(ปลูกต้นไม้ ร่องกลางปลูกหญ้า ปล่อยวัวออกมากินบ้างเกี่ยวให้บ้าง) 

จากบ้านไปหลายวัน คิดถึงเพื่อนที่อยู่รอบๆ จึงออกไปเยี่ยมต้นไม้ใบหญ้า นกหนูปูปลา น้ำหมอกน้ำค้าง หมูเห็ดเป็ดไก่ ถามไถ่กันว่าอยู่กันดีหรือไฉน  เดินไปช้าๆทักทายต้นนู้นต้นนี่ นึกได้ว่า นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ คุณหมอเจ้าประจำของเราแนะนำอย่าได้ขาดเรื่องออกกำลังกาย..

 
(ปลูกกราวเครือขาวไว้ทำครีมหน้าเด้งแจกลูกสาว ส่วนกระชายดำปลูกไว้ให้ลูกชายโด๊บนกเขา)

การออกกำลังแบบเบา (low intensity) หมายถึงการออกกำลังที่ไม่ทำให้เกิดการหายใจเร็ว หรือเหงื่อออก เช่น เดินช้าๆ ฯลฯ การออกกำลังแบบนี้ทำให้อัตราการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้นชั่วคราวเฉพาะช่วงที่ออกกำลังวิธีที่ดีกว่าคือ การออกกำลังแบบ "หนักๆ เบาๆ" สลับกัน นั่นคือ ออกกำลังวันแรกให้หนักจนเกิดอาการปวดเมื่อยบ้าง วันต่อไปออกกำลังเบาๆ จนกระทั่งอาการปวดเมื่อยน้อยลง แล้วกลับไปออกกำลังอย่างหนักอีก ทำอย่างนี้สลับกันจะได้ผลดี และประหยัดเวลา

  

                        (โปรตีนไม่ต้องห่วง ทั้งหมูทั้งเป็ดออกลูกยั้วเยี้ย) 

บังเอิญช่วงนี้ทำท่าเบื่ออาหารเสียด้วย จึงเลือกทอดน่องช่วงบ่ายแก่ๆมีแดดอ่อนๆลมพัดเบาๆ เดินไปถ่ายรูปไประยะทางประมาณ1กม. ได้เหงื่อซึมๆนิดๆเหมือนกันนะครับคุณหมอ สังเกตได้ว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ทำงานหน้าที่เสริมสร้างโลกกันทั้งนั้นเลย ต้นไม้ใบหญ้าหาอาหาร เอาความชื้นและแสงแดดมาบำรุงตนเองให้เติบโต เพื่อผลิตอ็อกซิเจน ให้ร่มเงา ทิ้งใบเป็นที่อยู่อาศัยและอาหารจุลินทรีย์..  กลับเข้าบ้านรอให้เหงื่อแห้งเลยมานั่งเขียนBlogนี่แหละ บันทึกเสร็จก็จะไปอาบน้ำทาแป้งให้เอี่ยมอ่องเหมือนไหซองกระเทียมดองกาดต้นลำไย

  

  

   

       (ปีนี้ฝนดีผักผลไม้ แก่นตะวันเจริญดี ส้มโอไม่ขื่นกำลังอร่อย) 

 ช่วงที่นั่งเครื่องกลับบ้าน  ระหว่างบินผ่านจังหวัดนครราชสีมา มองลงไปเห็นน้ำหลากเต็มท้องทุ่ง ปีนี้น้ำท่วมโคราชอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปริ่มๆยอดหลักกิโลเมตรแถวอำเภอสูงเนิน น้ำพวกนี้จะไหลลงลำพังชู ลำมาศ แล้วก็ลงน้ำมูลที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านมาทางสตึกบ้านผมนี่แหละ ทางการประกาศว่าปีนี้บุรีรัมย์มีปัญหาอุทกภัย9อำเภอ สมาชิกไร่นาสวนผสมผมโดดเต็มๆ ปีที่แล้วเรือกสวนบ่อปลาก็ล่มไปรอบหนึ่ง มาปีนี้ซ้ำหนักมากกว่าเก่า จะโอดกาเหว่ากันยังไงบ้างก็ไม่รู้ เฮ้อ! เฮ้อ! และ เฮ้อ..   

 (เมล็ดหญ้าใกล้จะแก่ อีกหน่อยนกคงพากันมาจัดปาร์ตี้สนุก)

นายอัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แกจับประเด็นเรื่องโลกร้อนมาอธิบายจนปรุโปร่ง ทำให้ประชากรโลกเข้าใจกันขึ้นมาบ้าง สมควรแล้วที่ได้รับรางวัลโนเบล ในฐานะผู้จุดประกายเรื่องนี้อย่างทะลุทะลวง แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังยากจะตระหนก คงฟังไปยังงั้นๆ ในเมื่อยังไม่มีใครลงกระทะทองแดงให้เห็นจะๆกับตา  

โลกเริ่มส่ออาการ และเตือนมนุษย์อย่างเขม็งเกลียวมากขึ้น เช่น กรณีสินามิ พายุหมุนทั่วโลก หรือแม้แต่อาการฝนตกชุกปลายปีอย่างในบ้านเรานี่ก็เถอะ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราเผชิญโดยตรง นอกจากนี้ยังมีภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นมาซ้ำเติมกันเอง เช่นเรื่องราคาน้ำมันที่จะปั่นขึ้นไปถึง100ดอลลาร์ในไม่ช้านี้ ประเทศที่มีรายได้ดีพัฒนาไปได้ตามควรจะไม่กระทบมากนัก แต่ประเทศที่พัฒนาแบบสำออยร้อยลิ้น เล่นโวหารเล่นทฤษฎีตีฝีปากแต่ไม่ลงมือทำอะไร จะเป็นยังไม่รู้เลย

ท่านไร้กรอบชวนคนไปหาที่อยู่บนภูเขา ปลูกเผือกปลูกมันไว้ ท่านบอกเราเองว่าวิกฤติมาถึง2-3ปีแล้ว เพียงแต่มันรอจังหวะอาละวาดเท่านั้นเอง เอาง่ายๆ..เขาทำนายว่าปีนี้จะหนาวจับใจ ใครยังหาคู่เคียงไม่ได้ก็ต้องเตรียมผ้าผวยผ้านวมไว้หลายๆชั้น หาถุงน้ำร้อนประคบหัวใจให้อบอุ่น อย่าเย็นใจเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นหัวใจเย็นชืดเหมือนโดนแช่แข็งละแย่เลย อิอิ ..