" ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย" บางครั้งคำนี้อาจดูไม่มีความหมายอะไรกับชีวิต แต่เชื่อไหมคนเราเสียคนและเสียอะไรๆอีกที่บอกไม่ได้เพราะคำยอนี้มากต่อมาก การติอาจทำให้คนเสียใจ แต่ถ้านำมาพิจารณาแล้วเห็นว่าเขาติไม่จริงเรายังไม่เสียหายเท่าใด แต่การยอเพื่อทำลายนั้นมันเหมือนการทำให้ตายผ่อนส่ง..
. ดังนั้น เมื่อถูกตำหนิอย่าเสียใจ ถูกคำยออย่าหลงกล "คำยอบางครั้งเหมือนโรคเบาหวาน" ทีเป็นแล้วโรคอื่นๆมาที่เป็นสับเซ็ตหรือสมาชิกของเบาหวานคือโรคหัวใจ โรคไต และโรคอื่น ๆ ก็จะตามมา จึงเรียกว่าโรคเบาหวานพร้อมคณะ อุปมาเหมือนคำยอเพื่อทำลายก็จะตามมาด้วยการตายผ่อนส่ง การหลงตัวเอง และคิดว่าเก่งเกินคน...

เมื่อมองเข้าไปถึงองค์กร วัฒนธรรมคนไทยมีค่านิยมว่า "เถียงผู้ใหญ่ เป่าไฟทวนลม ลูบของคมไม่มีฝักอันตราย" เหตุนี้ผู้น้อยจึงไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ไม่กล้าตำหนิ ไม่กล้าแนะนำแม้ผู้ใหญ่ทำผิดก็ตามเพราะกลัวอันตราย กลัวถูกปลดจากงาน...ยอไว้ก่อนเพื่อเอาตัวรอด ผู้นำบางคนจึงตายเพราะคำยอ
เจ้านายว่าไงว่าตาม จึงเกิดค่านิยมพูดติดปากว่า "ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" ในที่สุดองค์กรก็พังหรือไม่เจริญและผู้นำคนนั้นพอถึงเวลาย้ายลูกน้องก็ดีใจกันใหญ่ ตามไปส่งให้พ้นไปเสียที...เมื่อผู้ใหญ่รับคำติไม่ได้แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนทุกองค์กร เมื่อไหร่เราจะพัฒนาทันประเทศอื่น เพราะมัวแต่หลงคำยอของคนที่ต้องการเอาตัวรอดไปวันๆ "เป็นผู้ใหญ่ทำอะไรต้องมีหลัก ต้องรู้จักรักก้าวหน้าหาเหตุผล"
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนค่านิยมหรือวัฒนธรรมองค์กรมาเป็น "ยินดีรับคำติเพื่อก่อ ไม่ยินดีในคำยอเพื่อทำลาย" แม้บางครั้งคำติอาจไม่หวานหูนักก็ตาม.

เราเรียนประวัติศาสตร์มาเราเห็นการสูญเสียเมืองให้ข้าศึกเพราะถูกข้าศึกส่งคนมาบ่อนทำลายโดยการยอบ้าง มาเป็นทาสบ้าง... เรียนประวัติศาสตร์แล้วอย่าลืมสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจให้กับตนเอง
การเป็นผู้นำต้องมีความหนักแน่น เหมือนก้อนหินไม่ปลิวไปกับสายลม คนอีสานได้เขียนผญาสอนคนที่เป็นผู้นำว่า "ให้เจ้าใจหนักแหน่นคือหินหนักหมื่น ถิ่มใส่น้ำจมหมิ่งบ่ฟู" เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการเป็นคนหรือการผู้นำตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นไปต้องไม่ไหวหวั่น อย่าหูเบา ให้หนักแน่น
อนึ่ง ผู้นำให้เป็นคนถี่ถ้วนถ้วนถี่ "นอนสูงให้นอนคว่ำ นอนต่ำให้นอนหงาย"หมายถึงถ้าเป็นผู้มีอำนาจมากให้มองดูคนใต้ปกครองโดยรอบคอบวางคนให้เหมาะกับงาน พูดจาประสานเป็น และผู้อยู่ใต้ปกครองก็ต้องปฏิบัติต่อผู้ปกครองตามหน้าที่ ไม่ควรลืมตน ดังผญาสอนว่า "คันเจ้าเป็นใหญ่แล้วอย่าลืมขุนพวกไพร่ คันหากไพร่บ่พร้อมสีหน้าบ่ฮุ่งเฮือง" คันว่าความเฮาเว้าขมในอย่าได้จ่ม ลางเทื่อขมขี้เพี้ยภายหน้าหากซิดี อย่าได้ตี๋เตียนเว้าผักกะเดาขมขื่น บาดกินกับลายก้อยซิหลงย้องว่าดี" หมายถึง คำพูดไม่ไพเราะอย่าเพิ่งตำหนิบ่น รับฟังนำมาพิจารณา บางทีอาจมีประโยชน์เหมือนสะเดาขมเวลากินอาหารลาบก้อยยังได้ทานกับลาบก้อยอร่อยๆ... ในการบริหารผญาอีสานเขียนเกี่ยวกับการบริหารไว้น่าคิดว่า... "ทำดีไว้ไผสิซังกะตามซ่าง เฮ็ดชั่วไว้ไผสิญ้องกะซ่างตาม" หมายถึง ถ้าเราทำดีแล้วไม่ควรหวั่นไหวไม่ว่าคนจะคัดค้านจะชมของใครๆควรเป็นตัวของตัวเองทำในสิ่งที่ถูกทำนองคลองธรรมด้วยความเป้นผู้เคารพหลักธรรมาภิบาล
อนึ่ง ในยามไม่สบายใจมีปัญหาเกิดขึ้น ท่านสอนเกี่ยวกับการปรับตัวช่วงมีปัญหาไว้น่าคิดว่า...
ถ้าอุกอั่งใจให้ร้องเพลง
ถ้าเศร้าใจให้หัวเราะ
ถ้าอ่อนเพลียให้ทำงานหนักเพิ่มขึ้น
ถ้าแน่ใจให้พูดเสียงดังๆ
ถ้าใครไม่เชื่อฟังบ่ต้องบอกมัน.
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นธรรมะ ประจำวันจันทร์ที่ 22 ต.ค.50....นำไปใช้ได้ดีทีเดียวค่ะ....
" ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย" ชอบคำนี้มากค่ะ
ขอบคุณค่ะ
หือ คมซะ
ทำดีไว้ไผสิซังกะตามซ่าง เฮ็ดชั่วไว้ไผสิญ้องกะซ่างตาม
แปลว่า ทำดีไว้ใครจะเกลียดก็ช่าง ทำชั่วไว้ใครจะชมก็ช่าง
ใช่ไหมเอ่ย.................
แม่นค่ะ....
ใครไม่เชื่อฟังบ่ต้องบอกมัน
อิอิ....
ขอบคุณค่ะ อ.ศล
หวัดดีครับ อ.โกศล
ดีครับ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอิสาน ใครไม่อยากรู้ บ่ต้องบอกมัน อิอิ
ชอบครับ ถูกใจ
เมื่อถูกตำหนิอย่าเสียใจ ถูกคำยออย่าหลงกล "คำยอบางครั้งเหมือนโรคเบาหวาน" ทีเป็นแล้วโรคอื่นๆของเบาหวานคือโรคกระเพาะ โรคตาและโรคข้อกระดูกก็จะตามมา จึงเรียกว่าเบาหวานพร้อมคณะ เหมือนคำยอเพื่อทำลายก็จะตามมาด้วยการตายผ่อนส่ง การหลงตัวเอง และคิดว่าเก่งเกินคน...
อาจารย์ค่ะ พี่เคยอ่านและได้ยินผญาอีสานจากคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ มาได้อ่านที่บันทึกนี้ขอชื่นชมนะค่ะ ที่อาจาย์นำคำสอนที่ดีงามซึ่งเป็นวิถีของชาวอีสานมาแบ่งปัน ขอบคุณคะ
สวัสดีครับ
หญ้าบัว
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ครูวรสา นัดMiss Cate ครูสอนคอมพิวเตอร์จากเมือง Manchester United ประเทศอังกฤษ และคุณ Laettitia อาสาสมัครสอนอังกฤษชาวเมือง Cong ประเทศฝรั่งเศส และนักเรียนมาเรียนทำโปรแกรม NamoFreemotion สำหรับทำชิ้นงานเคลื่อนไหว มีผู้เขียน ทำหน้าที่ประสานงานให้ราบรื่นไปตลอดการสอน 2 ชั่วโมง
มีช่วงหนึ่งที่รอนักเรียน คุณ Cate ก็ฮำเพลงฝรั่งเบาๆ ยักไหล่ๆ ยึกยักๆ แทนที่จะหงุดหงิดที่นักเรียนมาสาย ผู้เขียนเลยแซวไปว่า เพิ่งรู้นะนี่ว่า สอนหนังสือมันสนุกอย่างนี้เอง เธอก็หันมาพูดว่า ฉันสนุกตลอดล่ะ มันอยู่ที่ใจ
คือ ผมไม่เห็นเขาร้อนใจ หรือหงุดหงิดที่นักเรียนมาสาย จิตใจเขาดีมาก เปิดใจกว้างมาก ผู้เขียนก็ได้เรียนรู้จากเขาด้วยในเรื่องไม่ใจร้อน
แล้วมีช่วงหนึ่งคุณ Cate เดินมาคุยกันว่า
Cate: ธราบุญ คุณรู้ไหมว่า ฉันประหลาดใจมากที่เห็นนักเรียนออกแบบ Story board ทำชิ้นงานกันได้ทุกคนในเวลารวดเร็วมาก
Tharabun: อ๋อ เพราะผมไง ช่วยวางแผนให้ (555)
Cate: ไม่ๆ ฉันเห็นแค่คุณวาดตารางให้เท่านั้นเอง เชื่อไหมว่า เด็กฝรั่งที่อังกฤษ จะไม่ยอมทำ Story board ก่อนทำชิ้นงานอะไรซักอย่างนะ พวกเขาจะถามว่า Why ทำไมๆ ทำไมต้องทำ
Tharabun: อ๋อ หรือเป็นเพราะว่า พวกเขาเข้าใจใจงานอย่างดีว่า ต้องทำอะไร มันอยู่ในสมองเขา เลยไม่จำเป็นต้องทำ Story board หรือเปล่า
Cate: ไม่ๆ ไม่เลย Story board สำคัญมาก จะเป็นแนวทางให้ทำงานได้สำเร็จ ดูซิว่า หนัง Hollywood เรื่องหนึ่งๆ กว่าจะสร้างเป็นหนังมาได้ เขาต้องวาด Story board กี่ภาพ กี่ชิ้น และใช้เงินจ้างคนทำมากเท่าไหร่
Tharabun: เออใช่ แฮะ เด็กไทยเราว่าง่ายสอนง่ายนี่ ไม่เรื่องมากอย่างเด็กฝรั่ง เข้าท่าๆ เพิ่งรู้
คุณ Laetitia ก็นั่งฟังอย่างตั้งใจ ยิ้มอย่างเดียว ไม่บ่งบอกว่าเห็นด้วยหรือคัดค้าน
พอก่อนจะกลับ ก็มานั่งสรุปผลการสอนด้วยกัน ผลงานก็ใช้ได้ นักเรียนทำ Story board เป็น สร้างชิ้นงานได้คืบหน้าไปมาก เอาไว้ต่อยอดสอนคราวหน้า คุณ Cate เหลือบไปเห็นคอมพิวเตอร์ Notebook 3 เครื่อง แล้วก็พูดว่า
Cate: ธราบุญ รู้ไหม เห็น Notebook แล้ว ฉันนึกถึงนักเรียนฝรั่งที่ฉันสอนในโรงเรียนที่เมืองแมนเชสเตอร์คนหนึ่ง
Tharabun: ยังไง ช่วยอธิบายเพิ่ม
Cate: ฉันให้นักเรียนฝรั่งผู้ชายคนหนึ่ง ไปยกเอา Notebook ฉันที่ชาร์ตไฟไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์ เขาไปเห็น Notebook วางทับซ้อนกันอยู่หลายอัน สายไฟก็พะรุงพะรัง เขาไม่รู้จะถอดสายไฟออกยังไง ก็เลยเอากรรไกร ไปตัดสายชาร์ตไฟออก แล้วยกคอมพิวเตอร์มาเลย
Tharabun: อ้าว ทำแบบนั้นก็พังเสียหายหมดสิ
Cate: ใช่
Tharabun: ผมก็นึกว่าคนโง่คนสุดท้ายตายไปจากโลกนี้แล้ว
Cate: โอ้...ไม่เลย มันยังกระจายอยู่ทั่วโลกนั่นล่ะ
Cate&Tharabun: 555!
สวัสดีแก่น
แก่นจัง
สวัสดีครับอาจารย์สุดารัตน์
สวัสดีครับท่านอัยการ
นาย บัณฑูร - ทองตัน
สวัสดีครับ
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
สวัสดีครับ
สวัสดี
อ้อยควั้น
สวัสดีค่ะ อ.โกศล คำติคนมักไม่ชอบ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เค้าติเพื่อให้เรารู้ตัวและปรับปรุงตัวเอง คำชมบางครั้งก็เป็นดาบสองคม ถ้าใช้ไม่เป็น
สวัสดีครับ
berger0123
สวัสดีค่ะ..พี่ชาย
สวัสดีค่ะ
บันทึกนี้ถูกใจมากๆค่ะ
คนปัจจุบันยอกันเพื่อทำลายมีมากขึ้น
อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่า การเมืองค่ะ
แต่คนที่ รู้ว่าจะพูดอะไร ตอนไหน เมื่อไร พูดอย่างไรให้คนชอบ โดยเฉพาะเจ้านาย ก็เรียกว่า ฉลาดเหมือนกันนะคะ เพราะที่เขารู้ ความควร ไม่ควร ความพอดี ในการพูดเห้เพราะ เจริญหูก็มีมากค่ะ
ไม่ใช่นีกอย่างไร พูดอย่างนั้น บางทีก็ไม่เหมาะควร
และมีความรู้สึกว่า เราทุกคน ก็จะทราบ ว่า ใครยกยอ ใครจริงใจค่ะ ถ้าใครยอมากๆ ก็ขี้เกียจฟัง ใครพูดตำหนิเราตรงๆเกินไป บางที ก็ระคายหู พาลไม่รับ คำติโดยเจตนาดีเสียก็มี
ความเหมาะควร และกาละเทศะสำคัญมาก โดยเฉพาะ ปิยะวาจา แม้จะติ ก้ถนอมน้ำใจกันบ้าง มิตรภาพจะยั่งยืน
คิดถึง อาจารย์นะคะ และขอบคุณที่ไปเยี่ยม จะมาอ่านบันทึกอาจารย์บ่อยๆค่ะ......อันนี้ จริงใจนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์โกศล
ตามมาอ่านอีกรอบค่ะ.....ชอบนี่ค่ะ.....บันทึกเขาดี.....น่าอ่าน.......ต้องมาบ่อยๆ......(ไม่ต้องยิ้มร๊อก...เรื่องจริงนะนี่....อิอิ)
**** คนโง่ที่ตายไปแล้ว..จ่อคิวรอเกิดอีกเพียบ! เลยเน๊าะ...*** สาธุ...อย่ามาเกิดที่เมืองไทยกันนักเล้ย.....
Tharabun , ชื่อเพราะดีค่ะ.....