นวัตกรรมการบริหารการศึกษา

ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt" class="MsoNormal">               นวัตกรรม (Innovation)  หมายถึง แนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมนั้นมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt" class="MsoNormal">               นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational innovation) หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น และประหยัดเวลาในการเรียนการสอนได้อีกด้วย</p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>

 

นวัตกรรมทางการศึกษา

</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>

แนวคิดใหม่

วิธีการใหม่

กระบวนการใหม่

</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>

นำมาแก้ปัญหา

หรือ

พัฒนาการเรียนรู้

</div></td></tr></tbody></table>
          <h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt"> </h5>ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt" class="MsoNormal">               การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน นอกจากจะส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของรายวิชาแล้ว ยังมีประโยชน์ดังนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               1.  ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               2.  ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               3.  ช่วยให้บรรยากาศการเรียนรู้สนุกสนาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               4.  ช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               5.  ช่วยลดเวลาในการสอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 58.5pt" class="MsoNormal">               6.  ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย</p> ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">          นวัตกรรมทางการศึกษาที่ใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนมีหลายประเภท ในที่นี้ขอนำ เสนอตัวอย่างนวัตกรรมทางการศึกษาที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวก ประหยัด สามารถจัดทำได้ด้วยตนเอง  และง่ายแก่การนำไปใช้  มี  2 ประเภท คือ สื่อการเรียนการสอนที่ประดิษฐ์ (Invention) และเทคนิคการสอนกิจกรรมการพัฒนา หรือเทคนิควิธีสอน (Instruction) </p>  <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา</p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>สื่อการสอน</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>เทคนิควิธีการสอน</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div> - การสอนแบบศูนย์การเรียน- การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติ- การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัย- การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม- การสอนแบบโครงการ- การสอนแบบแก้ปัญหา- ฯลฯ </div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>

สื่อสิ่งพิมพ์

- เอกสารประกอบการสอน- บทเรียนสำเร็จรูป- ชุดการสอน/ชุดการเรียน- รายงานการศึกษาค้นคว้า- รายงานโครงการ- ฯลฯ </div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>

สื่อโสต

- ภาพยนตร์ วีดิทัศน์- สไลด์ แผ่นใส - คอมพิวเตอร์ช่วยสอน- เทปเพลง  เทปเสียง- หุ่นจำลอง- ฯลฯ </div></td></tr></tbody></table>              
ลักษณะของนวัตกรรมทางการศึกษาที่ดี <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 45pt; text-indent: -9pt; text-align: justify" class="MsoNormal">1.         ตรงกับความจำเป็นของสถานการณ์การจัดการศึกษา โดยมุ่งการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในระบบการศึกษา หรือในการจัดการเรียนการสอน</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 45pt; text-indent: -9pt; text-align: justify" class="MsoNormal">2.         มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนว่านวัตกรรมที่คิดค้นมีความน่าเชื่อถือนั้นต้องมาจากทฤษฎีหรือผลการวิจัยรองรับ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 45pt; text-indent: -9pt; text-align: justify" class="MsoNormal">3.         สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง นวัตกรรมที่ดีต้องมีวิธีการใช้หรือแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้กับบุคลากรปกติในสถานศึกษาปฏิบัติตามได้ง่ายและสะดวกโดยไม่จำเป็นต้องจัดปัจจัยทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ และควรประหยัด</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 45pt; text-indent: -9pt; text-align: justify" class="MsoNormal">4.         มีผลการพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าได้ทดลองในสถานการณ์จริงแล้วสามารถแก้ปัญหาหรือปรับปรุงเพิ่มพูนคุณภาพของการจัดการศึกษาได้เป็นที่พอใจ โดยมีหลักฐานที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและเสนอรายงานผลอย่างชัดเจน</p>  กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt" class="MsoNormal">               กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษามีขั้นตอนที่สำคัญประกอบด้วย</p><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้</p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>สร้างต้นแบบนวัตกรรม</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>หาและพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรม</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>ทดลองใช้นวัตกรรม</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ผลการทดลองใช้</p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>ใช้ได้</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div>ใช้ไม่ได้</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ปรับปรุงต้นแบบ</p></div></td></tr></tbody></table>                   <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f4f4f4"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">เผยแพร่นวัตกรรม</p></div></td></tr></tbody></table>   
            1. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt" class="MsoNormal">               เมื่อครูผู้สอนได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ก็ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน นั่นคือ กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนตามเป้าหมายของหลักสูตรเป็นสำคัญ เช่น  ความสามารถด้านกระบวนการแก้ปัญหา ความสามารถด้านทักษะกระบวนการพัฒนาค่านิยมเกี่ยวกับอาชีพอิสระ การพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์  ฯลฯ</p>            2. กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt" class="MsoNormal">               เมื่อได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว ครูผู้สอนควรศึกษาค้นคว้าหลักวิชาการ  แนวคิดทฤษฎีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนและนำมาผสมผสานกับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้ขึ้นเพื่อจัดสร้างเป็นต้นแบบนวัตกรรมขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน</p>            3. สร้างต้นแบบนวัตกรรม <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt" class="MsoNormal">               เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกจัดทำนวัตกรรมชนิดใดครูผู้สอนต้องศึกษาวิธีการจัดทำนวัตกรรมชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียด เช่น จะจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปในรายวิชาหนึ่ง ต้องศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปว่ามีวิธีการจัดทำอย่างไรจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ตามข้อกำหนดของวิธีการทำบทเรียนสำเร็จรูป</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt" class="MsoNormal">               สำหรับเครื่องมือที่ต้องใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ต้องมีการพัฒนาเครื่องมือตามวิธีการทางวิจัยด้วย</p>            4. หาและพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรม            4.1 ขั้นตอนการการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม อย่างง่าย ๆ ดังนี้ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 45pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">1.   การหาคุณภาพของนวัตกรรมเบื้องต้น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและการสื่อความหมาย โดยนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นพร้อมแบบประเมินที่มีแนวทางหรือประเด็นในการพิจารณาคุณภาพให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 45pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">2.   นำข้อมูลในข้อที่1 ซึ่งเป็นข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข หลังจาก นั้นจึงนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นไปทดลองกับผู้เรียนกลุ่มเล็ก ๆ อาจเป็น 1 คน หรือ 3 คน หรือ  5 คน  แล้วแต่ความเหมาะสม  โดยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม หรือฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ แล้วเก็บผลระหว่างปฏิบัติกิจกรรม และผลหลังการทดลองใช้นวัตกรรม เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมตามหลักการต่อไป</p>3.   นำผลการทดลองใช้นวัตกรรมจากผู้เรียนกลุ่มเล็กในข้อ 2  มาปรับปรุงข้อบกพร่องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มผู้เรียนที่สอน หรือผู้เรียนที่ต้องการแก้ปัญหาการเรียนการสอน            4.2 การพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรม        <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt 81.0pt 99.0pt" class="MsoNormal">               การพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยทั่วไปจะใช้ทดลองกับผู้เรียนกลุ่มหนึ่งตามความเหมาะสม ซึ่งสามารถใช้วิธีการหาประสิทธิภาพได้ดังนี้</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">               4.2.1. วิธีบรรยายเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม โดยการบันทึกหรือเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดผลผู้เรียนด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการบรรยายเชิงคุณภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังการใช้นวัตกรรมแล้ว ผู้เรียนมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจมากน้อยเพียงใด</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">               4.2.2. วิธีนิยามตัวบ่งชี้ที่แสดงผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วเปรียบเทียบข้อมูลก่อนใช้และหลังใช้นวัตกรรม เช่น กำหนดผลสัมฤทธิ์ไว้ ร้อยละ 65 แสดงว่าหลังจากการใช้นวัตกรรมแล้ว ผู้เรียนทุกคนที่เป็นกลุ่มทดลองจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 65  จึงจะถือว่านวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">               4.2.3. วิธีคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างร้อยละของจำนวนผู้เรียนที่สอบแบบทดสอบอิงเกณฑ์ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (P1) ต่อร้อยละของคะแนนเต็มที่กำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ (P2) เช่น P1 : P2 = 70 : 60  หมายความว่า กำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ต้องมีผู้เรียนร้อยละ 70  ของจำนวนผู้เรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จึงจะแสดงว่านวัตกรรมนั้นมีประสิทธิภาพ</p>            5. ทดลองใช้นวัตกรรม <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 63.0pt" class="MsoNormal">               การทดลองภาคสนามเพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน        ดำเนินการทดลอง     ใช้นวัตกรรมกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่ต้องการแก้ปัญหา) ในสภาพในชั้นเรียนจริง   วิธีดำเนินการเหมือนกับวิธีการทดลองกับกลุ่มเล็กทุกอย่าง    ต่างกันที่จุดประสงค์ของการใช้นวัตกรรม ซึ่งการทดลองในที่ผ่านมาถือว่าเป็นการกระทำเพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข  ผู้เรียนเปรียบเสมือนที่ปรึกษา และนวัตกรรมที่ใช้ก็เป็นเพียงการยกร่าง เมื่อผ่านการทดลองกับกลุ่มเล็กแล้ว จึงจะถือว่าเป็นบทเรียนฉบับจริง การทดลองภาคสนามก็เป็นการทดลองโดยเป็นการนำไปใช้จริง</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt 81.0pt" class="MsoNormal">               ก่อนเริ่มใช้นวัตกรรมผู้สอนควรแนะนำผู้เรียนให้เข้าใจวิธีเรียนเสียก่อน และให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน และเมื่อใช้นวัตกรรมเสร็จแล้วก็ต้องมีการทดสอบหลังเรียนอีกครั้ง </p>            6. เผยแพร่นวัตกรรม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.0pt 67.5pt" class="MsoNormal">               เมื่อนำนวัตกรรมไปขยายผลโดยให้ผู้อื่นทดลองใช้และให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้ว  ก็จัดทำนวัตกรรมนั้นเผยแพร่เพื่อบริการให้ใช้กันแพร่หลายต่อไป</p> 4. การออกแบบการทดลองการทดลองทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของนวัตกรรม จำนวนกลุ่มผู้เรียนที่ใช้ทดลอง และจำนวนครั้งของการวัดตัวแปรที่ศึกษา แต่ละแบบมีการดำเนินการที่แตกต่างกัน ฉะนั้นครูจะต้องออกแบบการทดลองให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และสมมุติฐานการวิจัย ความหมายของการออกแบบการทดลอง            การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนเพื่อพิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยนำไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินนวัตกรรมนั้นสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ หรือสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่  http://www.geocities.com/porn_jan/download/analyze.doc