เราตัดสินใจบนเงื่อนไขของส่วนราชการ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า พอเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะขึ้นค่าหน่วยกิตใช่มั้ย ผมบอกไม่ขึ้นหรอกถ้ามันไม่จำเป็นต้องขึ้น ถ้ามันจะขึ้นก็ไม่ใช่เพราะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ

ต่อจาก บทสัมภาษณ์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เรื่อง "ธรรมศาสตร์กับการออกนอกระบบ" 8

ความเป็นไปได้ที่จะขึ้นค่าหน่วยกิตเป็นอย่างไร ??

 

          มหาวิทยาลัยอาจจะขึ้นค่าหน่วยกิตโดยเป็นส่วนราชการนี่แหละ  ผมพูดมาหลายทีแล้วว่า  ธรรมศาสตร์เนี่ยปรับค่าหน่วยกิตครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2539  ตอนนั้น ก่อนปี 39  นักศึกษาธรรมศาสตร์จ่ายประมาณ 4,000 กว่าบาทต่อเทอม  หลังจากปี 39 จ่ายประมาณ 9,000 กว่า  ตั้งแต่ปี 50 เป็นต้นไป  จะต้องจ่ายประมาณ 11,000 นี่ยังไม่เคยออกนอกระบบเลยนะ  นี่ยังเป็นส่วนราชการอยู่  เราตัดสินใจบนเงื่อนไขของส่วนราชการ  เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า  พอเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะขึ้นค่าหน่วยกิตใช่มั้ย  ผมบอกไม่ขึ้นหรอกถ้ามันไม่จำเป็นต้องขึ้น  ถ้ามันจะขึ้นก็ไม่ใช่เพราะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตัดสินใจไปเมื่อเดือนสิงหาคม  บอกว่า ปี 50  จะขึ้นค่าหน่วยกิตอีกประมาณ 25% เป็นราชการแท้ๆ นี้แหละ  เพราะคิดกันว่าเดิมเราเคยขึ้นเมื่อปี 39  เราตัดสินใจว่าจะไม่ขึ้นค่าหน่วยกิตเลยในทางเศรษฐศาสตร์   แต่ในทางชีวิตประจำวันเหมือนจะขึ้นเพราะเรามีมติว่าเราจะปรับค่าหน่วยกิตตามอัตราเงินเฟ้อทุกปี  ก็คือเงินที่เราเคยได้ 100 บาท ซื้อกระดาษได้ 2 รีม  แต่ละปีกระดาษมันจะลดลงเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้นเราจะขอค่ากระดาษให้ได้ 2 รีมตลอด  ทางมหาวิทยาลัยจะปรับ  แต่ไม่ได้ปรับมา 9 ปี ก็ไปบวกลบคูณหารเงินเฟ้อมันเท่ากับ 29% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา  จึงขึ้น 25 % ก็เป็นส่วนราชการนี่แหละ

          เพราะฉะนั้น  ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะขึ้นค่าหน่วยกิตมั้ย  ไม่รู้สิ  ถ้าคิดตาม logic ต้องขึ้นทุกปี ประมาณปีละ 1 - 2% ไม่ใช่การขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์เป็นการปรับให้เท่ากับค่าเงินเฟ้อ  แต่อาจจะไม่ขึ้นก็ได้  บางมหาวิทยาลัย ผู้บริหารก็ขึ้นป้ายเลย บอกว่าออกนอกระบบแล้วจะไม่ขึ้นค่าหน่วยกิต  อย่างน้อย 5 ปี นี่แสดงว่ากลัว  แสดงว่าคิดเหมือนนักศึกษา ที่คิดว่าเมื่อออกนอกระบบแล้วมันต้องขึ้น ถึงประกาศว่าไม่ขึ้น  ผมไม่ได้ประกาศ  ผมคิดว่าการขึ้นค่าหน่วยกิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นราชการหรือการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  แต่เราไปคิดกัน 

          เราไปนั่งดูตัวเลขว่าโดยเฉลี่ยนักศึกษาธรรมศาสตร์รับภาระค่าการศึกษา 20% อีก 80% คือรัฐ  ถ้าคุณเรียนแพทย์หรือทันตแพทย์ 8% เท่านั้น  อีก 92% รัฐจ่าย  ถามว่ารัฐเอาเงินมาจากไหน  ก็คือเก็บภาษีคนทุกคน  ถามว่าคนที่เข้ามหาวิทยาลัยมันแทนคนทั้งประเทศมั้ย  มันมีสัดส่วนดียวกันมั้ย  มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 38 ซึ่งทำโดยอาจารย์ธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์บอกว่า  นักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยมันไม่ได้แทนคนทั้งประเทศ  เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยมีฐานะทั้งสิ้น  มีเด็กที่อยู่ในกลุ่มยากจนอยู่ประมาณ 3% เท่านั้น  อีก 97% เป็นชนชั้นกลางขึ้นไป  ก็คือถ้าถามว่า ไม่ต้องจ่ายดีมั้ยดี  แต่ถ้าต้องจ่าย  จ่ายได้มั้ย ก็จ่ายได้  บางคนอาจจะเดือดร้อนนิดหน่อย  พ่อแม่ต้องไปยืมเงินใคร ก็จ่ายได้  แต่มันมีคนที่เดือดร้อนจริงๆ 3% ที่หลุดเข้ามาในมหาวิทยาลัย  มันมีช้างเผือกหลุดเข้ามา  ทางมหาวิทยาลัยมีมติตั้งแต่ปี 38 ที่ให้ใช้ในปี 39  บอกให้มหาวิทยาลัยกันเงิน 10%  ของค่าหน่วยกิตที่เก็บได้ทุกปี เป็นทุนการศึกษาของนักศึกษา 3%  และมหาวิทยาลัยก็กันมาตลอด  ผมเข้าใจว่าปีละประมาณ 15 ล้าน  ผมไม่เคยใช้หมดเลย  ผมพยายามจะจัดทุน  ไม่เคยใช้หมดเลยเงินจำนวนนี้  นักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่ได้ต้องการทุนมากถึง 15 ล้าน  มีจำนวนหนึ่ง อาจจะ 4 - 5% แต่ทุนการศึกษามันไม่ได้ต้องการเงินมากขนาดนั้น  ที่เหลือนี่ มีความสามารถ  บางคนก็ต้องการ แต่พอไปดูแล้ว  อย่าให้เลย... พ่อแม่มีฐานะ  แต่ถ้าได้เงินเพิ่ม  ได้ทุนอีก 20,000 ก็ดี  นี่คือหลักประกันที่แต่ละมหาวิทยาลัยต้องมี  ธรรมศาสตร์มีมติเอาไว้และบังคับฝ่ายบริหารตลอดว่า ทุกปีต้องจัด 10% ของค่าหน่วยกิตที่เก็บมาได้มาเป็นทุนการศึกษา

 

ทุนที่ให้ไปเป็นทุนให้เปล่ารึเปล่าคะ??

          ให้เปล่า  แต่แน่นอน  เราขอว่าถ้ามีกิจกรรมของธรรมศาสตร์ต้องมาช่วยนะ  เวลาถึงวันสถาปนาคุณต้องมาร่วมนะ  เวลามหาวิทยาลัยขอให้คุณไปช่วยนั่นช่วยนี่คุณต้องมาช่วยนะ เท่านั้น  คิดถึงคนรุ่นที่จะเข้ามาต่อไปก็แล้วกัน  มหาวิทยาลัยมีเงินเหล่านี้น้อยลง  คนรุ่นหลังก็ไม่มีโอกาส  ถ้าคุณช่วยได้คุณก็มาช่วย คุณก็มาบริจาคเงินเข้ากองทุนนี้  ซึ่งก็ยังมีจำนวนมากที่ยังคงกลับมาแล้วก็ช่วย  ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนักหรอก  บริจาคเงินแค่ 3,000   5,000  ให้กับกองทุน เพื่ออย่างน้อยก็จะได้มีส่วนให้กับคนรุ่นหลังๆได้เข้ามา  ผมยืนยันว่ามีกันเยอะมากแต่เราไม่รู้  เห็นหน้ากันก็เป็นเพื่อนนักศึกษากัน  ถ้าไม่มีอันนี้  ไม่มีทางเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย  และไม่มีทางที่จะเปลี่ยนชนชั้นในสังคมได้  ก็ไปเป็นชาวนาเหมือนเดิม  ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีนะ  แต่ในทางเศรษฐกิจเค้าก็ต้องเป็นแบบนั้น และไม่มีโอกาสอะไรบางอย่างที่พวกเรามี