4 ตำแหน่ง ในครั้งนั้นมีผู้มาสมัครทั้งสิ้น 10 คน โดยมีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการคัดเลือก (ในสมัยนั้นคือนายสมใจนึก เองตระกูล) ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 4 คน คือ นาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฎ์, นางจันทิมา สิริแสงทักษิณ, นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา และ นายวิชัย จึงรักเกียรติ จากนั้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544 และวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 กระทรวงการคลัง ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคล ทั้ง 4 ให้ไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร ปรากฏว่า นายไพรัช สหเมธาพัฒน์ อดีตสรรพากรภาค 1 หนึ่งในผู้ที่ลงสมัครขอรับการคัดเลือกเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร ไม่พอใจหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญของกระทรวงการคลัง จึงได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นไปฟ้องศาลปกครองกลางในช่วง
กลางปี 2545 และศาลปกครองกลางได้ตัดสินให้กระทรวงการคลังเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้ง 4 รองอธิบดีกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 จากนั้นกระทรวงการคลังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองและได้ต่อสู้คดีจนถึงชั้นของศาลปกครองสูงสุด ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การคัดเลือกข้าราชการของ ก.พ. และให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คน ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่กระทรวงการคลังออกคำสั่งแต่งตั้ง แต่ในระหว่างที่คดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ทางกระทรวงการคลังได้มีการแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คนไปดำรงตำแหน่งซี 10 ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะตัดสิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คือ 1) นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 10 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 เลื่อนขึ้นไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546, อธิบดีกรมบัญชีกลางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 และหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมาแล้วกระทรวงการคลังก็ยังแต่งตั้งให้นายบุญศักดิ์ กลับไปเป็นผู้ตรวจราชการ 10 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 อีก2) นาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฎ์ ย้ายจาก รองอธิบดีกรมสรรพากรไปเป็นที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ 10 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้วได้แต่งตั้งให้นาย ช.นันท์ไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 และเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิตเมื่อวันที่ 18 กันยายน 25503) นายวิชัย จึงรักเกียรติ ย้ายจากรองอธิบดีกรมสรรพากรไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง การคลัง 10 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 หลังจากศาลปกครองสูงสุด นายวิชัยถูกไล่ออกจากราชการ4) นางจันทิมา สิริแสงทักษิณ ย้ายจาก รองอธิบดีกรมสรรพากรไปเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 10 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา ได้มีการแต่งตั้งให้ นางจันทิมาไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550ดังนั้น กรณีที่กระทรวงการคลังชิงแต่งตั้งโยกย้ายรองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คนขึ้นไปเป็นซี 10 ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา จึงเป็นประเด็นที่นายไพรัชหยิบขึ้นไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางอีกครั้ง เพื่อให้ศาลปกครองกลางพิจารณาว่า ปลัดกระทรวงการคลังได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้เพิกถอนตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คนแล้วหรือไม่ หลังจากศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วได้ออกคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 เป็นคำสั่งบังคับคดีให้ปลัดกระทรวงการคลังไปดำเนินการเพิกถอนข้าราชการซี 10 ทั้ง 4 รายกลับไปดำรงตำแหน่งเดิมก่อนเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร ทั้งนี้ศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการทั้ง 4 คนให้มีตำแหน่งสูงขึ้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางจึง พิพากษาให้นายบุญศักดิ์จะต้องกลับไปเป็นสรรพากรภาค 2 หรือตำแหน่งเทียบเท่า, นาย ช.นันท์กลับไปเป็นผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีหรือตำแหน่งเทียบเท่า, นางจันทิมา กลับไปเป็นสรรพากรภาค 4 หรือตำแหน่ง เทียบเท่า ส่วนนายวิชัยถูกไล่ออกจากราชการไปแล้วไม่ต้องดำเนินการอะไร โดยให้ปลัดกระทรวง การคลัง จะต้องรับไปดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม หากปลัดกระทรวงการคลัง จะแต่งตั้งให้ข้าราชการทั้ง 3 ท่านมีตำแหน่งที่ สูงขึ้นกว่านี้จะต้องทำตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการที่กำหนดในกฎหมายและขนบธรรมเนียมปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง โดยสรุปว่าคดีนี้ต่อสู้กันมาถึง 3 ศาล เริ่มต้นจากศาลปกครองกลางจนมีคำพิพากษาให้ เพิกถอน 4 รองอธิบดีกรมสรรพากร ทางกระทรวงการคลังได้ยื่นอุทธรณ์ขอต่อสู้ในชั้นศาลปกครองสูงสุด ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเช่นเดียวกับศาลปกครองกลาง จากนั้นเพื่อให้กฎหมาย มีผลบังคับคดีนายไพรัช ได้นำประเด็น คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไปให้ศาลปกครองกลางบังคับคดี ในที่สุดศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ตามที่กล่าวมาข้างต้นอนึ่ง คดีนี้ได้เกิดขึ้นในช่วงที่นายสมใจนึก เองตระกูล ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง (วันที่ 1 ต.ค. 2543-30 ก.ย. 2547) ซึ่งเป็นช่วงที่กระทรวงการคลังได้มีการโยกย้ายบุคคลทั้ง 4 ท่านออกจากตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร (ซี 9) ขึ้นไปเป็นซี 10 กันหมดแล้ว ส่วน นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล เข้ามารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการคลังต่อจากนายสมใจนึก เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2547 ถึงปัจจุบัน ในช่วงนี้ ทางกระทรวงการคลังได้ทำเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทั้ง4 ท่านเสนอ ครม.ต่อไปอีก ทั้ง ๆ ที่ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วแต่ปัญหาก็ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในทางปฏิบัติจะมีประเด็นที่จะเป็นปัญหาตามมาหลายประเด็นอย่างเช่น เรื่องเงินเดือนเงินประจำตำแหน่งซี 10 เมื่อกลับไปเป็นซี 9 แล้วยังจะใช้ฐานเงินเดือนปัจจุบันหรือจะต้องกลับไปรับเงินเดือนตอนเป็น ซี 9 และยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายซี 10 จะต้องนำเสนอ คณะรัฐมนตรีอนุมัติและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่การโยกย้ายถอดถอนในครั้งนี้เป็นการย้ายจาก ซี 10 ไปเป็นซี 9 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน หากมองไปที่ข้าราชการที่ถูกลดชั้นจากซี 10 เป็นซี 9 พวกเขาเหล่านี้มีความผิดอะไร เพราะระเบียบของ ก.พ.ในขณะนั้นเขียนเอาไว้อย่างนั้น และทุกคนก็คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติครบและปฏิบัติตามระเบียบที่ ก.พ.กำหนด ทุกประการ และต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าวในภายหลังปลัดกระทรวงการคลัง และ ครม.ทั้งคณะจะถูกฟ้องกลับ หรือไม่ เรื่องวุ่น ๆ จะจบอย่างไร !!! <hr>ประชาชาติธุรกิจ ไทยรัฐ (คอลัมน์มุมข้าราชการ)
หลังจากที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งบังคับให้นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง คนปัจจุบันต้องเพิกถอนข้าราชการกระทรวงการคลัง ระดับ 10 จำนวน 3 คน ให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งระดับ 9 ภายในเดือนพฤศจิกายน 2550 ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่เคยพิพากษาไปก่อนหน้านี้ นับเป็นคดีประวัติศาสตร์อีกคดีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ความเป็นมาของคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2544 กระทรวงการคลังเปิดรับสมัครคัดเลือกข้าราชการ มาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากรที่ว่างอยู่
จบอย่างไรหรือครับ..1.ผู้กระทำผิด ต้องได้รับโทษ 2.ต้องชอใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินเดือนระดับซี 10 จนถึงวันที่รับงวดสุดท้ายไป 3.จำไว้ว่าอย่าเอาของหลวงไป โดยไม่ชอบครับ