เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๓๖
  • การให้ ๑ เจรจาไพเราะ ๑ การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑ ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ในคนนั้นๆ ตามควร ๑ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลกเหล่านี้แล เป็นเหมือนสลักรถอันแล่นไปอยู่ ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาและบิดาไม่พึงได้ความนับถือหรือความบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร ....

คาถาประพันธ์ตอนนี้ ว่าด้วย สังคหวัตถุธรรม ซึ่งมี ๔ ประการ กล่าวคือ

  • ทาน (การให้)
  • ปิยวาจา (เจรจาไพเราะ)
  • อัตถจริยา (การประพฤติให้เป็นประโยชน์)
  • สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอ)

ซึ่งถือกันว่าเป็นหลักมนุษย์สัมพันธ์พื้นฐานของคำสอนในพระพุทธศาสนา... โดยพระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบว่า สังคหวัตถุธรรมเหล่านี้เป็นประดุจ ลิ่มสลักรถ ให้รถแล่นไปได้.....

คำว่า รถ ในที่นี้ก็คือรถไม้โบราณซึ่งคนไทยเรียกกันว่า เกวียน นั่นเอง... โดยเกวียนจะประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นไม้ และมี ลิ่ม หรือ สลัก เพื่อเชื่อมโยงให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ต่อกันเป็นเกวียน และทำหน้าที่ของมันในฐานะองค์ประกอบของเกวียนตามความเหมาะสม... แต่ชิ้นส่วนเหล่านี้ ถ้าไม่มีสลักหรือลิ่มแล้ว ก็ไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นเกวียนได้ หรือแม้แต่ถ้าขาดชิ้นส่วนที่เป็นลิ่มสลักเหล่านี้เพียงบางจุด เกวียนนั้นก็ไม่อาจที่จะดำเนินไปข้างหน้าได้ ฉันใด....

สังคมหรือโลกก็เช่นเดียวกัน สามารถมีความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ก็ต้องอาศัยสังคหวัตถุธรรมเหล่านี้ กล่าวคือ จะต้องช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน (ทาน)... พูดจากันและกันด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักใคร่ห่วงใย (ปิยวาจา)... การดำเนินชีวิตนั้นก็ควรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งของตนเองและผู้อื่น (อัตถจริยา)... และจะต้องเป็นอยู่ตามความเหมาะสมกับบุคลและสถานที่ในขณะนั้นๆ (สมานัตตตา).... แต่ถ้าสังคมปราศจากสังคหวัตถุธรรมเหล่านี้แล้ว สังคมก็จะวุ่นวาย แก่งแย่ง แตกแยก ไม่สามารถรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นเพื่อความมั่นคงและสงบสุขได้ เพราะต่างก็อยู่แบบตัวใครตัวมัน คล้ายๆ กับชิ้นส่วนต่างๆ ของเกวียน ถ้าไม่มีลิ่มหรือสลักช่วยสานต่อเชื่อมโยงให้เป็นเกวียนแล้ว ก็ไม่สามารถจะใช้เป็นพาหนะเพื่อแล่นไปข้างหน้าได้ ฉันนั้น....

ดังนั้น สังคหวัตถุธรรมเหล่านี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบประดุจลิ่มสลักรถโดยประการฉะนี้

...............

อนึ่ง เฉพาะหน้าที่ของมารดาบิดากับบุตรนั้น ผู้เขียนได้เกริ่นไว้บ้างแล้วในครั้งก่อน (ดู เล่า... ๓๒ )... ซึ่งคาถาประพันธ์ในตอนนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้ามารดาบิดากล่าวคือพ่อแม่ ไม่มีสังคหวัตถุธรรมเหล่านี้ต่อบุตรกล่าวคือลูกๆ แล้ว... พ่อแม่ก็ไม่ควรได้รับการนับถือบูชาจากลูกๆ... หรือลูกๆ ก็ไม่ควรจะนับถือบูชาต่อพ่อแม่... ทำนองนี้

ประเด็นนี้ขยายความได้ว่า เฉพาะพ่อแม่จะต้องมีสังคหวัตถุธรรมต่อลูกๆ... และเมื่อเป็นดังนั้น ลูกๆ ก็จะนับถือบูชาพ่อแม่... ซึ่งลูกๆ เหล่านั้น เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ย่อมมีครอบครัวและกลายเป็นพ่อแม่ต่อไป.... พ่อแม่เหล่านี้ ก็จะต้องมีสังคหวัตถุธรรมต่อลูกน้อยของตนต่อไป... ลูกน้อยของตน เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ย่อม... ฯลฯ...

ซึ่งลักษณะการสืบต่อหรือรับช่วงกันไป จากความเป็นพ่อแม่่ที่มีต่อความเป็นลูกรุ่นหนึ่ง ไปสู่ความเป็นพ่อแม่ที่มีต่อความเป็นลูกอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเปรียบเทียบว่ามีลักษณะเป็น ลูกโซ่ กล่าวคือรับช่วงกันไป...

ส่วนในคาถาประพันธ์นี้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า การสืบต่อเป็นไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทำนองนี้ คล้ายๆ รถที่แล่นไปข้างหน้าเรื่อยๆ ประมาณนั้น.... กล่าวคือ ถ้าพ่อแม่ไม่มีสังคหวัตถุธรรมต่อลูกแล้ว การรับช่วงต่อไป จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สังคหวัตถุธรรมเหล่านี้ จึงสำคัญมากประดุจลิ่มสลักรถเพื่อให้รถแล่นต่อไปข้างหน้าได้ ... ประมาณนั้น

.......... 

สังคหวัตถุธรรมเหล่านี้สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่กับลูกก็จริง...

แต่สำหรับคนทั่วไป เมื่อพิจารณาแล้วก็สามารถนำหลักการนี้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในสังคมได้

ประเด็นนี้อยู่ในคาถาประพันธ์บทสุดท้ายที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป.....