การเมือง

จับตาเลือกตั้ง สส.ร้อยเอ็ด ปี ๕๐คาดมีสิทธิ์ลุ้น เพียง ๔ พรรค (พลังประชาชน ๔ , รวมใจไทยชาติพัฒนา ๒, ชาติไทย๑ ,เพื่อแผ่นดิน ๑ ) ทันทีที่ได้มีการประกาศพระราชกฤษฏีกากำหนดวันเลือกตั้ง ทั่วไปในวันที่ ๒๓ธันวาคม ๕๐ ก็ถือเป็น การเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลหาเสียงกันอย่างเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๕๐ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีวิธีการที่ แตกต่างไปจากเดิม  คือแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ ให้เป็น ๓ เขตเลือกตั้งกำหนด ให้ผู้มีสิทธิ์ ออกเสียงได้ลงคะแนนตามจำนวน สส.ที่มีในแต่ละเขตตลอดจน มีการย้ายพรรคย้ายเขตกันในกลุ่มผู้สมัคร จึงทำให้ เเงื่อนไขและตัวแปรต่างๆที่อาจจะส่งผลต่อการเลือกตั้ง ต้องเปลี่ยนแปรได้ด้วย
บทวิเคราะห์นี้เป็นการวิเคราะห์กึ่งวิชาการ ที่พิราบข่าวมีความประสงค์ที่จะให้ข้อมูลข่าวสารให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้อ่านอย่างเป็นการทั่วไปตามที่เคยปฏิบัติมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๓ ปี อีกทั้งขอยืนยันว่าเป็นการ แสดงความเห็นด้วยใจบริสุทธิ์  มิได้มีเจตนาที่จะชี้นำ หรือ จูงใจให้คุณให้โทษ ต่อผู้สมัครรายใด หรือพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำเสนอ เป็นการสรุปโดยอิงสมมุติฐานจากข้อมูลการเลือก ตั้งในอดีต, รูปแบบการแบ่งเขต, ฐานเสียงทางการเมือง, พฤติกรรมการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์, บทบาททางการเมืองในอดีต และสรุปจากการระดมสมองของทีมข่าวการเมือง เป็นสำคัญ จึงขอให้ พึงใช้วิจารณญาณในการอ่าน ทรท.แปรสภาพเป็น พปช. แข่งเขตใหม่ นิสิตเสียเปรียบสุดๆการเลือกตั้งที่มีวิธีที่แตกต่างไปจากเดิม คือการเลือกตั้งแบบรวมเขตซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนฯ ได้ตามจำนวน สส. เช่น ชาวบ้านที่อยู่ในเขต ๑ และ เขต ๒ สามารถเลือก สส.ได้ถึง ๓ เบอร์ และชาว บ้านที่อยู่เขต ๓ เลือกได้เพียง ๒ เบอร์ จึงทำให้การแบ่งเขตเลือกตั้ง มีอันต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่ง กกต.กลางได้แบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็น๓ เขต  คือ เขต ๑ ประกอบด้วย อ.เมืองร้อยเอ็ดอ. อาจสามารถ, อ.ธวัชบุรี, อ.โพธิ์ชัย, อ.จังหาร, อ.ศรีสมเด็จ, อ.เชียงขวัญ และอ.ทุ่งเขาหลวง ประชากร รวม๔๙๐,๙๔๗ คน มี สส.ได้ ๓ คน
เขตเลือกตั้งที่ ๒ ประกอบด้วย อ.สุวรรณภูมิ, อ.เกษตรวิสัย, อ.จตุรพักตร พิมาน, อ.พนมไพร, อ.ปทุมรัตต์, อ.โพนทราย, อ.หนองฮี และอ. เมืองสรวง ประชากรรวม ๕๐๑,๙๙๑ คน มี สส.ได้ ๓ คน
เขตเลือกตั้งที่ ๓ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ, อ.หนองพอก, อ.เมยวดี และอ .โพน ทอง ประชากรรวม ๓๑๗,๑๐๙ คน มีสส.ได้ ๒ คน
ทั้งนี้ก่อนที่จะประกาศการแบ่งเขต กกต.ร้อยเอ็ดได้มีการเปิดโอกาสให้ ประชาชนที่สนใจ ได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นซึ่งได้มีประชาชนจาก อ.อาจสามารถจำนวนหนึ่งได้มายื่นหนังสือคัดค้านการแบ่งเขตรูปแบบนี้ โดย เห็นว่าการแบ่งเขตรูปแบบนี้ทำให้ อ.อาจสามารถ กับ อ.พนมไพรมีอันต้อง แยกขาดจากกัน  ซึ่งจะทำให้นายนิสิต สินธุไพร ว่าที่ผู้สมัครที่กลุ่มตนรัก และ ศรัทธาจะเสียเปรียบอย่างมากที่สุด เพราะฐานเสียงสำคัญได้ถูกฉีกออกจากกันพฤติกรรมเก่าๆ จะกลับมา และยึดตัวคนมากกว่าพรรค รูปแบบการเลือกตั้งเดิมที่ใช้หลัก วันแมนวันโหวตเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิ์ ต้องตัดใจเลือก สส.คนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ  วิธีเดิมมีผลดีที่ ประชาชน ทุก คนมีโอกาสในการเลือกได้เท่าๆกันสามารถเลือกคนที่ดีที่สุดได้ แต่ข้อเสีย ก็คือเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่คิดแต่จะขายเสียง สามารถปั่นราคาในการขายเสียงให้มีราคาแพงกว่าเก่า จึงเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญ ปี ๕๐ กำหนดให้กลับไปใช้ วิธีการเลือกตั้งตามแบบเดิม คือ หนึ่งคนลงค ะแนนได้ ตามจำนวนสส.ในแต่ละจึงทำให้มีการลดจำนวนเขตเลือกตั้งให้น้อยลง และขยายพื้นที่เขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น
แต่เมื่อมีการรวมเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้นจึงทำให้ฐานคะแนนในการเลือกตั้ง มีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเลือก (หรือ ปันใจ)ได้มาก กว่าเดิมทัศนคติแย่ๆในการลงคะแนนที่คาดว่าจะกลับมาอีก ก็คือ  ๑ คะแนนให้คนที่รักและศรัทธาที่สุด ๑ คะแนนเลือกคนที่มีบุญคุณติดค้าง และ อีก ๑คะแนนให้คนที่จ่ายเยอะที่สุด  และหากทัศนคติเหล่านี้กลับมาอีก ก็คงเป็นหน้า ที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน
และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความสนใจของประชาชนต่อพรรคการเมืองและตัวผู้สมัคร โดยการสุ่มถามประชาชน พบว่ายังมีจำนวนมากที่ให้คำตอบว่าจะเลือกเป็นตัวบุคคล มากกว่ากลุ่มคนที่ตอบว่าเลือก เพราะศรัทธาในพรรค
เขต ๑  คาดว่า  แตกเป็น ๓  คน ๓ พรรคสนามเลือกตั้งเขต ๑ คาดว่าจะต้องเป็นสนามที่ร้อนฉ่าอย่างที่สุด เพราะเป็นการเชือดเฉือนกันระหว่าง อดีต สส.ระดับดาวค้างฟ้าจำนวน ๔ คน  คือ นาย อนุรักษ์จุรีมาศ จากพรรคชาติไทย, นายสานิต ว่องสัธนพงษ์ จากพรรค เพื่อ แผ่นดิน, นายเศกสิทธิ์  ไวยนิยมพงศ์  และ นายฉลาด ขามช่วง จากพรรคพลัง ประชาชน นอกจากนี้ยังมีเหล่าบรรดาผู้สมัครที่น่าใจอีกหลายท่าน เช่น นาง จารุวรณ ศรีลาภที่ย้ายพรรคมาสังกัด พรรคมัชฌิมาธิปไตย, นายวราวงศ์  พันธุ์ศิลาผู้ซึ่งยังคงยืนหยัดในการเป็นลูกหม้อ ทรท.มาโดยตลอด, นายประณต เสริฐวิชา อดีตสส.สิงห์เฒ่ารุ่นลายคราม ก็หวลคืนรังเดิมพรรคประชาธิปัตย์ 
อดีต สส.เศกสิทธิ์  น่าจะเป็นเต็ง ๑ ด้วยผลงานเดิม ที่ขยันหา งบกองสลากมาพัฒนา และการผลักดันศูนย์วิทยาศาสตร์ ธวัชบุรีจน มีการวางศิลาฤกษ์เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับการที่มีภาพลักษณ์ที่จงรักภักดีต่อไทยรักไทยมาโดยตลอด  ในขณะที่ อนุรักษ์จุรีมาศ ก็ยังมีความแน่นปึ๋งในเขต อ.เมืองเพราะมีฐานคะแนนเฉพาะของตนเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพากระแสความนิยมในตัวพรรค หรือ ลูกพี่ แต่ประการใด
สานิตว่องสัธนพงษ์ และฉลาด ขามช่วง จากเพื่อนรักที่เคยร่วมวังเดียวกัน เคยช่วยเหลือ เอื้ออาทรต่อกันในการหาเสียง  ก็คงจะต้องหันมาขับเคี่ยวกันเอง เพื่อแย่งคะแนน ลำดับที่ ๓ เ พราะทั้ง ๒ ท่าน  ต่างก็คนนิยมรักและศรัทธาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่คาด ว่า สานิตก็ยังคงมีแต้มต่อที่ดีกว่านิดหน่อย หากว่าเราจะพิจารณาจากผลคะแนน การเลือกตั้ง สว. ครั้ง ที่ผ่านมาที่ สานิตสามารถกวาดคะแนนมาเป็นอันดับที่ ๑ของจังหวัด ร้อยเอ็ด ย่อมเป็นผลงานที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ
เมื่อพิจารณาขุมข่ายทางการเมืองของแต่ละท่านแล้วคาดว่าผลการเลือกตั้งเขตนี้ มีโอกาสอย่างมากที่จะออกมาเป็นลักษณะ ๓ หนุ่ม ๓มุม โดยผู้สมัครกลุ่มที่เป็นอดีต ส.ส. จะดูมีภาษีที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเชื่อว่าน่าจะมีอดีต ส.ส. ไม่ต่ำกว่า    ท่านที่จะต้อง เป็นผู้พลาดหวังเขต ๒ นิ๊งหน่องมาแล้ว นิสิต/กิตติ เตรียมหืดจับเขตเลือกตั้งที่ ๒  ความเห็นต่างๆที่หลั่งไหลออกมาล้วนเป็นกระแสเสียงที่ออกไปใน ทิศทางเดียวกัน ว่า เต็ง ๑  ของเขตนี้ต้องยกให้กับผู้สมัครจากพรรครวมใจไทย ชาติพัฒนา ที่มีนามว่า วิรัช ประราศรี หรือ  “กำนันนิ๊งหน่องกำนันคนดังแห่ง อ.สุวรรณ ภูมิและข้อมูลที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน ก็คือ ผลการเลือกตั้ง สว.เมื่อปีกลาย ที่คะแนนของนายวิรัช หลั่งไหลมาจากท้องที่ อ. สุวรรณภูมิ และโพนทราย อย่างชนิดถล่มทลายหลายหมื่น คะ แนน  ผู้สมัครรายต่อไปที่ คาดว่าน่าจะตามมาได้  คงต้องยก ให้นายศักดา คงเพชร ที่มีฐาน เสียงแน่นหนาใน อ.เกษตรวิสัย และปทุมรัตต์ 
ดังนั้นตำแหน่งที่ ๓ ที่จะลุ้นอย่างชนิดหืดจับ คงต้องเป็นผู้สมัครจากพรรคเดียวกันระหว่าง นายกิตติ สมทรัพย์ และ นายนิสิต สินธุไพร เพราะทั้ง ๒ ท่านต่างพบขวากหนามที่หนักหนาสาหัส ด้วยกันทั้งคู่ คือ นายนิสิต สูญเสียฐานเสียงสำคัญ ใน อ.อาจสามารถ ในขณะที่ นายกิตติ มีฐานเสียงที่ทับซ้อนกันกับ นายวิรัช ประราศรี 
ผู้สมัครรายอื่นๆ ในเขตนี้ที่น่าสนใจ และไม่สามารถมองข้ามไปได้ยังมีอีกหลายท่าน ซึ่งยังอยู่ในฐานะที่มีลุ้นด้วยกันทั้งนั้น เช่น นายเกษมมาลัยศรี อดีต สว.ร้อยเอ็ด, นาย ประสบสุข เสนานคร อดีตประธานสภา อบจ.ร้อยเอ็ด, นายเวียง วรเชษฐ์  อดีต ส.ส. ร้อยเอ็ด, นายธีระพงษ์  พานทอง และนางสุนิสา เวชสุวรรณ
เขต ๓ ไม่มีเอกภาพ สุรพรทางสะดวก นิรันดร์ยังเหนียวพอ เขตเลือกตั้งที่ ๓ เป็นเขตที่มี สส.เพียงแค่ ๒ คนดังนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนี้ จึงมีสิทธิ์กากบาทได้เพียงแค่ ๒เบอร์เท่านั้น ซึ่งเขตเลือกตั้งนี้ เดิมเป็นเขตที่ ผูก ขาดของนายเอกภาพ พลซื่ออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่เนื่อง จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย จึงทำให้นาย เอกภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๑๑๑ กรรมการบริหารพรรคฯต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการ เมือง ๕ ปี นายเอกภาพจึงหมดสิทธิ์ที่จะสมัครสส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 
สนามการแข่งขันเขตนี้ จึงทำให้นายสุรพรดนัยตั้งตระกูล ผู้สมัครจากพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนากลายเป็นเต็ง ๑ในเขตเลือกตั้งนี้ 
สำหรับลำดับถัดไปคนที่ยังมีภาษีที่จะลุ้นยังคงต้องเป็น นายนิรันดร์ นา เมืองรักษ์ ส.ส.ผูกขาดของเขตนี้ แม้ว่าจะมีเสียงร่ำลือว่า นายนิรันดร์ กำลังอยู่ ใน ช่วง ขาลงก็ตาม  แต่ทีมข่าวก็ยังเชื่อว่า โอกาสที่ ดาวรุ่งดวงใหมจะมาทาบรัศมีก็ยังคงมีความเป็นไปได้ไม่ค่อยง่ายนัก ไม่ว่าจะเป็นนายนิรมิต สุจารี นายกิตติ พงษ์ พรหมชัยนันท์, นายอรรณพ เพียรชนะ หรือ  ปลัดนภดล พลซื่อ  ผู้ที่นายเอก ภาพ วางตัวให้เป็นทายาททางการเมือง  และถึงแม้จะโอกาสน้อยแต่ก็ไม่ใช่ว่า หมดโอกาสไปเสียทีเดียวเพราะถ้าได้คะแนนมากกว่านายนิรันดร์ ก็เท่าว่า ผู้สมัครหน้าใหม่เหล่านี้คนใดคนหนึ่ง ก็ต้องได้กลายเป็น ส.ส.ป้ายแดงในทันที
การเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนได้รับความสนใจจากประชาชนน้อยมาก โดยเท่าที่สำรวจ พบว่ายังไม่มีผู้สมัครเด่นๆที่น่าสนใจ จากพรรคการเมืองใหญ่ ล่าสุดพบว่า มีเพียงพรรคพลังประชาชนที่ มีข่าวจะส่งผู้สมัครที่มีความโดดเด่นลงสมัครในแบบนี้เพียง ๒ ราย คือ นายประเกียรติ นาสิมมา อดีต สว.ร้อยเอ็ด และ นาย มังกรยนต์ตระกูล อดีต สส.ร้อยเอ็ด  ทีมข่าวการเมืองร้อยเอ็ด/วัชรินทร์ เขจรวงศ์