การลับสมองครั้งนี้...เป็นการตั้งโจทย์ให้อาจารย์รุ่นน้องกับผู้ป่วยอัมพาตที่มีแขนขาเกร็งปานกลางถึงมากที่สุด

เนื่องจากอาการเรื้อรังของโรคและขาดการดูแลรักษา "อาการเกร็ง" แบบทีมผู้เชี่ยวชาญ" การรักษาที่ว่านี้คือ การนั่งวิเคราะห์ว่าอาการเกร็งของผู้ป่วยมาจากสาเหตุใด มีผู้เชี่ยวชาญท่านใดควรเข้ามาให้การรักษาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุผลหรือเทคนิคทางคลินิกอะไรจึงจะใช้ยา ใช้กิจกรรมบำบัด ใช้กายภาพบำบัด มีการตั้งเป้าหมายการรักษาร่วมกันตั้งแต่ผู้ป่วยมีแนวโน้มฟื้นตัวของกำลังกล้ามเนื้อในแบบเกร็งผิดปกติ

จากกรณีศึกษาท่านนี้ ผ่านเวลาหลายปี ผู้ป่วยได้รับยาฉีดลดเกร็งมาตลอดจากแพทย์ แต่ไม่ได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง

นึกตัวอย่างง่ายๆ หากกล้ามเนื้อที่เกร็งมากผิดปกติได้รับยาลดเกร็งจนอ่อนตัวลง เมื่อท่านปล่อยไว้เฉยๆ โดยไม่มีการเรียนรู้การเคลื่อนไหวในท่าที่ลดเกร็งตามธรรมชาติ ท่านก็จะเคลื่อนไหวแบบตั้งใจมากเกินไปและเกร็งเพิ่มขึ้นจนควบคุมลำบากเพราะยาหมดฤทธิ์

เมื่อผมเข้าไปสังเกตอาจารย์กิจกรรมบำบัดท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาต อาจารย์มีระบบการคิดกิจกรรมการรักษาที่น่าสนใจ แต่วางเป้าหมายการรักษาที่เกินสภาพความเป็นจริง และ/หรือ ไม่เข้าใจเทคนิคขั้นสูงทางกิจกรรมบำบัด

กิจกรรมการรักษาแรก...อาจารย์พันผ้าที่มือข้างที่เกร็งของผู้ป่วย และเลือกกิจกรรมใช้ท่อยาวรูปกรวยตักลูกเทนนิสใส่ตะกร้าระดับสูงเหนือไหล่และไกลตัวพอเอื้อมคล้ายการสอยมะม่วง

ลองอ่านบทสนทนาของพวกเราแล้วคิดตามนะครับ

อ.ป๊อป...กิจกรรมนี้มีเป้าหมายอย่างไร

อ.กิจกรรมบำบัด...ตั้งใจว่าจะคงสภาพระดับความเกร็งแบบมากและอาจจะเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมที่ท้าทายและเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น

อ.ป๊อป...คิดว่าเป้าหมายการคงสภาพนี้ จำเป็นต้องเพิ่มความยากของกิจกรรมหรือไม่ เพราะความยากของกิจกรรมนี้อาจเพิ่มความเกร็งของผู้ป่วย แม้ว่าผู้ป่วยจะชอบทำ อีกอย่างเคยลองถามผู้ป่วยไหมว่า ถ้านำกิจกรรมนี้ไปใช้ต่อที่บ้าน จะทำได้หรือ เพราะไม่มีคนพันผ้า ถ้าอยากสอยมะม่วงที่บ้านจะทำได้ง่ายกว่านี้โดยใช้มือข้างปกติดีกว่าไหม

อ.กิจกรรมบำบัด ลองทดสอบและสอบถามผู้ป่วย ได้ข้อสรุปว่า ผู้ป่วยมีความเกร็งขึ้น และได้สอบมะม่วงที่บ้านโดยใช้มือข้างปกติ เพราะไม่มีใครพันผ้าให้ และผู้ป่วยยอมรับว่ากิจกรรมนี้มีความยากและทำให้เกร็ง แม้ว่าตนเองจะพึงพอใจที่ทำกิจกรรมท้าทายและกิจกรรมนี้ไม่สำคัญต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง

บันทึกจึงเป็นกรณีตัวอย่างที่นักกิจกรรมบำบัดหรือบุคลากรทางการแพทย์พึงพิจารณาและค้นหาเหตุผลทางคลินิก เพื่อให้กิจกรรมการรักษาที่ตรงตามเป้าหมายการรักษา ที่ผู้ป่วยมีทัศนคติที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข