มิใช่เพียงสำนึก แต่รวมถึงการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลขึ้นจริงด้วย

กลไกภาครัฐระดับจังหวัดในเชิงกฏหมายและนโยบายที่ดำเนินการเรื่องสวัสดิการสังคม/ชุมชนท้องถิ่นในตัวโครงการมี4กลไก
ที่เป็นหลักมี2คือ อนุกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการสังคม15คนและคณะทำงานสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น?คน
นอกจากนี้ก็มีของสปสช.ที่ทำกองทุนสุขภาพชุมชนและ
กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ทำเรื่องหนี้สินเกษตรกร

ผมเห็นว่าโดยโครงสร้างของอนุกรรมการบริหารกองทุนตามพรบ. 2546 ปรับแก้ 2550 มีความครอบคลุมดีคือ มีภาคราชการ5คน (พมจ.เป็นเลขา)  ภาคชุมชน 4 ภาคประชาสังคม 3 และภาคท้องถิ่น 3

ถ้ากลไกนี้ทำงานก็สามารถเป็นแกนประสานการจัดสวัสดิการสังคม/ชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเป้าหมายของงานจัดการความรู้

ทำอย่างไรให้กลไกนี้ทำงานเชิงรุกที่มากกว่าคณะกรรมการในระบบราชการคือเทคนิควิธีการจัดการความรู้ของเรา
เพราะถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติก็พยากรณ์ได้ว่าคงเป็น"บอด" ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนสังคมเท่าไร

กองทุนสวัสดิการสังคม/ชุมชนท้องถิ่นระดับจังหวัดที่มาจากกระบวนการของชุมชนร่วมกับภาคส่วนต่างๆโดยใช้ทุนทางสังคมในจังหวัดระดมทุนทั้งที่เป็นตัวเงินและที่ไม่ใช่ตัวเงินเพื่อการพึ่งตนเองและพึ่งพากันของคนในจังหวัดอย่างมีศักดิ์ศรีคือเป้าหมายของเรา

เราจึงต้องมีความรู้เรื่องกองทุนสวัสดิการที่ภาคส่วนต่างๆดำเนินการ อยู่
เราจึงต้องมีความรู้เรื่องทุนทางสังคมในจังหวัดที่เป็นตัวเชื่อมโยงผู้คนให้เกิดสำนึกร่วม/ช่วยเหลือพึ่งพากันให้สามารถดำรงชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน
จำเป็นต้องมีการจัดการความรู้ ทั้งตัวความรู้และกระบวนการที่สร้างสำนึกร่วมความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมของคนทุกภาคส่วน     มิใช่เพียงสำนึก แต่รวมถึงการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลขึ้นจริงด้วย