เมื่อวานคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้จัดทำเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากความสำเร็จในการเสนอโครงการต่อสกว. ในชุดโครงการ มาเลเซีย นัยสำคัญต่อไทย
เหตุที่ผมอยากให้จัดเวทีนี้มาก เพราะอันที่หนึ่ง นี่คือความสำเร็จของงานวิจัยของคณะที่เกิดจากอาจารย์หลายๆ ท่านร่วมกันคิดร่วมกันทำ จึงอยากให้อาจารย์อีกหลายท่านที่ไม่ได้ร่วมงานครั้งนี้ ได้ร่วมเรียนรู้ด้วยว่า อะไรคือปัจจัยที่ให้เราได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการนี้ และอะไรคือความรู้ที่ได้จากงานนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับงานวิจัยของคณะในโอกาสต่อไป
อันที่สอง คือ อยากทำให้เกิดบรรยากาศของความเป็นวิชาการ และกระตุ้นการทำวิจัยของอาจารย์ให้มีมากๆๆๆๆ ขึ้นไปอีกในคณะฯ
ซึ่งถ้าสังเกตจากบรรยากาศเมื่อวาน ผมว่า เป็นที่น่าประทับใจมากครับ
งานนี้เริ่มด้วยมุขเด็ดของผมครับ (ไม่รู้เด็ดจริงหรือเปล่า) ผมตั้งคำถามเบื้องต้นว่า อาจารย์ทุกท่าน อยากเป็นอาจารย์ไปอีกกี่ปี ฮาฮาฮา ถามไปยิ้มไป ไม่มีคนตอบครับ ผมเลยสร้างตัวเลือกมาว่า มีใครอยากเป็นอาจารย์ไปชั่วชีวิตบ้าง(มีอยู่สองสามท่านยกมือ) มีใครขอเป็นอาจารย์สักสิบหรือสิบห้าปี (มีอยู่พอสมควร) มีใครขอเป็นอาจารย์เพียงห้าปีบ้าง (อันนี้ยกคนเดียว) สรุปส่วนใหญ่ไม่ยก
ผมไม่ได้เฉลยนะครับ ผมพูดต่อไปว่า เวลานักศึกษาเรียกเรา นักศึกษาจะเรียกว่า อาจารย์ครับ แต่ถ้าฟังการเรียกของอาจารย์ดีๆ เขาไม่ได้เรียกว่า อาจารย์หรอก เขาเรียกว่า 'จารย์ครับ
ผมว่ามันเป็นนัยยะครับว่า นักศึกษาก็ไม่ยากเรียกเราว่าเป็น อาจารย์ เพราะเขาอยากให้เราเป็นอย่างอื่น คือ เขาอาจอยากให้เป็นเปลี่ยนข้างหน้าจาก คำว่า "อา" เป็นอย่างอื่นบ้าง เช่น ผู้ช่วยศาสตรา"จารย์"บ้าง รองศาสตราจารย์บ้าง ศาสตราจารย์ บ้าง ซึ่งใช้ "จารย์" ตัวเดียวกัน เปลี่ยนแค่ข้างหน้าเอง ฮาฮาฮา เหมือนที่นักศึกษาเขาละไว้นั่นแหละ

(ผมกำลังปล่อยมุขเพื่อสร้างบรรยากาศเฮฮาในการทำเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น)
จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ผมสรุปได้ว่า ปัจจัยที่จะสร้างให้คณะประสบความสำเร็จในการของบจากแหล่งภายนอกในการทำวิจัย คือ (บางส่วนที่ผมจำได้นะครับ เพราะวันนี้ผมลืมพาสมุดโน้ตของเมื่อวานมาด้วย)
1. ตัวอาจารย์เองที่จะต้องสร้างความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตน

(ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้)
2. ทักษะในการบูรณาและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในสภาพความเป็นจริงของชุมชน
3. การเรียนรู้ลักษณะสำคัญและการเชื่อมโยงไปยังแหล่งทุนวิจัยต่างๆ
4. การออกแบบกระบวนการวิจัย ซึ่งต้องสร้างเอกลักษณ์และความเชื่อมั่นในผลที่จะได้

(อีกหนึ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมและนำเสนอประสบการณ์)
บทเรียนที่ได้จากการยื่นโครงการต่อสกว.คือ
1. สกว. มีความเป็นกัลยานมิตรในการเสนอแนะ การพัฒนาการวิจัยของโครงการที่เสนอไปดีมาก อาจารย์ควรให้ความสำคัญต่อการเสนอโครงการวิจัยต่อสกว.
2. การตั้งโจทย์วิจัยต้องคำนึกถึงกรอบการวิจัยที่สกว.ให้มาเป็นสำคัญ แล้วแสวงหาจุดเชื่อมต่อกับสาขาวิชาที่อาจารย์เชี่ยวชาญ
3. การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของการพัฒนางานวิจัย
4. คณะฯ ของเรามีจุดแข็งมากมายในการเสนอโครงการต่อหน่วยงานข้างนอก ซึ่งอาจารย์ไม่ควรละทิ้งโอกาสแบบนี้ โดยเฉพาะช่วงที่งบของคณะฯ ด้านวิจัยมีน้อย
5. อาจารย์นักวิจัยนำเสนอภาพการวิจัยได้น่าสนใจมาก ว่า ทุกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับงบประมาณที่จะได้ และการเสนอโครงการครั้งนี้ เพียงเพื่อนำเสนอองค์ความรู้ โดยเฉพาะองค์ความรู้จากหลักคำสอนของศาสนาสู่การประยุกต์ใช้ในสังคมไทย เพราะมันน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับสังคมไทยที่ได้เรียนรู้องค์ความรู้ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งสังคมวิชาการเมืองไทยเกือบจะไม่รู้จักเลย

(อ.มะห์ซูม สะตีแม กำลังนำเสนอบทเรียนของตนเองจากการเสนอขอรับทุนวิจัยจาก สกว.)
6. เรามีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณในการเสนอโครงการวิจัย จนบางหน่วยงานมองเราไม่ค่อยดี ว่า ต้องทำโครงการต้องใช้งบเยอะ ซึ่งอันนี้ จริงๆ มันไม่ใช่เงื่อนไขของเรา แต่วิเคราะห์งบจากปริมาณงานในโครงการ ซึ่งครั้งแรกนักวิจัยที่เสนอโครงการไป จะเป็นโครงการที่ใหญ่มาก แต่เมื่อสกว.ขอลดงบประมาณ โดยลดปริมาณงานด้วย เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อันนี้เนื่องจากเรื่องงบประมาณ ขอดูจากคนอื่นไม่ค่อยจะได้ว่าเขาได้ครั้งละเท่าไร บทเรียนเดิมๆ มีน้อย

(อ.สุวิทย์ กำลังนำเสนอความคิดเห็น เชิงคำถามที่น่าสนใจต่อที่ประชุม)
เวทีวันนี้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นอย่างชื่นมื่นครับ คงต้องจัดเวทีอีกหลายครั้งเพื่ออีกหลายท่าน
(อ.ซอลีฮะห์ หะยีสะมะแอ ผู้เชี่ยวชาญด้้าน islamization of knowledge (ผมเรียกท่านว่า เจ้าแม่ด้าน islamization)