หมอบ้านนอกไปนอก(30): บินเดี่ยว

กิจกรรมที่จัดให้นี้ถือเป็นการจัดการความรู้อย่างหนึ่งที่ให้สมาชิกกลุ่มเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันและในรุ่นเองก็ทำกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในยาฮูด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งความรู้ชัดแจ้งเช่นวารวาร บทความให้กันมากกว่าความรู้ที่เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวจากการทำงานจริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นการส่งผ่านความรู้ (Knowledge transfer) มากกว่าการจัดการความรู้ (Knowledge management)

     อากาศที่แอนท์เวิปหนาวมากขึ้น ตอนบ่ายและตอนเย็นรู้สึกว่าหนาวมากกว่าตอนเช้า วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม คาบแรกเรียนประชากรศาสตร์กับอาจารย์โดมินิคเป็นหัวข้อเรื่องอัตราการเจริญพันธุ์ เรียนเรื่องการเลือกใช้ค่าตัวชี้วัดที่เหมาะสม ระหว่างอัตราเกิดอย่างหยาบ อัตราเจริญพันธุ์ทั่วไป อัตราเจริญพันธุ์รวม และปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเจริญพันธุ์ทางตรงก็คือการแต่งงานและมีเพศสัมพันธุ์ การคุมกำเนิด การแท้งบุตรและการให้นมบุตร ที่มีผลทางอ้อมเช่นอยู่ในเมืองหรือชนบท การศึกษา การทำงานนอกบ้าน รายได้ ศาสนา ชนชาติ ลักษณะทางครอบครัว

คาบที่สองที่สามเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มค้นหาข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของประเทศตนเองเพื่อเปรียบเทียบกันเองในกลุ่มแล้วนำเสนอในชั้นเรียนโดยเพาเวอร์พอยท์ กลุ่มผมมีอามีนจากบังกลาเทศ เลมม่าจากเอธิโอเปีย เจเจจากคาเมรูน เอ็ดวินจากโคลอมเบีย ผมไม่เคยค้นข้อมูลทางด้านประชากรศาสตร์จากอินเตอร์เน็ตมาก่อนเลยรวมทั้งลืมวิธีการทำกราฟหรือแผนภูมิประชากรในเอ๊กซ์เซลไปแล้ว ก็ต้องมาฝึกและเริ่มทำใหม่โดยอามีนรับอาสาเป็นผู้สอนให้ทุกคนในกลุ่ม

การค้นข้อมูลทางประชากรศาสตร์จากอินเตอร์เน็ตเข้าไปหาข้อมูลของสำนักสถิติแห่งชาติกับของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข มีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ก็ได้เข้าไปค้นจากกูเกิ้ลได้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่ก็ไม่ค่อยจะตรงกันนัก อาจารย์ให้หาจาก  http//www.measureedhs.com  กับ http//www.census.gov/ipc/www/idb เป็นหลักเพราะมีข้อมูลคาดประมาณการไปข้างหน้าด้วย และมีมาตรฐานการทำข้อมูลเดียวกัน แต่ยังไงก็ตามก็ต้องค้นจากกูเกิ้ลด้วย จึงจะได้ข้อมูลครบสมบูรณ์ เมื่อวานอาจารย์เปิดเข้าไปใน http//www.poodwaddle.com/worldclock.swf เป็นนาฬิกาข้อมูลที่แสดงอัตราการเกิด ตาย แท้ง การติดเชื้อที่เพิ่มตามระยะเวลาเลย ลองเข้าไปดูนะครับ การค้นข้อมูลอัตราทารกตายทำให้ผมทราบว่าทำไมตอนที่อาจารย์หมอมรกตไปตรวจงานที่ตากและแม่ฮ่องสอน แล้วมีการนำเสนออัตราตายทารกต่ำกว่าสิบ ซึ่งอาจารย์บอกว่าน่าจะมีการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริง

คาบที่สี่เป็นกิจกรรมเตรียมตัวทำCentral assignment ของอาจารย์วาลาเรีย มีการแบ่งกลุ่มใหม่ตามสภาพปัญหาที่แต่ละคนเสนอเข้าไปเพื่อทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์วิธีการแก้ไขปัญหา กลุ่มผมมีสามคนคือผม ริด้า (กัมพูชา) และบาชีร์ (ไนจีเรีย) หลังจากนั้นตัวแทนชั้นปีก็ขอประชุมชั้นปีต่อเพื่อจะจัดกิจกรรมชั้นปี แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเช่นเดิมว่าจะทำอะไรบ้าง

อาจารย์วาลาเรีย เป็นผู้บรรยายเรื่องการจัดการความรู้ และกิจกรรมที่จัดให้นี้ถือเป็นการจัดการความรู้อย่างหนึ่งที่ให้สมาชิกกลุ่มเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันและในรุ่นเองก็ทำกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในยาฮูด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งความรู้ชัดแจ้งเช่นวารวาร บทความให้กันมากกว่าความรู้ที่เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวจากการทำงานจริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นการส่งผ่านความรู้ ( Knowledge transfer) มากกว่าการจัดการความรู้ (Knowledge management) แต่อย่างไรก็ตามการจัดการความรู้มีหลายแนวคิดและหลายทฤษฎีมาก บางแห่งเน้นความรู้ชัดแจ้งใช้แนวทาง Codification ที่เน้น Explicit knowledge & Tools & Technology ในขณะที่ประสบการณ์ของผมจะเป็นแนวทาง Personalization เน้น Tacit knowledge & people & process ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้จากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคมและการนำมาใช้งานจริง

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม เป็นการเรียนเรื่องการตัดสินใจทางคลินิก (Clinical decision making) กับอาจารย์เจฟ ( Jef Van Den Ende ) ไม่มีอุปกรณ์การสอนไฮเทคอะไรเลยนอกจากความรู้ที่อยู่ในตัวของอาจารย์ซึ่งผมคิดว่านี่คือการจัดการความรู้ของจริง อาจารย์เล่าเรื่องความผิดพลาดสมัยที่ทำงานเป็นแพทย์อยู่ที่คองโก ได้ดูแลคนไข้อุบัติเหตุเล็กๆ ไม่หนักหนาอะไรคนหนึ่ง ตรวจดูแลอย่างดีแต่สุดท้ายคนไข้เสียชีวิตขณะกำลังนำไปเข้าห้องผ่าตัด คนไข้หกล้มมีฟกช้ำที่สะโพก เดินได้ปกติ ไม่ปวดท้อง ตรวจเลือดสองครั้งความเข้มเลือดเปลี่ยนจาก 13 เป็น 12 ความดันโลหิตแรกรับ 90/70 ชีพจร 102 ครั้งต่อนาที เอกซ์เรย์ทรวงอกปกติ ตรวจร่างกายซ้ำก็ปกติ ความดันก็ทรงๆอยู่ แต่ดูคนไข้เริ่มมีอาการแสดงของช็อค จึงตัดสินใจนำไปเข้าห้องผ่าตัดแต่ก็เสียชีวิตก่อน อาจารย์ถามว่าคิดว่าอาจารย์จะรู้สึกผิดหรือไม่เพราะอะไร ในห้องเรียนก็มีทั้งรู้สึกผิดและไม่รู้สึกผิด แต่บทเรียนที่ได้คือเมื่อไหร่ควรจะตัดสินใจผ่าตัดคนไข้จึงจะเกิดผลดีต่อคนไข้มากที่สุด ผมกับเพื่อนเสนอว่าน่าจะลองเจาะท้องดูก่อนเพราะอุบัติเหตุที่ทำให้ช็อคโดยสติสัมปชัญญะดีน่าจะมีเลือดออกในท้องเช่น ม้ามแตก อาจารย์ถามว่า ถ้าคุณเจาะได้เลือดคุณจะผ่าไหม คำตอบคือผ่า ถ้าคุณเจาะไม่ได้เลือด คุณจะผ่าไหม คำตอบคือผ่า ถ้าอย่างนั้นคุณเจาะท้องไปทำไม ผมเองไม่ใช่ศัลยแพทย์ก็เลยไม่รู้ลึกซึ้งนัก สถานการณ์แบบก้ำกึ่งที่อะไรๆไม่ชัดเจนแบบนี้ ผมคิดว่าแพทย์ทุกคนคงเคยเจอด้วยตัวเองมาแล้ว จะมีความยุ่งยากลำบากในการตัดสินใจอย่างมาก และหากมีอันตรายเกิดกับผู้ป่วยมักจะเกิดความไม่พอใจจากญาติและเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันได้มากโดยที่แพทย์เองก็ได้ดูแลคนไข้อย่างเต็มที่

อีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีตัวอย่างคนไข้เด็กอายุ 6 ปีในอินเดีย มีไข้ต่ำๆหนึ่งเดือน ผอมลง น้ำหนักลด มีไอ ทำทูเบอร์คิวลินได้ขนาด 10 มม. อาจารย์ถามว่า จะทำอะไร นึกถึงอะไร จะให้การรักษาหรือไม่ ซึ่งในกรณีก็นึกถึงวัณโรค นี้ถ้ารักษาคนไข้ไม่ตายแต่ถ้าไม่รักษาโอกาสตายสูงมาก (80 %) ถ้าสงสัยวัณโรคในเด็กประมาณ 2 % ก็ควรรักษาต่างจากการนำไปผ่าตัดเมื่อกี้ถ้าผ่าตัดเร็วโอกาสรอด 20 % ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นการสอนในเรื่องการตัดสินใจทางการแพทย์ที่เหมาะสมต้องมีข้อมูลประกอบหลายๆด้าน เป็น Evidence-based Medicine

ส่วนในคาบที่สองเป็นการเรียนระบาดวิทยา มีการฝึกคำนวณค่าความไว ความจำเพาะ ค่าการทำนายผลบวกและลบของการทดสอบหนึ่งๆ ทำให้เข้าใจมากขึ้นเยอะ หลายคนจำสูตร พอสลับตารางหรือมีข้อมูลให้ทำตารางเองอาจจะสับสนได้ แต่อาจารย์เน้นว่าถ้าคุณเข้าใจความหมายของทั้งสี่ตัววัดนี้ คุณจะทำได้เลยโดยไม่ต้องจำสูตร ในการคำนวณค่าต่างๆนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดอันหนึ่งก็คือเราต้องพึ่งเครื่องคิดเลขกันทุกคน พอไม่มีเครื่องคิดเลขก็แทบจะคำนวณกันไม่ได้เลย รวมทั้งผมด้วย จากการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาทำแทนสมองจนเคยชิน พอจะต้องคิดเลขเองรู้สึกยุ่งยากมาก คิดเลขง่ายๆผิดซะอีก แต่ผมก็เป็นตัวแทนกลุ่มออกไปนำเสนอพร้อมทั้งอธิบายผลลัพธ์ที่ได้  

คาบที่สามและสี่เรียนระบบบริการสาธารณสุขระดับอำเภอกับอาจารย์ฌอง ปิแอร์ เรียนเกี่ยวกับระบบข้อมูลที่ใช้ในสามระดับคือระดับการดูแลผู้ป่วย ระดับสถานีอนามัย ระดับโรงพยาบาลและภาพรวมในระดับอำเภอ จะต้องใช้การติดตามอะไรบ้างที่ช่วยบ่งบอกการบริหารจัดการงานสาธารณสุขได้ อีกเรื่องหนึ่งคือการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่จะช่วยให้การทำงาน การจัดบริการของงานสาธารณสุขในระดับอำเภอตรงต่อความต้องการของชุมชนและทำให้ชุมชนสามารถดูแลตัวเองได้ ( Autonomy) และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Solidality ) วันนี้เรียนถึงหกโมงเย็น ช่วงพักเบรกก็ผ่อนคลายความเครียดด้วยการเล่นปิงปองกับเพื่อนๆ ทำให้กระปรี้กระเปร่าและหายหนาวไปในตัว ตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไปอากาศเย็นมากขึ้น จนรู้สึกว่าใบหูเย็นเฉียบไปหมด พอตกกลางคืนต้องใส่หมวกนอน

ช่วงกลางวันเพื่อนกลุ่มหนึ่งได้จดหมายนัดจากเทศบาล ( Commune) ให้ไปลงนามเอกสารบัตรประจำตัวชั่วคราว (Resident card) มีคุณเฟียน่าพาไป เสียเงิน 15 ยูโร ในการทำจะได้ในเวลาสามถึงสี่สัปดาห์แต่ก็มีทางด่วนเหมือนกันได้บัตรภายในสามวันโดยต้องเสียเงิน 99 ยูโร ตอนนี้นักศึกษาทุกคนยังไม่มีบัตรนี้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวประเทศรอบๆได้เพราะวีซ่าที่สถานทูตออกให้เป็นแบบเข้าออกได้ครั้งเดียว (single entry) ทุกคน แม้ตอนขอจะขอแบบMultiple entry ก็ตาม แต่พี่เกษมบอกว่าของคนไทยถ้าเป็นพาสปอร์ตราชการเดินทางในยุโรปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ผมต้องขอเช็คข้อมูลก่อน

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม ตื่นเจ็ดโมงเช้า เท่าที่สังเกตมาเกือบทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่แอนท์เวิปมักจะท้องฟ้าแจ่มใสตลอดเหมือนเป็นใจให้คนออกไปพักผ่อน จับจ่ายใช้สอยกัน ช่วงเช้าผมก็ฝึกฟังเทปภาษาอังกฤษ อ่านคำศัพท์ ฝึกออกเสียง ซึ่งการฟังกับการพูดยังคงเป็นปัญหาอยู่ อาศัยทอล์คกิ้งดิคส์ช่วยสอนออกเสียงสลับกับฟังเทป ฟังข่าวซีเอ็นเอ็นหรือบีบีซี หลังทานอาหารเช้าแล้วก็ไปจ่ายตลาดซื้อของมาไว้สำหรับทำอาหาร ตอนบ่ายไปเล่นแบดมินตันกับฟุตบอลอย่างละชั่วโมงจนถึงบ่ายสามก็ปั่นจักรยานไปที่ไชน่าทาวน์ไปซื้อข้าวสารกับเครื่องปรุงอาหารที่ร้านสวัสดี ได้คุยกับคนขาย เขาถามว่ารู้สึกคิดถึงเมืองไทยหรือยัง ผมบอกว่าคิดถึงตั้งแต่มาวันแรกแล้ว เขาบอกว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนเมืองไทย เขาอยู่แอนท์เวิปมา 5 ปีแล้ว เรียนจบปริญญาโท เคยทำงานบริษัทฝรั่งที่เมืองไทยเงินเดือนๆละสี่หมื่น มาขายของอยู่ที่เบลเยียมรายได้เป็นแสน แต่พอกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยก็ไม่ค่อยอยากกลับมาทำงานอีก ข้าวสารยี่สิบกิโลกรัมสามารถบรรทุกมาที่เบาะหลังรถจักรยานได้สบายๆ

กลับมาถึงบ้านพักก็ต่อสไกป์คุยกับทางบ้าน ได้คุยกับแม่ ภรรยาและลูกๆทั้งสามคน คุยกับน้องขิมจะชอบให้ร้องเพลงด้วยกันที่ร้องบ่อยๆคือเพลงคนไกลเบอร์เก่า ร้องคู่กันสองคนพ่อลูกเหมือนตอนที่อยู่บ้านด้วยกัน น้องขลุ่ยบอกว่าอยากให้พ่อไปเที่ยวทะเลอีก อยากไปเก็บเปลือกหอย แล้วก็เอาเปลือกหอยที่เก็บไว้มาให้ดู ส่วนน้องแคนจะนั่งคุยกันนาน น้องแคนจะถามโน่นถามนี่ เล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปเล่นกีฬาตีแบดมินตันกับเพื่อนๆ ออกเงินกันไปเช่าวีซีดีมาดู บอกพ่อว่าอ่านหนังสือพระราชประวัติพระมาหากษัตริย์ไทยที่ผมซื้อมาให้จนถึงสมัยพระเจ้าบรมโกฐแล้ว ผมก็อาศัยช่วงที่คุยกับลูกสอนลูกไปด้วยในตัว เน้นเรื่องการเล่นกีฬา การอ่านหนังสือ การดื่มนมและให้เขาฝึกคิดเลข แคนถามผมว่าคิดเลขนี่ฝึกสมองซีกซ้ายใช่ไหมพ่อ ส่วนวาดภาพใช้สมองซีกขวา แล้วก็ถามผมว่า อากาศที่เบลเยียมหนาวพ่อไม่สบายบ้างหรือเปล่าและก็พ่อใช้โลชั่นทาตัวหรือเปล่า ผมก็บอกว่าพ่อต้องดูแลตัวเองเพราะไม่อยากป่วย ผมก็บอกว่าลูกก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ น้องแคนอายุสิบขวบแล้วจะย่างสิบเอ็ดขวบใกล้จะเข้าช่วงวัยรุ่นแล้ว ผมก็จะพยายามคุยกับลูกทุกวันเพื่อจะได้แนะนำอบรมเขาไปในตัว หลังจากคุยกับลูกแล้วก็มานั่งทำงานแก้ไขงานวิจัยที่ส่งไปเพื่อตีพิมพ์

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม วันหยุดสบายๆตื่นสายหน่อย อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส ช่วงเช้าอยู่เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า แล้วก็แก้ไขงานวิจัยการจัดการความรู้ที่ได้รับคืนมาให้แก้ไข พยายามอยู่หลายวันแล้ววันนี้ก็ทำจนเสร็จ ตอนบ่ายออกไปขี่จักรยานเล่นเกือบ 8 กิโลเมตร เลาะไปตามริมแม่น้ำสเกลด์ สังเกตว่าไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำเลยสงสัยว่าเขาข้ามกันอย่างไร ขี่จักรยานไปสักพักก็ไปเจอทางเข้าไปในอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำโดยบังเอิญก็เลยรู้ว่าเขาไม่ทำสะพานข้ามเพราะมีเรือสินค้าขนาดใหญ่ผ่านไปมาตลอดจึงทำเป็นอุโมงค์แทน ขากลับลอดอีกอุโมงค์หนึ่งมาโผล่ที่ใกล้ๆตัวเมืองพอดีเลย ฝั่งตรงข้ามตัวเมืองเป็นสถานที่พักผ่อนและบ้านพักเป็นหลังๆ

มาอยู่เบลเยียมในสภาพนักศึกษา ต้องทำอะไรเองทั้งหมด ไม่เหมือนตอนทำงานอยู่มีทีมงานคอยช่วยเหลือ ไม่ต้องลงมือทำเองหลายเรื่อง ทำให้ความสามารถหลายอย่างหดหายไป การมาเรียนครั้งนี้ก็เหมือนกับมาฝึกใช้งานใหม่ การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในครั้งก่อนๆ จะมีทีม มีบริษัททัวร์ ดูแลจัดการให้หมดทุกอย่าง เวลาเดินทางก็ไปกันเป็นกลุ่ม พอเดินทางมาเรียนที่เบลเยียมต้องจัดการเองทั้งหมด ไม่มีใครช่วยทำให้ ซึ่งก็ช่วยให้ได้เรียนรู้การเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศเอง ถ้ามีคนช่วยเราก็จะไม่พยายามเรียนรู้

เริ่มตั้งแต่การติดต่อรายละเอียดการเดินทางกับทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯที่จัดการเรื่องตั๋วให้เป็นตั๋วเครื่องบินของตุรกีแอร์ไลน์ ทางสถาบันฯซึ่งดูแลเรื่องทุนเป็นคนจัดการให้ แต่ผมก็ได้เข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทการบินเพื่อตรวจสอบเรื่องเวลา ทำให้รู้เรื่องการจองตั๋วของต่างประเทศ มีการไปทำวีซ่าเอง และก็เดินทางเองคนเดียว ไม่มีใครไปด้วยเหมือนครั้งก่อนๆ ก็เกรงๆอยู่เหมือนกัน สำหรับคนที่มีประสบการณ์คล่องแคล่วอยู่แล้วก็อาจจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผมแล้วค่อนข้างตื่นเต้นมาก ในใจลึกๆก็กังวลเหมือนกันแต่ใจก็คิดว่าเราต้องทำได้ คนอื่นๆเขายังทำได้เลย

ผมไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไปเช็คอินตอนประมาณสองทุ่มสี่สิบที่ช่องยู เครื่องบินจะออกเดินทางห้าทุ่มสามสิบห้า การเช็คอินไม่มีปัญหา กระเป๋าน้ำหนักเกินเล็กน้อย ไม่โดนปรับ หลังจากเขียนใบออกนอกประเทศแล้ว ก็เข้าไปในชิ่งสำหรับผู้โดยสารและไปรอขึ้นเครื่องในห้องพักผู้โดยสาร ตอนขึ้นไปบนเครื่องก็พบว่าเที่ยวบินนี้มีคนไทยไปหลายคน เป็นทีมงานของมหาวิทยาลัยที่จะไปดูงานที่เยอรมัน ตอนแรกผมคิดว่าตุรกีแอร์ไลน์ราคาน่าจะถูกและบริการไม่ดี แต่ก็พบว่าเขาบริการดีมาก สะอาด อาหารอร่อย เพียงแต่แอร์ฮอสเตสไม่ค่อยยิ้มเท่านั้นเอง ของการบินไทยยิ้มเก่งกว่าเยอะ ผมลองชิมไวน์แดงไวน์ขาวที่เขามาเสริฟด้วย นั่งเครื่องประมาณ 9 ชั่วโมง ไปถึงสนามบินอิสตันบูลประมาณหกโมงเช้าเวลาท้องถิ่น (ต่างจากเมืองไทยสี่ชั่วโมง) พอลงจากเครื่องบินก็มองหาป้ายที่จะบอกทางเพื่อไปต่อเครื่อง ป้ายไม่ค่อยมีนัก แต่ก็เดินตามๆกันไป พอถึงบันไดขึ้นก็มีเจ้าหน้าที่คอยชี้บอกทางแล้วก็ดูมอนิเตอร์ว่าเที่ยวบินของเราที่จะนั่งต่อไปนั้น เวลาไหน ที่ห้องไหน ก็ไปนั่งรอตรงนั้น ผมสังเกตว่าสนามบินอิสตันบูลก็สะอาดดีมาก ตอนลงเครื่องเจอคนไทยชื่อบี (ศศิกานต์) เป็นสาวอุตรดิตถ์มากับสามีชาวฝรั่งเศสชื่อฌองครู๊ด (Joannon Jean-Claude) เพิ่งแต่งงานกัน ได้คุยกันอยู่พักใหญ่ ทั้งคู่เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก ทั้งสองได้ชวนผมหาเวลาว่างไปเที่ยวบ้านเขาที่ฝรั่งเศสเมือง Roanne ด้วย หลังจากนั้นก็แยกย้ายกัน

ผมรอที่บริเวณตรวจบัตรขึ้นเครื่อง เครื่องบินลำที่สองนี้ลำไม่ใหญ่นัก ประมาณเครื่องการบินไทยที่บินระหว่างกรุงเทพฯ-พิษณุโลก เดินทาง 8 โมงเช้า ประมาณ 4 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินบรัสเซลส์ หลังจากตรวจพาสปอร์ตแล้วก็ไปรับกระเป๋าแล้วก็เข็นผ่านไปจุดที่ไม่สำแดง (Nothing to declare) ตอนเดินผ่านเจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามาจากไหน ผมบอกว่ามาจากเมืองไทย ดูท่าทางเขาจะขอค้นกระเป๋า ผมก็เลยบอกว่ามาเรียนหนังสือแล้วก็เอาเอกสารจากสถาบันให้เขาดู เขาก็ให้ผ่านไปได้แล้วเขาบอกว่าเขาคุยภาษาไทยได้เล็กน้อย ทางสถาบันให้แจน (Jan)มารับแล้วพาไปส่งขึ้นรถบัสไปที่แอนท์เวิป (ค่ารถ 8 ยูโร) ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงแอนท์เวิปรถบัสจอดที่บริเวณใกล้ๆสถานีรถไฟกลาง นั่งแทกซี่มิเตอร์ต่อไปที่สถาบันประมาณ 10 ยูโร เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย รถเก๋งคันหนึ่งวิ่งมาเบียดรถคันที่ผมนั่งไปแต่ไม่เป็นอะไรมาก คนขับเป็นผู้หญิงแต่ท่าทางห้าวน่าดู ถึงสถาบันก็กรอกเอกสารต่างๆแล้วเจ้าของบ้านพักคือจอสมารับไปที่บ้านพัก ผมต้องไปพักบ้านเขาชั่วคราวก่อนที่จะได้บ้านเช่าหลังที่อยู่ตอนนี้ ผมดูระยะทางที่บินจากเมืองไทยไปอิสตันบูลประมาณ 7,900 กิโลเมตร และจากอิสตันบูลถึงบรัสเซลส์อีก 1,968 กิโลเมตร บินด้วยความเร็ว 451 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระดับความสูง 10,973 เมตรจากพื้นดิน อุณหภูมินอกเครื่องบิน -53 องศาเซลเซียส

ก็นับว่าการเดินทางคนเดียวออกต่างประเทศแบบบินเดี่ยวของผมครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น จากที่เคยหวั่นๆก็มั่นใจมากขึ้น ผู้ช่วยที่ดีที่สุดของผมก็คือปาก ไม่รู้อะไร ก็ถาม ได้ความบ้าง ไม่ได้ความบ้างก็ไม่เป็นไร อีกอย่างก็คือตา ดูโน่นดูนี่ หาป้าย หาสัญลักษณ์ต่างๆ

ตอนนั่งเครื่องบินมานั้นใจก็นึกถึงเพลงที่ชอบร้องตอนออกค่ายอาสาพัฒนาก็คือ หนุ่มพเนจร ให้พลังใจได้เยอะเลย เคยฟังไหมครับ

“บนถนนหนทางซูเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจรกระเป๋าเดินทาง บินไปเถิดสู่ขอบฟ้ารางๆ โลกไม่ร้างเพราะชีวิตเจ้ายังบิน

บินบินบินบินไป บินไปบินไปเหมือนใจนี้ เสียงดนตรีบรรเลงเหมือนใจดิ้น แม้จะเจ็บปวดช้ำน้ำตาริน ปีกยังบินตายังจ้องมองทาง

บนถนนหนทางซูเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจรท่องไปตามฝัน ฝันของเจ้าดูเลิศล้ำลาวัลย์ ฝันเจ้าฝันว่าโลกพิสุทธิ์มะเลืองมะลัง

โอ้ยามนี้ระวีโรยแสงโรยลา สกุณาเจ้าบินตัดฟ้าสู่รัง บินไปเถิดเจ้านกน้อยผู้น่าชัง ตราบชีพยังชีวิตเจ้าก็ต้องบิน”

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

21 ตุลาคม 2550

17.05 น. ( 22.05 น.เมืองไทย )

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM



ความเห็น (6)

luk-mee
IP: xxx.123.171.205
เขียนเมื่อ 

เขียนได้น่าตื่นเต้น  น่าติดตาม  ได้สาระมีครบทุกรส  ขอขอบคุณที่กรุณาให้ประสบการณ์ผ่านตัวอักษร จะรอติดตามฉบับต่อไปค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณluk-mee

ขอบคุณครับที่มาช่วยให้กำลังใจในการเขียน ตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้สัปดาห์ละ 1 ตอน แต่บางช่วงก็อาจช้าไปบ้างตามภารกิจการเรียนครับ

เป็นบันทึกที่ยอดเยี่ยมน่าติดตาม อ่านสนุก มีสาระ เป็นตำราก็ได้ อ่านเล่นก็ดี

น่าพิมพ์จำหน่ายให้นักศึกษาแพทย์เป็น external reading นะครับ

แต่บุคคลทั่วไปก็จะเข้าใจความเป็นหมอได้ดีขึ้นครับ

ขอแสดงความเคารพอย่างสูงครับ

เขียนเมื่อ 
  • เป็นบันทึกที่ชวนให้ติดตามคะพี่หมอ
  • ขอบคุณคะพี่หมอ
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณกำลังใจสำหรับบันทึกเล็กๆของคนเล็กๆคนหนึ่งจากอาจารย์ ดร.แสวง และจากน้องนก ครับ

นภดล
IP: xxx.172.134.144
เขียนเมื่อ 

ICHD เรียนอะไร เรียนอย่างไร ประเมินอย่างไร

http://gotoknow.org/blog/nopadol/199890

หมายเลขบันทึก

140665

เขียน

21 Oct 2007 @ 22:32
()

แก้ไข

11 Feb 2012 @ 21:08
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก