วันที่ ๖ ต.ค. ๕๐ ผมได้รับเชิญจาก มสช. ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ Dr. Hafdan Mahler อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ที่ห้องอาหารจีน โรงแรม Novotel Airport ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แขกผู้ใหญ่ได้แก่ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว, นพ. นัดดา ศรียาภัย, ศ. นพ. อารี วัลยะเสวี, ท่าน รมต. มงคล ณ สงขลา, นอกจากนั้นมี นพ. สมชาย คัมภีรปกรณ์ เจ้าหน้าที่ WHO ประเทศไทย, นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการ มสช. เจ้าภาพตัวจริง และผม
Dr. Mahler เป็น DG ของ WHO ระหว่างปี 1973 - 1988 เป็นเวลาถึง 15 ปี พอปี 1978 ก็มีการประชุมที่เมือง Alma Ata ในดินแดนที่ขณะนั้นเป็นประเทศโซเวียตรัสเซีย และเกิด Alma Ata Declaration เรื่อง Health for All by the Year 2000 (HFA 2000) โดยใช้กลไก Primary Health Care (PHC) เป็นตัวนำ ท่านเป็น DG ต่อจากนั้นอีกถึง 10 ปี เพื่อดำเนินการต่างๆ ในการขับเคลื่อน HFA / PHC เวลานี้ อายุ 85 ปี เป็นชาว Denmark แต่เวลานี้อยู่ที่เจนีวา
แม้จะอายุ 85 แล้ว แต่ Dr. Mahler ยังแข็งแรง คุยเก่ง ความจำดี คุยเรื่องจิปาถะกันพอสมควร อ. หมอเสม (ผู้มีอายุ 97 ปี) ก็เอ่ยขึ้นอย่างขึงขังว่า รอมานานหลายปี ที่จะพบผู้ฝันให้เกิด HFA ท่านว่าคนเดนิชนี้สำคัญ ผู้ก่อตั้งโรงแรมโอเรียนเตลก็เป็นเดนิช และตอนที่ท่านไปทำงานที่เชียงราย 14 ปี ก็มีคนเดนิชอยู่ที่นั่น 1 คน โดยแต่งงานกับคนไทย
อ. หมอเสมฟื้นความหลังว่า พบกันคราวที่แล้ว Dr. Mahler ถามท่านว่ามีโรคอะไรบ้างที่เป็นตั้งแต่หัวถึงเท้า ซึ่งในตอนนั้นมี TB กับ Syphilis และต่อมามี AIDS เพิ่มขึ้น
ดร. มาห์เล่อร์ เล่าว่า ในประเทศเดนมาร์ก (หรือสวิสผมฟังไม่ชัด) เพิ่งมีกฎหมายระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งเป็นผู้ต้องได้รับการรักษาด่วน (เป็น emergency case) ต้องรับเข้าโรงพยาบาลใน 24 ชม. ทำให้เกิด รพ. เอกชนแห่งแรกของประเทศ เพราะ รพ. ของรัฐทำงานไม่ทัน รพ. เอกชนให้เงินเดือนหมอ 2 เท่า ทำให้มีหมอของ รพ. รัฐ ลาออกไปอยู่ รพ. เอกชนจำนวนมาก
ผมบอกว่าในประเทศไทย ความแตกต่างของเงินเดือนหมอใน รพ. รัฐ – เอกชน ต่างกันถึง 10 เท่า หมอสมศักดิ์บอกว่าในเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีหมอลาออกจากโรงเรียนแพทย์ไปทำงานใน รพ. เอกชนประมาณ 300 คน ท่าน รมต. มงคลบอกว่าใน 1 ปี มีผู้ป่วยจากต่างประเทศมาใช้บริการ รพ. ในประเทศไทยถึง 3 ล้านคน
ดร. มาห์เล่อร์ มาประเทศไทยครั้งแรกในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรค ตอนนั้นทำงานอยู่ที่เมืองบังกาลอร์ อินเดีย มาทำงานร่วมกับ นพ. นัดดาที่เชียงใหม่ 3 เดือน ในปี 2498 ท่านจึงมีความผูกพันกับประเทศไทยเป็นพิเศษ
เราคุยกันเรื่องเพศหญิง ว่ากำลังมีอิทธิพลหรืออำนาจในการตัดสินใจภายในครอบครัว หรือภายในสังคมมากขึ้น ท่านเล่าว่าในเดนมาร์ก 80% ของหมอเป็นหญิง ในประเทศไทย 70% ท่านบอกว่าในเดนมาร์ก ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย 7 ปี ในสวีเดน 6 ปี (ของไทย 4 – 5 ปี) แต่เป็นชีวิตยืนยาวที่ทรมาน มีการคุยกันว่า ที่ผู้หญิงอายุยืนหรือแข็งแรงกว่าผู้ชาย เกิดจากกลไกอะไร ผมมีความรู้ทางพันธุศาสตร์ว่าผู้หญิงมีความหลากหลายอยู่ภายในร่างกายมากกว่าผู้ชาย อธิบายได้โดยทฤษฎีที่เรียกว่า X Inactivation Hypothesis หรือ Lyon’s Hypothesis
การคุยมาถึงเรื่องการเมือง ดร. มาห์เล่อร์ บอกว่าเรื่องสาธารณสุขเป็นการเมือง (Health is political.) และการเมืองเป็นเรื่องสาธารณสุขโดยตรง แต่ตอนนี้นักการเมืองของมหาอำนาจสนใจสงครามมากกว่าเรื่องสุขภาพ เพราะสงครามสำคัญต่อนักการเมืองมากกว่าสุขภาพ จากธุรกิจค้าอาวุธ
ศ. นพ. เสม พยายามดึงการสนทนามาสู่เรื่อง สาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) ท่านเอ่ยถึง 10 ประเด็นหลักของ PHC และบอกว่าท่านภูมิใจมากที่ได้จัดให้มี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข – Village Health Volunteer) ถึง 800,000 คนทั่วประเทศ เพื่อทำงานเป็นกำลังหลักด้านสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อบรรลุ สุขภาพดีถ้วนหน้า (Health for All) ในประเทศไทย ทั้ง 2 ท่านมองว่าเรื่อง HFA / PHC ต้องผ่านการต่อสู้กับผู้ไม่เชื่อ ต่อสู้กับแรงต้านมากมาย ดร. มาห์เล่อร์ เล่าว่า หลังการประชุมที่ Alma Ata Declaration 1978 ท่านถามในการประชุมพนักงานของ WHO HQ ซึ่งมี 300 คน ว่าใครอ่าน Alma Ata Declaration จบทั้งหมดบ้าง ให้ยกมือขึ้น คนที่นั่นรู้ดีว่าโกหกท่านไม่ได้ มีเพียง 10 จาก 300 เท่านั้น เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่า ช่วงแรกๆ แนวคิด HFA / PHC ถูกเยาะเย้ยดูถูกอย่างมาก
ผมจึงระลึกถึงสัจจธรรม ว่าผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ต้องกล้าหาญที่จะเผชิญการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ และบางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าแลก เช่น พระคริสต์
มาถึงเรื่องการริเริ่มนิยามใหม่ของคำว่า health ให้มีมิติด้านจิตวิญญาณอยู่ด้วย ดร. มาห์เล่อร์ เล่าว่าบิดาของท่านเป็นหมอสอนศาสนา เป็นผู้ที่มีความเชื่อด้านศาสนาแบบ fundamentalist มีผลทำให้ ดร. มาห์เล่อร์ เกลียดศาสนา ในการประชุม World Health Assembly ปี 1988 ผู้แทนประเทศ คูเวต (ซึ่งสนิทสนมกับ ดร. มาห์เล่อร์มาก) เสนอขึ้นในที่ประชุมว่า ได้ปรึกษากับ ดร. มาห์เล่อร์ แล้วว่าจะต้องดำเนินการนิยามคำว่า health ใหม่ ให้มีมิติด้านจิตวิญญาณ (spiritual dimension) อยู่ด้วย ผู้แทน USSR ลุกขึ้นคัดค้านทันที ว่าขัดต่อ dialectic Marxism, เสริมด้วยผู้แทนประเทศคิวบา ว่า God มายุ่งอะไรกับ health
ศ. นพ. เสม เสริมว่า ท่านอยากให้เพิ่มมิติด้าน environment เข้าไปด้วย เห็นความคมของสมองคนอายุ 97 คนนี้ไหมครับ
ดร. มาห์เล่อร์ ชมท่าน รมต. มงคล ที่ใช้ CL เรื่องยา ดร. มาห์เล่อร์ ก็เคยต่อสู้กับอุตสาหกรรมยามามาก ท่าน รมต. มงคล บอกว่าจำเป็นต้องทำ เพราะ CL ทำให้มีเงินช่วยผู้ป่วยอื่น เช่น ผู้ป่วยไตวาย 7,500 คน ช่วยโดยให้ peritonial dialysis ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่า hemodialyssi
ดร. มาห์เล่อร์ ยกย่อง ศ. นพ. เสมเป็นผู้ reconcile health กับ medicine ทำให้เกิด synergy ระหว่าง 2 ค่าย ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปสมัย 30 ปีก่อนที่คนในวงการสาธารณสุขแตกออกเป็น 2 ค่าย คือค่ายหมอรักษา (medicine) กับค่ายหมอป้องกัน (public health) สองค่ายนี้ไม่ถูกกันและดูถูกซึ่งกันและกัน โชคดีที่เวลานี้ไม่มีค่ายแล้ว และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เวลานี้วงการสุขภาพของไทยมีผู้แสดงบทบาทหลักจากหลายสาขาวิชาชีพมาก มีการเคารพยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกันดีกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วอย่างมากมาย คือระบบสุขภาพได้เคลื่อนสู่สภาพที่ให้คุณค่าของความหลากหลาย ทำให้เกิด synergy ในระบบอย่างมากมาย เกิดผลดีต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
ก่อนจากกันได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก แต่ตอนนั้น ศ. นพ. เสม ได้ขอลากลับไปก่อนแล้ว
ท่านรัฐมนตรี นพ. มงคล ณ สงขลา กับผม ไปร่วมกินเลี้ยงและสนทนา เพื่อเชิญ ดร. มาห์เล่อร์ มาเป็นผู้กล่าวในงานฉลอง 30 ปี Primary Health Care วันที่ 2 ก.พ. 2551 ที่โรงแรมดุสิตธานี ในการประชุม Prince Mahidol Award Conference 2008 ระหว่างวันที่ 31 ม.ค. – 2 ก.พ. 2551 ในหัวข้อ Primary health care: past achievement, future challenges and responses งานนี้ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และธนาคารโลก
แต่ผมได้ประโยชน์มากกว่านั้นมาก ผมได้เรียนรู้จากการพบกันของปราชญ์ 2 ท่าน อย่างใกล้ชิด และได้บันทึกออกแลกเปลี่ยนในวงกว้างด้วย
สองผู้ยิ่งใหญ่กล่าวชื่นชมซึ่งกันและกัน
ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก แถวนั่งจากซ้าย ศ. นพ. อารี ดร. มาห์เล่อร์ นพ. นัดดา แถวยืนจากซ้าย นพ. สมศักดิ์ นพ. มงคล นพ. วิจารณ์ นพ. สมชาย
จากซ้าย ดร. มาห์เล่อร์ รมต. มงคล นพ. นัดดา ศ.นพ. เสม ศ. นพ. อารี
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๕๐



มาอ่านค่ะอาจารย์
รับความรู้มากมาย
หลากหลายแนวคิดที่ยิ่งใหญ่และมีประโยชน์