ลองนึกถึงรถบรรทุกที่เร่งความเร็วขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนไปเร็วที่สุดตอนถึงยอดเขา หลังจากนั้น "ตัวใครตัวมัน"

ปัจจุบันนี้ มีการผลิตเพิ่มจำนวนเภสัชกรเพิ่มในอัตราการเติบโตร้อยละ 6.4 % จากฐานสะสมเก่า ซึ่งตัวเลขนี้ เป็นจริงมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา และสูงกว่าช่วงยี่สิบปีก่อน ที่อัตราการเพิ่มเป็นเพียง 6.1 %

จำนวนเภสัชกรที่ขึ้นทะเบียน

ตัวเลขนี้ดูเหมือนไม่มาก แต่ผมลองประมาณการณ์แบบไม่เป็นทางการ ได้ข้อสรุปว่า จากนี้ไปจนถึงสิบเอ็ดปีข้างหน้า จะมีเภสัชกรเพิ่มจำนวนขึ้น เท่ากับที่เคยมีการผลิตเภสัชกรมาในประเทศไทยทั้งหมดรวมกันจนถึงปัจจุบัน

จนถึงปัจจุบัน มีเภสัชกรที่มีใบประกอบวิชาชีพอยู่รวมสองหมื่นสองพันคน โดยประมาณ แต่ลาออกจากวิชาชีพไปบ้าง ลาโลกไปบ้าง ตัวเลขจริงตรงนี้ผมไม่มี แต่ลองหักผู้เกษียณอายุ และสุ่มจากคนที่รู้จักว่าค้างอยู่ในวิชาชีพอยู่เพียงใด คาดว่า น่าจะเหลือราวหนึ่งหมื่นห้าพันคน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตทั้งประเทศ อยู่ที่มากกว่า 1300 คน เพราะสถิติผู้เข้าสอบรับใบประกอบวิชาชีพที่เพิ่งจบเมื่อต้นปี มี 1356 คน ลองคูณ 1.064 ทบต้น ก็จะเป็นจำนวนการผลิตในปีต่อ ๆ ไปโดยประมาณ

ปี 2560 กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คือผลิตปีละกว่า 2500 คน ซึ่งการผลิตสะสมระหว่างปี 2550-2560 จะเป็นสองหมื่นคนพอดี

ถึงตอนนั้น ผมเชื่อว่า "ยิ่งกว่าล้น"

เหตุผลคือ ความต้องการที่มีรองรับในปัจจุบันทุกรูปแบบทั้งประเทศ ขาดอีกอย่างเป็นทางการเพียงประมาณหนึ่งหมื่น ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน โดยที่เหลืออีกห้าพันถึงหนึ่งหมื่นคน มีการฝันอย่างสวยหรูว่าจะเกิดงานใหม่ในภาคส่วนการบริการปฐมภูมิมารองรับทันเวลา ทำให้สองหมื่นคนนี้ "เต็มพอดี"

สิ่งที่แปลกคือ ตลาดงาน ไม่ได้โตเร็วตามถึงปานนั้น ข้อเท็จจริงคือ บางเซ็กเตอร์ เกิดการหดตัว (โรงงาน) หรือทรง ๆ (ภาครัฐ) เท่านั้น ส่วนภาคเอกชน เฉพาะส่วนที่ยังพอเติบโตบ้างในช่วงนี้ คือตลาดลูกจ้าง ไม่ใช่ตลาดสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ นั่นคือ เซ็กเตอร์ร้านยา เพราะจากนี้ไปอีกสิบปีข้างหน้า ระบบร้านยาแบบเชนสโตร์ (ระบบที่แตกเครือข่าย) จะกุมเซ็กเตอร์นี้อย่างเ็บ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนกับที่ห้างยักษ์เคยปราบโชห่วยราบเป็นหน้ากลองดังหลายปีที่ผ่านมา

มีคำถามพื้นฐานอยู่หลายข้อเชิงนโยบาย ที่สูงไปพ้นจากระนาบที่ผมอยู่หลายระดับ ที่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องตอบให้ได้ อย่างน้อยต่อตัวเอง ต่อสังคม ตอบผมหรือไม่ กลับไม่ใช่สิ่งสำคัญ

  • เร่งผลิตระดับนี้ เพื่ออะไร

         *เพื่อถมตลาดเก่าที่ใกล้เต็ม ?

         *เพื่อสร้างตลาดใหม่บลูโอเชียนที่ยังไม่มีอยู่

         *เพื่อความสะใจในการผลิต

           (อยากแผ่แสนยานุภาพเชิงปริมาณ)

         *ผลิตเพื่อหาความสนุกในการผลิตไปวัน ๆ

           (ติดเรทมั้ยนี่ >.<) ?

  • ได้มีการวิเคราะห์ตลาดงานได้ลึกซึ้งเพียงใด เพราะในช่วงนี้ เกิดการเปลี่ยนกรอบคิดของตลาดงานที่รวดเร็วมาก ใครที่คิดว่าใช้ข้อมูลเก่าเมื่อห้าปีก่อนมาพยากรณ์ คงทำได้ไม่ต่างจากการที่ผมโยนหัวก้อยเสี่ยงทายพยากรณ์เท่าใดนัก

 

หรืออาจคิดว่าเรื่องตลาดงานคงไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก ในอินเดีย คนจบปริญญาเอกไปขับแทกซี่ เป็นเรื่องธรรมดา แบบนั้น ก็แล้วไป 

ไม่แปลกที่คนจบปริญญาเอกอยากไปขับแทกซี่ เขาอาจมีความฝันเล็ก ๆ ในวัยเด็กที่อยากเติมเต็ม

แต่หากคนจบปริญญาเอกจำนวนมากต้องไปขับแทกซี่เพราะไม่มีทางเลือก นั่นกลับเป็นอีกเรื่อง  จะได้เห็นสติปัญญาคนสั่งผลิตชัด ๆ ก็ตอนนั้นแหละ

แต่ดูเหมือนทุกคนลืมไปว่า การเร่งเพิ่มการผลิตเช่นนี้ มีโมเมนตัม หลังจากสิบปีข้างหน้า ทุกอย่างเติมเต็ม การผลิต ต้องเป็นผลิตเพื่อทดแทนเป็นหลัก เพราะอัตราการเพิ่มประชากรตอนนั้น ใกล้เคียงศูนย์เปอร์เซนต์มาก แต่โมเมนตัมการผลิตที่มีอยู่ พูดอย่างเกรงใจก็คือ กว่าจะปรับตัวได้ ต้องผ่านไปอีก 5-10 ปีให้หลัง

 

เกิดอะไรขึ้น เวลามี supply ล้นเกิน demand ?

ทางเศรษฐศาสตร์ เรียก "ฟองสบู่แตก" ครับ

 

แต่ถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ฝันเฟื่องว่าตลาดงานโตแบบ exponential หรือ double exponential นั่นยังรอพิสูจน์ในอีกสิบปีข้างหน้าได้ แต่ปัญหาที่จะเริ่มเกิดคอขวดอย่างรุนแรง ที่กำลังเริ่มประทุใส่หน้าผู้เกี่ยวข้องในไม่กี่ปีจากนี้ กลับอยู่ที่ระบบการฝึกงาน

อีกสิบปีข้างหน้า แหล่งฝึก ต้องรับภาระการฝึกงานสูงขึ้นหลายเท่า เพราะแนวโน้มของการฝึกงานภาคบังคับจะสูงขึ้นกว่าเดิม 2-10 เท่าจากฐานปี 2550 (เพิ่ม 2 เท่าหากโครงสร้างหลักสูตรไม่เปลี่ยน และเพิ่ม 10 เท่า หากเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรด้วย ซึ่งแนวโน้มจะไปทางเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรมากกว่า เพื่อเอาใจตลาดงานที่หายากขึ้น)

แต่แหล่งฝึกงาน เท่าที่เป็นอยู่ ก็รับฝึกแบบให้ความอนุเคราะห์พิเศษกับสถาบันการศึกษากันเต็มพิกัดอยู่แล้ว

"Do not put the willing horse to death" คือคำสอนแต่โบราณของฝรั่ง

แปลไทย ๆ ว่า อย่าใช้ม้าอาสาศึก ให้กรากกรำตาย

ถึงจุดหนึ่ง อาจเห็นการที่แหล่งฝึกงานเริ่มบอกว่า หน้าที่หลักของเขา ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการฝึกงานเล้ย...และปิดประตูใส่หน้าสถาบันการศึกษา

และอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้า อาจเห็นกรณีนักศึกษาฟ้องร้องมหาวิทยาลัย ที่ไม่สามารถจัดการหาที่ฝึกงาน  จนทำให้เขาไม่สามารถจบได้ตามกำหนด

 

ถึงตอนนั้น คงเป็นภาพที่ดูไม่จืด...