อันดับที่ 1 วันอาทิตย์ที 2 กันยายน 2550
(คอลัมน์ไทยโพสต์ วันเสาร์ที่1 กันยายน 2550)
“คุณธรรมรู้คุณแผ่นดิน” ชำแหละคุณธรรม (1)
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการจัดสัมมนาเต็มวันเรื่อง สอนคุณธรรมอย่างไรให้ธำรงสามัคคี มีผู้ร่วมอภิปรายตั้งแต่ผู้อาวุโสอย่างเช่น อาจารย์สุนีย์ สินธุเดชะ อาวุโสน้อยลงมาตามลำดับจนถึงเยาวชนรุ่นใหม่เอี่ยม มีผู้ร่วมฟังจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนประมาณ 400 คน ประเด็นปัญหาหลักกลายเป็นว่าสอนคุณธรรมจริยธรรมเป็นของยากหรือง่าย ท่านผู้อาวุโสมากๆจะว่ายาก เพราะมีตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ในพระพุทธศาสนา มีกฎหมายอิสลามเป็นเรือนพัน มีพระบัญญัติเป็นเรือนร้อยในศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆแต่ละศาสนาก็มีระบุไว้รวมกันแล้วก็เป็นจำนวนมหาศาล จะปฏิบัติอย่างไรกันไหว แต่บรรพบุรุษไทยก็มีกลยุทธในการสอนหลากวิธี ด้วยการแต่งเป็นนิทานผูกเป็นกลอนต่างๆให้เรียนรู้จนตลอดชีวิตก็ไม่หมดคนวัยกลางคนรับว่ายาก จำเป็นต้องมียุทธวิธีและจัดสรรงบประมาณวางแผนอย่างเป็นระบบ จัดสัมมนากันบ่อยๆทุกระดับสังคม
ถึงวัยรุ่นกลับบอกว่าง่ายนิดเดียว ให้รักษาความรักบริสุทธิ์ จนถึงเวลาแต่งงานได้ทุกอย่างจะดีเอง เราขอชำแหละว่าถูกทุกฝ่าย เพราะสอนคุณธรรมนั้นทั้งยากและง่ายในเวลาเดียวกัน ที่ยากก็เพราะตามหลักวิชาการนั้น วิชาจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ (Ethics) ต้องศึกษาหาความรู้ถึง 7 แท่งอัน ได้แก่ 5 มิติรวมกับ 2 ฐาน คือ
มิติวิทยาศาสตร์ (ซึ่งหาข้อมูลได้ชัดเจนคิดเป็นตัวเลขและทำสถิติได้)
มิติจิตวิทยา (ซึ่งมีส่วนพลิกล็อค อันสืบเนื่องมาจากการตัดสินใจของมนุษย์ซึ่งเดาไม่ถูกว่าจะผิดปกติเมื่อใด)
มิติสังคมวิทยา (อันนี้คือสิ่งแวดล้อมสลับซับซ้อนที่ทำให้คนคนหนึ่งทำดีทำชั่วยากง่ายต่างกัน)
มิติปรัชญา (ซึ่งวางกรอบกระบวนทรรศน์ให้แต่ละคนๆ)
และมิติวัฒนธรรม (อันประกอบด้วยศรัทธาต่อศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ้งในกรณีของเราคือ ภูมิปัญญาไทย)
ยังมีอีก 2 ฐานคือ
ฐานนิยามความหมายให้ชัดเจนเสียก่อนจึงค่อยลงลึก มิฉะนั้นลงยังไงก็ไม่ลึก
และฐานประวัติศาสตร์ซึ่งช่วยให้ความเข้าใจลึกซึ้ง
ตรงนี้แหละยาก แต่ก็จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนวิชาจริยศาสตร์นี้ถึงขันปริญญาตรี โท เอก และวิจัยต่อหลังจบปริญญาเอก เราจำเป็นต้องมีนักวิชาการที่รู้เรื่องนี้ได้ระดับมาตรฐานโลก เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาไทยให้มีคุณค่าอย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็ดูเหมือนภูมิปัญญาไทยจะถูกโดดเดี่ยว เกินไป ถ้าจะถามว่าถ้าเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องยากอย่างนี้จะสอนเด็กอย่างไรให้รู้เรื่อง เอาเรื่องอย่างนี้ไปสอนเด็กจะรู้เรื่องหรือ ขอตอบฟันธงได้เลยว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ควรสอนเด็กอย่างนี้ แต่ผู้สอนเด็กควรรู้เรื่องอย่างนี้ การเป็นครูสอนคุณธรรมจริยธรรมจึงไม่ใช่ของง่ายอย่างที่เยาวชนฮึกเหิมว่าเพราะต้องมีความรู้อย่างดีหลายด้าน แม้จะสอนนักเรียนอนุบาลก็ต้องรู้ทั้ง 7 แท่งพอสมควร
นอกจากผู้มีพรสวรรค์ที่รู้จักอบรมคนได้อย่างดีโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องเรียนรู้ เป็นความสามารถเฉพาะตัวเอาอย่างกันไม่ได้ ใครไม่มีพรสวรรค์อย่างนั้นก็ต้องใช้พรแสวง คือ เรียนตามขั้นตอนของวิชาการ จะใช้สามัญสำนึกหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้นหาพอไม่ เพราะความเลวต่างๆที่เราเห็นกันในสังคมไทยขณะนี้ มิได้เกิดขึ้นจากผืนแผ่นดินไทย แต่โบยบินมาจากนานาชาติ จึงขาดไม่ได้ที่จะต้องมีที่มาที่ไปและอาศัยประสบการณ์นานาชาติช่วยกันคิดช่วยกัน ทดลองหาทางแก้ไข มันจึงยาก เหมือนไข้หวัดนก ไม่รู้บินมาจากไหน ที่เยาวชนบอกว่าง่าย เพราะเยาวชนกลุ่มนี้ได้เคยไปสัมมนาเข้าค่ายอบรมคุณธรรมในต่างประเทศ ซึ่งมีการประยุกต์หลักวิชาการยากๆนั้นกลั่นกรองออกมาเป็นเทคนิคการอบรมคุณธรรมจริยธรรม ด้วยหลักคุณธรรมแม่บท 4 คือ จะอบรมฝึกฝนให้ทำดีไม่ว่าในเรื่องใด ต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ประการ คือ
1. รู้รอบในเรื่องนั้น
2. เข้มแข็ง พร้อมลงมือปฏิบัติในโอกาสแรก
3. พอเพียงไม่ขาดไม่เกิน
4. ชอบธรรมให้แก่ทุกคนตามสิทธิของเขา
เยาวชนฟันธงว่าง่ายจะตาย จะให้ดีด้านใด จะเรียกชื่อคุณธรรมว่าอย่างไรไม่สำคัญ ฝึก 4 ด้านนี้เสียอย่าง ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันเรื่องอื่นๆไปในตัวจนตลอดชีวิต อบรมคุณธรรมน่ะง่ายจะตาย แต่สอนคุณธรรมนี่ซี ยากยิ่งกว่าตาย วันนี้จะยกตัวอย่างมาสาธิตเป็นการโหมโรงคอลัมน์นี้ดูสักคุณธรรมหนึ่ง ขอเรียกว่า
“คุณธรรมรู้คุณแผ่นดิน ”
โปรดช่วยกันเป็นกรรมการตัดสินดูซิว่าอบรมง่ายจะตายจริงหรือเปล่า และสอนให้สัมฤทธิผลนั้นยากกว่าตายจริงหรือเปล่า
<p ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ประธานอนุกรรมาธิการคุณธรรมและจริยธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ