การทำ KM เราต้องไม่ติดยึดอยู่กับตัวองและจะต้องไม่พิฆาตความคิดของผู้อื่น

โอกาสดีเมื่อคืนนั่งดูทีวีรายการปราชญ์เดินดินเห็นคนที่มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาให้ชนรุ่นหลังได้รู้และนำมาสืบทอดต่อแต่ดูจากน้ำเสียงอันหมดความเชื่อมั่นจากภาครัฐและนักวิชาการที่มักมองสวนทางกับชนชั้นที่ท่านว่าไม่มีความรู้ไม่เรียนหนังสือ แต่กว่าที่นักวิชาการจะรู้ได้ว่าสิ่งนั้นมีคุณค่ามันก็สายไปซะแล้ว เราต้องไปเรียกร้องสิทธิ์เอาทีหลังผมว่ามันอยาก เรื่องทีว่าก็คือคุณลุงผู้เป็นหมอชาวบ้านรักษาพิษงูจากสมุนไพรและภูมิปัญญาของบรรพชน ที่พูดเอ๋ยอย่างนี้ก็เพราะวันนี้ มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาติดตามเรื่องการทำงานKM ของสำนักงานเกษตรอำเภอชะอวดว่าดำเนินการอย่างไรตรงตามเป้าหมายหรือไม่ แต่เมื่อไดฟังคำพูดของท่านแล้วผมรู้สึกว่าท่านก็ยังติดยึดกับกรอบ และตัวบุคคลอยู่ มักจะเอาความสำเร็จที่ตัวเองคิดว่าเขาทำอย่างนั้นถูกต้องแต่ไม่ได้มองถึงองค์รวมของความคิดของคนนั้นว่าเขาได้คิดเองหรือต่อยอดมาอีกที ผมเลยบอกว่าถ้าต้องการให้KM เกิดอย่างสมบูรณ์ท่านอย่ากำหนดและอย่ามองเพียงความสำเร็จของบุคคล(อาจารย์ท่านเรียกว่าคุณกิจ)แต่อยากให้มองถึงการแบ่งบันการแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่ต้องการจะรู้ ซึ่งก็โต้ตอบกันนานพอสมควร สุดท้ายอาจารย์ก็ขอดูเอกสารที่ผมสรุปไว้แล้วบอกว่าต่อไปต้องค้นหาเจ้าหน้าที่อย่างนี้มาคุยกันมันถึงจะได้อะไรอย่างที่คิด และก็ตอบกับอาจารย์ว่าวันนี้เราก็ได้ใช้KM กันเต็มที่แล้ว