การเยี่ยมบ้าน
กระบวนการดำเนินการเยี่ยม                 สิ่งที่ผู้เยี่ยมควรทำ คือ การเริ่มจากทบทวนวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมร่วมกับสมาชิกครอบครัว  ประเมินปัญหาเดิมของผู้ป่วยและปัญหาใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น  วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้น  วางแผนและให้การช่วยเหลือร่วมกับผู้รับบริการและสมาชิกในครอบครัว  รายการที่ควรประเมิน คือ การเคลื่อนไหว(immobility) ได้แก่ การประเมินกิจวัตรประจำวัน(Activities of daily living)ได้แก่การอาบน้ำ, การเคลื่อนย้าย, การแต่งตัว, การเข้าห้องน้ำ, การกินอาหาร และการปัสสาวะและอุจจาระ ประเมินว่าต้องการความช่วยเหลือในกิจกรรมเหล่านี้หรือไม่    ถ้ามีการช่วยเหลือเรียกว่ามีภาวะพึ่งพาในกิจวัตรประจำวัน    หรือประเมินการใช้เครื่องมือในกิจวัตรประจำวัน(Instrumental activities of daily living)ได้แก่  การใช้โทรศัพท์, การรับประทานยา, การไปตลาด, เตรียมอาหาร และทำงานบ้าน  ผู้เยี่ยมสามารถสังเกตกิจวัตรประจำวันได้หรือขอร้องให้ผู้รับบริการทำให้ดู  เพื่อพบว่ามีปัญหาในการพึ่งพาสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับผู้รับบริการและสมาชิกในครอบครัวได้ อาหาร(nutrition) ได้แก่ การประเมินลักษณะอาหาร, ชนิดของอาหาร ที่ผู้รับบริการและครอบครัวรับประทานว่าเหมาะสมกับโรคหรือภาวะที่เป็นหรือไม่  ประเมินการเก็บอาหาร เป็นต้น สภาพบ้าน(housing) ได้แก่ การประเมินสภาพบ้านครอบครัวที่ผู้เยี่ยมดูแล  เหมาะสมกับโรคที่ผู้รับบริการเป็นหรือไม่ เช่นผู้รับบริการเป็นวัณโรคควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่าง อากาศถ่ายเทได้สะดวก, ผู้รับบริการที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมควรที่จะนอนอยู่ชั้น1ของบ้านไม่เดินขึ้นบันได เป็นต้น เพื่อนบ้าน(other people) ได้แก่ การประเมินดูเพื่อนบ้านของครอบครัวที่ผู้เยี่ยมดูแล  ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเป็นอย่างไรบ้าน  เมื่อครอบครัวผู้รับบริการมีปัญหาเพื่อนบ้านสามารถให้การช่วยเหลือได้หรือไม่ การใช้ยา(medication) ได้แก่ ประเมินวิธีการใช้ยาผู้รับบริการ กินยาสม่ำเสมอและถูกต้องหรือไม่  ภาชนะที่บรรจุยาเหมาะสมกับโรคที่เป็นผู้รับบริการหรือไม่หรือเหมาะสมกับยานั้นหรือไม่ เช่นผู้รับบริการเป็นโรคข้อการหยิบยาจากซองยาทำได้ยากต้องบรรจุยาไว้ในขวดยา  ยาบางอย่างไม่ให้ถูกแสง เป็นต้น การตรวจร่างกาย(examination)  ได้แก่ การประเมินจากการตรวจร่างกายของสมาชิกในครอบครัว แหล่งให้บริการ(services) ได้แก่ การประเมินว่ามีแหล่งบริการอะไรบ้างที่สามารถช่วยเหลือผู้รับบริการภายในครอบครัวหรือในชุมชนได้ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข, ประธานชุมชน, อสม. เป็นต้น ความปลอดภัย(safety) ได้แก่ การประเมินสภาพบ้านผู้รับบริการ ตัวบ้าน, เฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก  เป็นต้น  ว่ามีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับครอบครัวในการอยู่อาศัยเหลือไม่ เช่น สายไฟที่เดินในบ้านใช้มานานควรจะเปลี่ยนหรือไม่, พื้นห้องน้ำลื่นเกินไปหรือไม่, บันไดบ้านชันหรือมีราวให้จับหรือไม่ เป็นต้น จิตวิญญาณ(spiritual)  ได้แก่  การประเมินในเรื่องของการค้นหาความหมาย, วัตถุประสงค์และความจริงในชีวิต  ความเชื่อและคุณค่าในสิ่งที่แต่ละบุคคลอาศัยอยู่  เรื่องของความรู้สึก  สิ่งที่อยู่ในจิตใจ  รวมถึงสิ่งที่บุคคลแสดงออกมาจากความเชื่อทางจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล  ส่วนของจิตวิญญาณจะมีผลต่อสุขภาพได้ เช่น นิกายในศาสนาบางนิกายห้ามเติมเลือดจากผู้อื่น  เมื่อผู้รับบริการานนั้นจำเป็นต้องผ่าตัดอาจต้องเตรียมการใช้เลือดของผู้รับบริการเองเมื่อจำเป็น เป็นต้น

เทคนิคที่ใช้ขณะเยี่ยมบ้าน

                ขณะที่เยี่ยมบ้าน  ผู้เยี่ยมสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล เพื่อประเมินครอบครัวและวางแผนในการช่วยเหลือ  วิธีที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและให้การช่วยเหลือได้แก่ 1.       การสัมภาษณ์  โดยมีหลักคือฟังด้วยความเห็นใจ, ใช้คำถามเปิด, อย่าแสดงความรีบร้อน, อย่าขัดจังหวะ 2.       การสังเกต ในสิ่งที่ ผู้รับบริการและสมาชิกภายในครอบครัวทำ  สังเกตสภาพบ้านและเพื่อนบ้านได้ 3.       การให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา 4.       การตรวจร่างกาย การติดต่อกับผู้ป่วยและครอบครัวก่อนการเยี่ยม                 โทรศัพท์นัดหมายเวลาเยี่ยมครอบครัวหรือติดต่อกับครอบครัวที่จะเยี่ยมก่อน  เพื่อไม่ต้องเสียเวลาในการไปเยี่ยมเมื่อไม่มีสมาชิกในบ้านอยู่  หรือกรณีที่สมาชิกในบ้านหรือผู้รับบริการไม่สะดวกที่จะให้เยี่ยมบางเวลา  และครอบครัวควรต้องมีเบอร์ติดต่อของผู้เยี่ยมด้วยเพื่อใช้ในการติดต่อกลับ  กรณีที่สมาชิกของครอบครัวต้องการติดต่อกลับเพื่อปรึกษาหรือต้องการให้เยี่ยม  โดยมีข้อตกลงของการให้บริการทั้ง 2 ฝ่ายก่อนว่าสะดวกที่จะให้เยี่ยมบางเวลา  และครอบครัวควรต้องมีเบอร์ติดต่อของผู้รับบริการด้วยเพื่อใช้ในการติดต่อกลับ  กรณีที่สมาชิกของครอบครัวต้องการติดต่อกลับเพื่อปรึกษาหรือต้องการให้เยี่ยม  โดยมีข้อตกลงของการให้บริการทั้ง 2 ฝ่ายก่อน

  การสร้างสัมพันธภาพ        ในการลงดูแลสุขภาพที่บ้านนั้น ในขั้นตอนแรกเราควรมีการสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นระหว่างผู้รับบริการและผู้เยี่ยม เพื่อเป็นการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นศรัทธาต่อผู้รับบริการ อีกทั้งยังเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำไปวางแผนการดูแลสุภาพของผู้รับบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้รับบริการและผู้เยี่ยมให้มากที่สุด ซึ่งการสร้างสัมพันธภาพนั้นเริ่มตั้งแต่การพูดคุยในเรื่องทั่วไป การสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ความเป็นอยู่  สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป การดำรงชีวิต เป็นต้น โดยการสอบถามต้องมีความเป็นกันเองให้มากที่สุด เพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้รับบริการและผู้เยี่ยมอันจะทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด การเข้าถึงครอบครัว
        
ในการลงดูแลสุขภาพที่บ้านนั้นขั้นตอนแรกควรมีการสร้างสัมพันธภาพให้เกิดขึ้นระหว่างผู้รับบริการและผู้เยี่ยม   เพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้รับบริการและผู้เยี่ยมอันจะทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด  นอกจากนั้นเราควรที่จะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวด้วย เพื่อที่จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆของครอบครัวได้อย่างเต็มที่ โดยได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างดีในการให้ข้อมูลต่างๆ อันจะก่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพครอบครัวได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

การสิ้นสุดการเยี่ยม
            ในการลงดูแลสุขภาพที่บ้านนั้น  ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการประเมินผลการเยี่ยม เพื่อที่จะสิ้นสุดการเยี่ยมโดยที่เราต้องมีการบอกผู้รับบริการว่าในการเยี่ยมครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย เป็นการป้องกันผู้รับบริการติดผู้เยี่ยมอันจะเป็นปัญหาตามมาในภายหลัง  ในการสิ้นสุดการเยี่ยมหรือการสร้างสัมพันธภาพนั้นผู้เยี่ยมต้องมีการประเมินแล้วว่าในการเยี่ยมที่ผ่านมาเราได้ให้อะไรแก่ผู้รับบริการและผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการเยี่ยมมากน้อยเพียงใด เพื่อให้การดูแลสุขภาพที่บ้านเป็นไปตามวัถุประสงค์และตรงตามความต้องการของผู้รับบริการและผู้เยี่ยมให้มากที่สุด อีกทั้งก่อประโยชน์ให้แก่ผู้รับบริการมากที่สุด

การแสวงหาความช่วยเหลือให้กับครอบครัว
                ในการลงดูแลสุขภาพที่บ้าน หากครอบครัวที่ดูแลอยู่มีปัญหาที่จะต้องส่งต่อให้กับผู้ที่เชี่ยวชาญดูแลเป็นพิเศษ  ผู้เยี่ยมควรที่จะแสวงหาความช่วยเหลือให้กับครอบครัวโดยการติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยประสานงานเพื่อส่งต่อผู้รับบริการให้ได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง เช่น ติดต่อประสานงานกับสถานีอนามัยโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยงข้องกับผู้พิการ เพื่อส่งต่อให้ได้รับการบริการทางสาธารณสุขที่ทั่วถึงและเท่าเทียม