"เราต้องทำใจให้ได้..หักห้ามใจให้ได้....เท่านี้ก็เท่านี้...ถ้าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้..."

  คืนที่ ๒ หลังแต่งงาน : หลังจากที่ผมพยายามจัดการรายรับรายจ่ายและตัดเงินออก ๒ หมื่นกว่าบาท เพื่อจัดเตรียมไว้สมทบสร้างกุฏิที่วัดท่ายางกลาง อ.เมือง จ.ชุมพร ช่วงเย็น ญาติๆ มารวมตัวกัน และซื้ออาหารหวานคาวมาร่วมรับประทานกับในบ้าน พร้อมกับชมภาพถ่ายที่ได้ถ่ายไว้ในงาน ตกค่ำ ผมขึ้นไปบนห้องพร้อมกับคู่ชีวิต เราได้คุยถึงความหลังเมื่อครั้งเจอกันใหม่ๆ มีเรื่องราวอะไรบ้างที่เราผ่านมา ที่เดิมที่เราได้นอนในคืนก่อน ไม่นานทุกอย่างก็เงียบลง ผมไม่ได้หลับ ผมกลับปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่เธอสิ หลับก่อนอีกแล้ว งั้นก็เหมือนเดิมคือ ให้เธอนอนให้ดี ผมเดินลงไปชั้นล่างไปดูญาติๆ ประมาณเที่ยงคืนกว่าจึงเดินขึ้นมานอนบนเตียงซีกขวาและหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน

คืนที่ ๓ หลังแต่งงาน : ประมาณบ่ายโมง แม่ แม่เฒ่า ญาติๆ และน้าๆ ขึ้นรถกระบะของน้า มุ่งหน้าไปแหลมสมิลา เอาเสื่อไปปูนั่งบนหาดทราย คนเยอะมาก ทราบว่าเป็นวันรายอ หวันมุ้งมิ้ง ผมและคู่ชีวิตวิ่งลงไปเล่นน้ำในทะเล พร้อมกับหลานอีก ๒ คน ผมสอนให้เธอว่ายน้ำให้เป็น เพราะเกรงว่า วันหนึ่งถ้าไม่มีผม ผมจะช่วยตัวเองในการว่ายน้ำไม่ได้ โดยผมเป็นหลักให้เธอเกาะแล้วใช้เท้ากระทุ้งน้ำ ผมใช้มือประคองที่ท้อง เพื่อให้เธอลอยตัวและหัดว่ายน้ำ ผมให้เธอเกาะคอเดินเล่นคลื่นริมหาด แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะว่ายน้ำเป็น

  ญาติเรียกให้ขึ้นจากน้ำเพื่อกลับบ้าน เราสี่คนจึงรีบไปอาบน้ำจืด เปลี่ยนเสื้อผ้า กลับมาถึงบ้าน ญาติหลายคนก็ขอกลับไปนอนที่บ้านของตนซึ่งอยู่ต่างอำเภอ จะมีก็น้าเขย น้าสาว ที่มาจากภูเก็ต น้าชายที่มาจากอุบลราชธานี แฟนน้าที่มาจากควนเนียง อา แม่ และหลานๆ ช่วงค่ำ ผมและคู่ชีวิตก็เดินขึ้นไปบนห้อง ผมนั่งปลายขอบเตียงด้านขวา เธอนั่งปลายขอบเตียงด้านซ้าย เปิดทีวีไปด้วย คุยกันไปด้วย ตอนหนึ่ง เธอกล่าวหาว่าผมนั้นเป็นคนดื้อ และดื้อแบบดัน ผมรับทันทีว่า ใช่ และเล่าให้เธอฟังถึงชีวิตของผมตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะถ้าผมไม่ดื้อ ผมจะไม่ได้เรียนหนังสือ ผมโม้ให้เธอฟังว่า ผมเรียนจบปริญญาตรี เสียเงินไปเพียง ๕๐๐ บาทเท่านั้น ไปสอบเข้าปริญญาโท ไม่ได้อ่านหนังสือสักตัวเดียว เธอแย้งว่า จะเป็นไปได้อย่างไร ผมก็บอกว่า ต้องเป็นไปได้สิ ก็เราเรียนต่อในสายที่เราเรียนมา อย่างไรเสียก็ไม่เกินความสามารถ ส่วนเธอก็เล่าให้ฟังถึงชีวิตสมัยเรียน สุดท้ายก็บอกว่า ต้องขอบคุณอาจารย์ที่เข้มงวดวิชาเคมี ตอนเรียนนั้น ตั้งใจว่า หลังจากเรียนจบ จะเผาหนังสือวิชานี้เสีย เมื่อเรียนจบก็ไม่ได้เผา แต่ให้คนอื่นไป เมื่อมาเรียนปริญญาตรีจึงรู้ว่า....ขอบคุณอาจารย์มากๆ และอีกหลายๆ เรื่องของนักเรียน ม.๖ เกรด ๒ กว่า กลับไปเรียนปริญญาตรีดีกว่าเพื่อนๆที่จบมาด้วยเกรด ๓ ขึ้น ผมสรุปในตอนท้ายในใจว่า อืมม นี่ละมั้ง โรงเรียนบางโรงเรียนปล่อยเกรด อยากให้นักเรียนมีเกรดสูงๆ แต่พอไปเรียนเข้าจริงก็ไม่รู้เรื่อง แตกต่างจากโรงเรียนที่เรียนแม้แต่ภาคฤดูร้อน ติวให้นักเรียนมีความรู้จริงๆ แม้เกรดจะออกมาไม่ได้ แต่การได้ทำอะไรๆ มาอย่างหนัก กลับเป็นผลดีในภายหน้าได้

          เราคุยกันพักใหญ่ จึงเดินลงไปข้างล่าง สี่ทุ่มกว่า ผมต้องการเข้าห้องน้ำ จึงขึ้นไปห้องนอน (มีห้องน้ำส่วนตัว) และอาบน้ำไปด้วย ขณะนั้น ผมเหมือนได้ยินเสียงคนเปิดประตู ผมเรียกชื่อเธอ แต่ไม่มีใครขาน ผมอาบน้ำเสร็จ แต่งตัวเตรียมพักผ่อน เดินลงข้างล่าง เพื่อไปหา ว่าเธออยู่ที่ไหน หาเท่าไรก็ไม่เจอ จึงขึ้นมาข้างบน เข้าใจว่าเธอจะนอนอยู่บนเตียง สิ่งที่ผมเห็นกลับไม่ใช่ ปรากฏกว่าเธอนั่งข้างเตียง มือจับที่นอนและหน้าเกยที่นอนอยู่ ผมเรียกเธอ เอามือไปขยับ เธอเงยหน้าขึ้น ผมเห็นตาเธอแดง หน้าตาอิดโรย ผมถามเธอว่า อ้าวทำไมนั่งอยู่ที่นี้ เธอบอกว่า แอบเข้าห้องมาตั้งแต่ผมเข้าห้องน้ำ กะว่าจะตุ๊กแกผมเมื่อผมออกจากห้องน้ำ แต่ผมอาบน้ำนาน จึงหลับไป โดยไม่รู้ว่าผมอาบน้ำเสร็จตอนไหน ผมหัวเราะด้วยความเอ็นดู โถ โถ นึกว่าจะได้ตกใจเพราะเธอตุ๊กแก แต่เปล่าเลย.... ผมให้เธอไปอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จ เราจึงนอน โดยเธอเอาหมอนข้างสีน้ำเงินเป็นรูปโดเรม่อนขนนิ่มวางไว้กลาง ผมนอนหงายซีกขวา เธอนอนหงายซีกซ้าย ผมนอนพักหนึ่งจึงนึกขึ้นได้และพูดออกไปว่า "เอ๊ะ เราแต่งงานกันแล้ว ทำไมต้องเอาหมอนข้างมาคั่นกลางด้วย" จากนั้นก็มองหน้ากันพร้อมกับหัวเราะฮาใหญ่ ในใจผมก็คิดว่า "เออเนอะ แปลกคน" เธอบอกว่ากลัวผมจะรังเกียจ ผมตอบไปว่า มีอะไรน่ารังเกียจหรือ (ปกติจะนอนไม่ค่อยหลับหากมีใครนอนข้างๆ...ประมาณว่าอยู่คนเดียวมานาน) จากนั้นเราก็นอนหงายโดยไม่มีหมอนข้างคั่นกลางเหมือนคืนก่อนนั้น และหลับไป.......

คืนที่ ๔ หลังแต่งงาน : ช่วงบ่ายของวันที่ ๔ เราไปเที่ยวภูเก็ต อันเป็นบ้านของน้า กินอาหารอร่อยๆ เรียกว่าเป็นการรวมญาติทีเดียว กลางคืนตางคนต่างนอนด้วยความอ่อนเพลีย คืนที่ ๕ เราสองคนขอตัวกลับก่อน เพราะเธอต้องไปเข้าเวรในบ่ายวันรุ่งขึ้น ส่วนญาติๆ จะกลับทีหลัง เราหลับกันในรถโดยไม่รู้ว่ารถจอดทานข้าวที่ไหน เมื่อไร คืนที่ ๖ เธอไปเข้าเวร คืนที่ ๗ เธอไปเข้าเวร คืนที่ ๘ ผมกลับปทุมธานี และนอนที่ห้องพักของผมเองเพียงคนเดียว....นี่แหละหนอชีวิต "เคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น" เสียงโทรศัพท์มาตามสายระหว่างเดินทางกลับปทุมธานี "คิดถึงพี่จัง..กลับมาห้องแล้วใจหายเมื่อไม่มีพี่" ผมตอบไปว่า "เราต้องทำใจให้ได้..หักห้ามใจให้ได้....เท่านี้ก็เท่านี้...ถ้าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้..."