มักได้ยิยข้าราชการดีๆมาบอกว่า ดีใจจังที่ อจพูดแบบนั้น

วันนี้ที่ มสช มีการคุยนโยบายสาธารณะสองเรื่อง

เรื่องแรกคือนโยบายเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีสมาชิกนักพัฒนาเด็กมาร่วมหลายคน ทั้ง อจ ชนิกา อจนิตยา อจลัดดา คุณเรืองเดช ฯลฯ

อีกเรื่องคือนโยบายการจัดการน้ำ มีสมาชิกสภาที่ปรึกษามาคุยกันหลายคน รวมทั้งคุณชนะ รุ่งแสง อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาที่เคยจับเรื่องนั้มาก่อน และ อจ มิ่งสรรพ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม หญิงเหล็ก

เรื่องแรกดูจะไม่ยาก ถ้าถามว่าควรมีการทำงานเรื่องอะไรบ้างในสังคมไทย และดูเหมือนมีหน่วยงานมากมายที่ทำเรื่องต่างๆอยู่

แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่าทำยังไงให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องบนฐานความรู้ เพราะหน่วยราชการมักโดนสั่งให้ทำนโยบาย ประเภท ถามวันนี้จะเอาคำตอบเมื่อวานนี้

ส่วนเรื่องที่สองนั้น เนื้อหานโยบายดูจะยากกว่าแยะ แถมผลประโยชน์ และความเห็นต่างก็มากมาย

แต่ฟังการเล่าประสบการณ์จากท่านผู้รู้ที่นั่งรอบโต๊ะ

ดูจะเหมือนกันทั้งสองเรื่องตรงที่ว่า แม้จะมีหน่วยงานรัฐดูแลแต่ละเรื่องอย่ ธรรมชาติของการพัฒนานโยบายดูจะเหมือนกัน คือ คนที่รับผิดชอบ เดี๋ยวมาแล้วก็ไป ถ้าไม่ใช่เพราะย้ายตามธรรมชาติ ก็เป็นการจากไปแบบผิดธรรมชาติ (แต่เจ้าตัวยังมีชีวิตอยู่ดี ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดกับเรื่องนำ้)

อีกอย่างคือ มักได้ยินข้าราชการดีๆมาบอกนอกที่ประชุม ว่าดีใจจังที่ อจ พูดแบบนั้น เพราะพวกผมเองจะพูดคงไม่ได้

ผมนึกถึงที่ อจ หมอบรรลุท่านเคยพูดไว้เกี่ยวกับเรื่องผู้สูงอายุ ในฐานะที่ อจ คลุกคลีกับหน่วยงานต่างๆมานาน ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากข้าราชการดีๆมามากมาย

แต่ อจก็ยังสรุปว่าถ้าจะทำเรื่องดีๆให้ต่อเนื่องและมีวิชาการคงต้องพยายามตั้งสถาบันวิชาการผู้สูงอายุ แล้วหาคนเก่งๆมาทำงาน  เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างความรู็ และขับเคลื่อนสังคม

ไม่รู้ว่าท่านอื่นมีบทเรียนเรื่องอื่นคล้ายกันหรือเปล่า

หรือว่าพวกเราจะชอบตั้งกลไกวิชาการในภาคประชาสังคมมากไปหน่อย