ดูกรลูกนายบ้าน ทาสและกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ
- ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ๑
- เลิกการงานทีหลังนาย ๑
- ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑
- ทำการงานให้ดีขึ้น ๑
- นำคุณของนายไปสรรเสริญ ๑
สองข้้อแรกในอรรถกถา ท่านไม่ได้ขยายความไว้ เพราะคงเห็นว่าชัดเจนแล้ว....ข้อว่า ถือเอาของที่นายให้ ท่ายแก้ว่า ไม่หยิบฉวยสิ่งของเยี่ยงโจร ซึ่งก็ชัดเจนเช่นเดียวกัน....
ทำการงานให้ดีขึ้น ประเด็นนี้ท่านว่า ผู้เป็นทาสหรือกรรมกรไม่ควรคิดว่า เรื่องอะไรเราจะทำงานให้เขา เราไม่เห็นได้อะไรเลย... ซึ่งปัจจุบัน ลูกน้องหรือลูกจ้างที่คิดทำนองนี้ ผู้เขียนก็ว่ามีอยู่ทั่วไป... อาจกล่าวได้ว่า ความคิดความเห็นของคนไม่ต่างกันนัก ที่ต่างกันคงจะเป็นเพียงแต่รูปแบบหรือสภาพแวดล้อมเท่านั้น...
และข้อสุดท้าย นำคุณของนายไปสรรเสริญ ท่ายขยายความว่า เมื่อถึงคราวพูดคุยกันในที่ประชุมชน ทาสหรือกรรมกรควรพูดยกย่องสรรเสริญนายของตนทำนองว่า ไม่มีใครเทียบเท่าได้กับเจ้านายของเรา แม้ตัวเราเองก็ไม่รู้สึกว่าเราเป็นแค่ทาส ทั้งไม่รู้สึกว่าท่านเป็นเจ้านาย ท่านช่วยเหลือและเป็นอยู่กับพวกเราอย่างนี้ๆ .... ทำนองนี้
การสงเคราะห์ต่อนายของทาสและกรรมกรเหล่านี้ ผู้เขียนรู้สึกว่าเทียบเคียงกับสังคมปัจจุบันได้น้อย (แต่ยังคงมีอยู่บ้าง ไม่ถึงกับล้าสมัย)... เพราะในสังคมประชาธิปไตยที่มีหลักการว่าทุกคนมิสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน จึงลองไปดูตามนัยสังคมปัจจุบัน....
..............
ความเป็นเจ้านายกับลูกน้อง หรือนายจ้างกับลูกจ้าง ก็ยังคงมีอยู่ในสังคมทั่วไป... ขณะที่รอยร้าวระหว่างชนชั้นทั้งสองฝ่ายนี้ก็ขยายตัวเป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ... การจัดตั้งกระทรวงแรงงานฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นสิ่งสะท้อนถึงปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเมื่อไม่กิ่วันที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่ากลุ่มลูกจ้างของโรงงานแห่งหนึ่ง เข้ายึดทรัพย์สินของบริษัทและจะขายทอดตลาดเพื่อนำรายได้มาแบ่งปันกันในส่วนที่นายจ้างยังค้างจ่ายพวกตนอยู่... กล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนามาจากสมัยก่อน ซึ่งมักจะมีข่าวว่า นายจ้างปิดโรงงานแล้ว ลอยแพลูกจ้าง และเชิดเงินหนีไป.... ทำนองนี้
เมื่อพิจารณาจากมุมมองของสิงคาลกสูตรในตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่า เพราะทั้งนายจ้างก็มิได้บำรุงลูกจ้าง ส่วนลูกจ้างก็มิได้อนุเคราะห์นายจ้างตามหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นานแล้ว กล่าวคือ ทิศเบื้องต่ำได้แก่ลูกจ้างนั้น นายจ้างมิได้ปกปิดโทษคือภัยที่จะพึงเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเอง (ดู เล่า...๓๐)
อนึ่ง ครั้งก่อนโน้น (จำช่วงเวลาไม่ได้) มีปัญหาเรื่องฝ่ายลูกจ้างประท้วงเรื่องการลดค่าแรงและการคัดคนออกบางส่วนเพื่อความอยู่รอดของบริษัท... กลุ่มนายจ้างพยายามออดอ้อนว่า ให้เห็นใจกลุ่มนายจ้างบ้างอย่างโน้นอย่างนี้...
ฝ่ายลูกจ้างจึงแฉพฤติกรรมของนายจ้างว่า ตลอดเวลาที่บริษัทได้กำไรมหาศาล นายจ้างจะพยายามปกปิดข้อเท็จจริงมิให้ลูกจ้างรู้ เพราะเกรงว่าลูกจ้างจะขอขึ้นค่าแรงเพื่อเป็นการแบ่งกำไรจากนายจ้าง มาบัดนี้ เมื่อบริษัทขาดทุนกลับมาขอความเห็นใจจากลูกจ้าง.... ทำนองนี้
............
ผู้เขียนเล่าเทียบเคียงกับสภาพปัจจุบันเล็กน้อย เพียงเพื่อให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างมิได้ทำหน้าที่ของตนเองตามหลักทิศเบื้องต่ำของทิศทั้งหกในสิงคาลกสูตรเท่านั้น... ดังนั้น สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง หรือผู้สนใจในประเด็นเหล่านี้ อาจนำไปประยุกต์ใช้หรือศึกษาเพิ่มเติมได้... ประมาณนั้น
อีกอย่างหนึ่ง จากการนำเรื่องสิงคาลกสูตรมาเล่าในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนสังเกคเห็นแนวคิด ระบบอุปถัมภ์ ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะนำมาเล่าเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในตอนต่อไป....