ผมเชื่อว่า "การศึกษาไม่ได้ทำให้คน (บางคน) เป็นคนดี"

ผู้ที่มีโอกาสเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ย่อมมีความภาคภูมิใจในตนเองที่สามารถเข้ามาเรียนในสถาบันของตนได้

ซึ่งวิธีการเข้ามานั้น ย่อมแตกต่างกันไป เช่น En't สะท้านเข้ามา สอบโควต้าเข้ามา หรือสอบเข้าในสถาบันเอกชน โดยการสนับสนุของพ่อแม่ตนเองที่มีทุนให้ลูก

ดังนั้น "ใบปริญญา" จึงเป็นเป้าหมายหลักที่เป็นเด็กเหล่านั้นได้เข้ามาเรียนหนังสือ

โดยปรัชญาการศึกษาไม่ได้คาดหวังให้เด็กเหล่านั้น หวังมุ่งแค่ "ใบปริญญา" แต่หากเป็นความรู้ ประสบการณ์ในวิชาชีพนั้น ๆ ต่างหาก "ใบปริญญา" เป็นแค่เครื่องหมายตอบแทนการร่ำเรียนเมื่อจบหลักสูตร

เด็ก ๆ คาดหวังเพียงว่า "ใบปริญญา" ของเขาจะนำเขาเหล่านั้นไปสู่การมีงานทำที่ดี มีเงินเดือนสูง ๆ มีหน้ามีตาในสังคม ไม่อายใคร

ดังนั้น จึงเกิดวิธีการโกงสารพัดวิธีขึ้นอยู่กับยุคสมัย สภาพแวดล้อมของยุคนั้น ๆ เช่น

  • การลอกรายงานเพื่อน ลอกข้อสอบ แอบเอาโพยคำตอบเข้าห้องสอบ
  • การคัดลอกจากเครือข่ายสากลอินเทอร์เน็ตที่หลาย ๆ ท่านได้เขียนเอาไว้ คือ COPY แล้ว PASTE
  • การใช้คุณครู GOOGLE สืบค้น แล้วจึงคัดลอกมาส่งอาจารย์อีกที
  • การยอมเป็นเด็กซื้อกาแฟให้กับ "อาจารย์ประจำวิชา" เป็นลูกน้อง อาจารย์ใช้ทำอะไรทำหมด (อันนี้แล้วแต่ความเหมาะสมนะครับ บางคนใช้เพื่อให้เค้าได้ประสบการณ์วิชาชีพ แต่บางคนไม่ใช่นะครับ เท่าที่ผมเห็น)
  • การทำงานให้เสร็จ แต่ไม่ได้คุณภาพก็มีเยอะ ประมาณตูขอ C ก็พอ เพราะหลักสูตรบอกว่า GPA ไม่ต่ำกว่า 2.00 ก็จบแล้ว
  • ฯลฯ

ยังมีวิธีการที่ไม่นำพามาซึ่งความภาคภูมิใจของ "ปัญญาชน" อีกมากมายครับ (แสดงความคิดเห็นได้นะครับ มีวิธีแปลก ๆ อีกไหมครับ)

"ความง่ายไร้ซึ่งคุณค่า ความยากนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ" แต่เด็กสมัยที่ผมได้มีโอกาสสอน ชอบ "ความง่าย" มากกว่าครับ ถ้าพบว่า "ยาก" จะหนี DROP หมดครับ ซึ่งตอนผมเรียน ผมก็ไม่เคยเจอกรณีแบบนี้

หลังจากจบการศึกษาไปแล้ว เมื่อเข้าสู่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

นี่ไงครับ "ใบปริญญา" ที่พวกเขาแสวงหา และอยากได้มัน

แต่นี่เป็นก้าวแรกของชีวิตการทำงาน พวกเธอยังต้องเจออะไรอีกเยอะ สำหรับคนที่ชอบอะไรง่าย ๆ สบาย ๆ

บางคนหางานทำ ... (คนที่ชอบอะไรง่าย ๆ คงลำบากหน่อย ก็จะได้งานที่เหมาะสมกับความง่าย ๆ ของตัวเอง)

บางคนขอเรียนต่อ ... เพราะรู้สึกว่า ปริญญาตรีใบเดียวมันไม่พอ (อันนี้เห็นเด็กเค้าคิดกัน คนในสังคมคิดกัน)

เวลามาเรียนเมื่อสอบได้ ก็ดีใจ .... เริ่มเรียน Course Work แล้วตามด้วยการทำ Thesis ... ตรงนี้ครับวัดหัวใจกันเลย

คนที่ชอบอะไรง่าย ๆ ยังคงใช้วิธีการเดิมคือ สารพัดวิธีที่ทำให้ได้ "ใบปริญญา" ใบนี้

แต่เป้าหมายของคนเรียนระดับปริญญาโท มันไม่ใช่เหมือนปริญญาตรีที่ต้องการให้มาทำงานในวิชาชีพของตน แต่เรียนปริญญาโทมันเป็นเรื่องของการสร้างเหตุผล ค้นหาองค์ความรู้ เรียกว่า เรียนให้เป็นมันสมองของประเทศ เพื่อให้ขับเคลื่อนประเทศไปก้าวไปข้างหน้าด้วยมั่นคง

แต่ที่ไหนได้ ... เรียนก็ไม่ค่อยเข้าใจ ทำวิทยานิพนธ์ก็เลือกทำแบบง่าย แบบที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์กับวิชาชีพของตนเท่าไหร่นัก ยิ่งเป็นวิทยานิพนธ์ที่ใช้เวลาทำน้อย ๆ ยิ่งเลือกใช้ แล้วประเทศจะเหลืออะไร ถ้าให้เด็กแบบนี้จบออกไป

ยิ่งไปกว่านั้น ผมคิดว่าหลายท่านเคยเห็นนะครับ วิทยานิพนธ์มีการมั่วภายใน เช่น หลักการผิด สูตรผิด Make ตัวเลข สร้างสรรค์ตัวเลขแก่นความรู้กันเอาเอง แล้วเวลานำเสนอจบ ก็ว่า เป็นแบบโน้นแบบนี้ ตายล่ะ ประเทศชาติของเรากำลังผลิตคนขี้โกงออกไปรับใช้สังคมไทยหรือนี่

เมื่อเรียนจบ ยืดยิ่งกว่าเดิม ... ยกตัวอย่างอย่างไรดี เอาใกล้ ๆ ตัวผมก็แล้วกันนะครับ

เรียนจบปริญญาโท มีหลายคนได้มีโอกาสก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนหนังสือระดับอุดมศึกษา แต่ท่านทั้งหลายครับ บุคคลเหล่านี้ อายุน้อยมากนะครับ 23 - 25 ปี

แต่ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า มือเขาหนักมาก สงสัยเอาหินไปถ่วงเอาไว้ ไหว้ใครไม่เป็น นอกจากคนที่จะมีผลประโยชน์กับเขา เช่น คณบดี ผู้บริหาร ฯลฯ ตลกดี

นี่ถ้าย้อนกลับไปใคร ๆ ก็จะต้องถามว่า ไอ้นี่จบที่ไหนมา อาจารย์มันไม่ได้สั่งสอนหรือไง ถึงไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนบ้าง

ขอโทษทีครับ ... ผมน่ะ เห็นลุงคนงานที่ตัดหญ้าอยู่หน้าตึก ถ้าเจอผมเป็นต้องไหว้ ผมเคารพคนที่ "วัยวุฒิ" ครับ ไม่ใช่ "คุณวุฒิ"

ลุงมักถามผมว่า อาจารย์ อาจารย์เป็นอาจารย์นะ อาจารย์จะมาไหว้ผมไปทำไม ผมแค่คนงานตัดหญ้า

ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรไปมา ได้แต่ยิ้ม แต่อยากจะตะโกนออกไปว่า ผมมีความสุขที่ได้ทำแบบนั้นครับลุง

ผมถึงขัดหูขัดตาที่เห็นอาจารย์รุ่นใหม่ไหว้ใครไม่เป็น ... หรือผมมีอคติกับอาจารย์เหล่านั้นก็ไม่ทราบนะ แล้วแต่ท่านจะคิดเถอะ

ผมเชื่อว่า "การศึกษาไม่ได้ทำให้คน (บางคน) เป็นคนดี"

ผมจึงคิดว่าเขาเหล่านั้น "ต้องการใช้แค่ใบปริญญาเพื่อยกฐานะทางสังคมให้เหนือกว่าคนตัดหญ้าเท่านั้นเองหรือ" ???