที่ยง 22 นาที
  • การศึกษาย้อนหลังไปในช่วงปี 1970-1979 (พ.ศ. 2513-2522) พบว่า คนอเมริกาใช้เวลากินข้าววันละ 60 นาที น้อยกว่าคนฝรั่งเศส ซึ่งใช้เวลากินข้าววันละ 100 นาที

...

อาจารย์คลอสกล่าวว่า คนเราควรฝึกกินอาหารช้าๆ แบบไม่รีบเร่ง มื้อหนึ่งควรใช้เวลา 20 นาทีขึ้นไป นั่งลง และเคี้ยวช้าๆ

วิธีนี้จะช่วยป้องกันโรคอ้วนได้ เนื่องจากศูนย์หิว-ศูนย์อิ่มในสมองของเราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 นาทีในการรับรู้ว่า "ควรอิ่มได้แล้ว"

...

ถ้ากินแบบรีบๆ บ่อยๆ ... ศูนย์หิว-ศูนย์อิ่มในสมองของเราจะตีรวน พาลจะบอกว่า ยังไม่ต้องอิ่ม เลยกินมากเลย

การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า คนฝรั่งเศสกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งดีกับสุขภาพคือ กินธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท(ข้าวสาลีไม่ขัดสี) ฯลฯ น้ำมันมะกอก กินปลา ผัก ผลไม้ค่อนข้างมาก กินเนื้อน้อยหน่อย และที่สำคัญมากคือ คนฝรั่งเศสกินน้ำตาลน้อยกว่าคนอเมริกา

...

ท่านอาจารย์นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืนกล่าวว่า อาหารไทยเราก็เป็น 1 ในอาหารสำหรับคนอายุยืนเช่นกัน ถ้าทำดังต่อไปนี้...

  • เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง > ลดอาหารที่ทำจากแป้ง และน้ำตาลให้น้อยลง
  • กินผักสด และผลไม้ที่ไม่หวานจัดทั้งผล > ลดเครื่องดื่มเติมน้ำตาล และน้ำผลไม้ให้น้อยลง
  • ใช้น้ำมันพืชที่ดี > ดีที่สุดยังคงเป็นน้ำมันมะกอก ลดการใช้น้ำมันปาล์ม กะทิ และน้ำมันสัตว์ให้น้อยลง

...

  • กินปลาทะเลน้ำลึก
  • ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว หมู แกะ ฯลฯ ให้เหลือ 2-3 ครั้งต่อเดือน
  • กินถั่วหลายชนิด หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกัน เช่น ถั่วลิสง ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ฯลฯ

...

  • กินมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ หรือซอสมะเขือเทศ
  • ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ออกกำลัง-ออกแรงเป็นประจำ

...

ผู้เขียนขอเรียนเสนอว่า อาหารไทยที่ดีกับสุขภาพมากๆ คือ ผัก (ผักสด ผักต้ม - ไม่ใช่ผักทอด) น้ำพริก และปลาอีกหน่อย

อาจารย์กฤษดาท่านย้ำว่า ต้องจำกัดแคลอรี หรือกินอาหารให้ครบทุกหมู่ ทว่า... ลดอาหารกลุ่มให้กำลังงานได้แก่ คาร์โบไฮเดรต (แป้ง+น้ำตาล) ไขมัน และโปรตีนให้น้อยลง เพื่อลดการสร้างอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์)

...

น้ำมันมะกอกอาจจะแพงไป... เราอาจใช้น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งดีรองลงไปแทน (ตรงนี้เป็นความเห็นผู้เขียน)

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ที่มา                                                                

  • Thank Interlihealth > Beth Klos, R.D. > The French paradox - - Should we be more like the French? > [ Click ] > November 5, 2007.
  • ขอขอบพระคุณ > ท่านอาจารย์นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้เชี่ยวชาญสาขาต้านความชรา หรืออายุยืน > 120 วิธี อายุยืน 120 ปี เล่ม 1 > สำนักพิมพ์ใกล้หมอ > 2550 > หน้า 95-98.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำไปใช้
  • ขอขอบคุณ > อาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี + ทีม IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 8 พฤศจิกายน 2550.