เมื่อวานนี้ ( 28 ต.ค. ) ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการฉลองการจบการศึกษาของนักศึกษาสายสามัญ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเขาฉกรรณ์ บรรยากาศในงานค่อนข้างดี เขาเชิญผมกล่าวแสดงความรู้สึก ซึ่งผมเองได้กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการใช้การศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อช่วยให้สังคมและประเทศชาติเจริญก้าวหน้า และการศึกษานอกโรงเรียนเปรียบประดุจรถไฟเที่ยวสุดท้าย ที่พาคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึงประสงค์ โดยยกตัวอย่างตัวผมเองที่ใช้การศึกษานอกโรงเรียนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง จนอาจกล่าวได้ว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จในชีวิต
หลังจากแสดงความรู้สึกจบ มีนักศึกษาหลายคนเข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่า เมื่อฟัง ผอ.พูดทำให้เขาเกิดพลังในการที่จะก้าวต่อไป โดยไม่หยุดชีวิตตนเองไว้แค่การจบการศึกษาสูงสุดที่ กศน. ผมเองได้พยายามให้กำลังใจเขาและอุทิศตนที่จะให้รายละเอียดพร้อมทั้งข้อมูลที่ป็นประโยชน์กับพวกเขาด้วย
ก่อนจากกันผมค่อนข้างกังวลกับคำถามของประธานนักศึกษา ซึ่งเป็นตำรวจเขานั่งคุยอยู่กับผมนานมาก เขาบอกสิ่งที่เขาได้จาก กศฯ ง ในการมาเรียน คือการกล้าแสดงออกในที่ชุมชน เขาบอกว่าแต่ก่อนเขาไม่กล้าที่จะพูดในที่ชุมชนเพราะอาย แต่ทุกวันนี้เขากล้าแสดงออกได้อย่างสง่าผ่าเผย คำถามที่เขาอยากให้ผมอธิบายและทำให้ผมกังวลคือ ผมไม่เข้าใจนะครับ ผอ. ว่าทำไมคนที่เรียนจบจาก กศน. โดยเฉพาะผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย รวมทั้งนักการเมืองด้วย เขาถึงไม่กล้าที่จะบอกใครว่า เขาจบจาก กศน.
ผมได้แต่ยิ้ม โดยไม่มีคำตอบ ใครรู้ช่วยบอกผมทีนะครับ
การศึกษานอกโรงเรียนยังขาดการประชาสัมพันธ์ทางด้านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งน่าจะปลุกกระแสสังคมได้รวดเร็วที่สุด นำเสนอผู้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงานที่สำคัญ เช่น เรามีนักศึกษาของเราเป็นถึงผู้พิพากษา แต่สังคมก็ไม่ทราบ ทุกวันนี้เรากำลังปิดทองที่ก้นพระ อย่างที่ท่านผู้ตรวจอภิชาติกล่าว คือเมื่อพระลุกขึ้นทองก็ผลุบเข้าไปในก้น ไม่มีใครเห็น แต่ทองก็ยังอยู่และมีจริงๆ เราก็จะมุ่งมั่นกันต่อไป สักวันหนึ่งทองที่ก้นพระเต็มก็จะล้นออกมาเอง อะไรๆ ก็มิอาจปิดกั้นได้แล้วเมื่อถึงยามนั้น ขอเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันตลอดไป
เรียนท่าน ผอ.โกวิท
ในความรู้สึกของผมผมคิดว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงาน กศนง เท่านั้น ผลผลิตที่เกิดจากเนื้องานต่างหาก ที่ผมมองว่าถ้าสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ คำบอกเล่าในลักษณะปากต่อปากจะช่วยปลุกกระแสความสำคัญของงาน กศน. ได้ดีกว่าการประชาสัมพันธ์อื่นๆอย่างไรก็ตามเราต้องช่วยกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในรุ่นเรา ผมคิดว่าต้องสำเร็จจนได้สักวันหนึ่ง ถ้าเราไม่ล้มเลิก ขอบคุณนะครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยี่ยม
เรียน ท่าน ผอ.สมนึก การทำงาน กศน. ที่ผ่านมาได้เรียนรู้ถึงรสชาติของชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้เหนื่อยก็คือ รอยยิ้มของชาวบ้านและนักศึกษาของเราเอง ที่เขาแสดงออกต่อเราอย่างจริงใจ สิ่งนี้เองที่ทำให้เรามีพลังและกำลังใจที่จะมุ่งมั่นทำงานต่อไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ และที่สำคัญคือความ สามัคคีของบุคลกรในองค์กรที่มีส่วนผลักดันอีกแรงหนึ่ง
นางสาววัชรา ส่งศรี
พนักงานราชการ ศบอ.วัฒนานคร
นายภีรพัฒน์ ใจบุศย์ ครู ศรช.ศบอ.วัฒนานคร
การศึกษาไม่ว่าจะนอกระบบหรือในระบบมีความรู้เท่าเทียมกันได้มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะสนใจและจริงจังมากแค่ไหนการที่คนมีชื่อเสียงไม่ยอมรับว่าตัวเองจบ กศน.เพราะเป็นความเชื่อที่ว่าการเรียน กศน.เป็นสถาบันที่ต่ำต้อย แต่จริงๆ แล้วทุกสถาบันมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดคิดว่าขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ที่มีความรู้ดีเสมอไป คนที่มีความรู้น้อยก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะเขามีแนวคิดในการทำงานที่ถูกต้อง คนที่มีความรู้สูงความคิดแย่ก็มีถมไป กศน.เป็นหน่วยงานที่ผมได้ต่อสู้มาโดยตลอดเพราะรักงานนี้มาก แต่ก็มักจะประสบปัญหาอุปสรรคบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกตินานาจิตตังใครจะว่าจะคิดอย่างไรก็ช่างเขา