ที่สำคัญคือ ชอบถูกผีหลอก ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่เคยชอบสักนิด

วันที่ 18 ตุลาคม 2550

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ 24 ของการใช้ชีวิตที่สิงคโปร์ ผมนับถอยหลังไปก็เหลือ 27 วันครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อคืนหว่องฟุกส่ง SMS มาบอกว่า อาร์เธอนัด round วันนี้เวลา 7 โมงตรง เพราะว่าคนไข้เริ่มผ่าตัด 8.30 น. ผมก็ตอบกลับไปว่า ทีมเรามีคนไข้ 3 คนเท่านั้น ผมจะเริ่มเวลา 7.30 ครับ หว่องฟุกก็ตกปากรับคำกับผมว่า OK เราจะ round ด้วยกัน ดังนั้นวันนี้ผมจึงออกจากบ้านเวลา 7.15 น.ครับ เมื่อไปถึงวอร์ดก็พบว่ามีบันทึกการมา round กระดาษของเพื่อนชาวฟิลิปปินส์เรียบร้อยแล้ว (ปล. Round กระดาษนั้นหมายถึง มาดูแฟ้มอย่างเดียว ไม่ได้เห็นหน้าหรือไปดูคนไข้เลย) ผมกับหว่องฟุกเลยมองหน้ากันเด๋อด๋า นี่มันจะตลกกันไปใหญ่แล้วนะเนี่ย เธออยู่อีกทีมหนึ่ง แต่ดูเหมือนเธออยากจะร่วมกับทุกทีมกระมัง งงงง ส่วนอาร์เธอนั้นตกลงว่าไม่ได้ round กับเราทั้ง 2 คนหรอกครับ เพราะคนไข้ที่เขาต้องดูแลอยู่อีกทีมหนึ่งนั้นมากกว่าทีมผมอยู่หลายคนเลย ต้องรีบไปดู <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมเข้าห้องผ่าตัดตอน 8.15 น.เพื่อเตรียมคนไข้ให้เรียบร้อยก่อนที่ครูจะเข้ามา วันนี้มีหมอผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะจากโรงพยาบาลชางฮีมาดูครูผมผ่าตัดใส่ TVT-O ด้วย ระหว่างที่ผ่าตัดนั้น พยาบาลจากห้อง 3 ก็เข้ามาครูหลายหน บอกว่าจะเริ่มบล็อกหลังคนไข้ (ห้อง 3) ได้หรือยัง ท่านก็เป็นนักบริหารเวลาครับ บอกว่าจะไปภายในเวลาอีกกี่นาที แต่เธอเข้ามาหลายหนมากเพราะครูช้าไปประมาณ 15 นาที ครั้งสุดท้ายท่านบอกให้ผมออกจากช่วยท่านตอนนี้ไปเริ่มการผ่าตัดที่ห้อง 3 ก่อนได้เลย และระหว่างที่ผมกำลังล้างมือเตรียมตัวใส่ชุดผ่าตัดอยู่นั้น ท่านก็เดินเข้ามาโวยวายใหญ่ ผมก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้ยังหัวเราะกันอยู่เลย พยาบาลกระซิบว่า หมอดมยาบ่นว่า เธอเตรียมคนไข้รอนานเป็นชั่วโมงแล้ว เท่านั้นแหละ ครูผมถึงกับฉุนกึ๊ก เดินเข้ามาเอาเรื่องทันที ท่านบอกว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านจะให้คนไข้รอนานขนาดเป็นชั่วโมง แล้วก็เรียก sister มายันเรื่องเวลากัน แล้วให้ไปตาม consultant ของหมอดมยาที่เป็น MO คนนี้มา เรื่องราวก็แค่การบ่นเท่านั้นเอง เป็นเรื่องใหญ่โต แล้วไม่นานเธอก็หายออกไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ว่าถึงหมอคนนี้ผมก็เคยเจอและมีความประทับใจในตัวเธอมากเหมือนกัน เธอสวยและสาว สวยใช้ได้เลยทีเดียวแหละครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่เขาเตรียมตัวดมยาคนไข้อยู่นั้น ได้ทำ mask ที่ครอบจมูกคนไข้หล่น ผมว่างอยู่จึงเดินไปหยิบขึ้นมาให้ เชื่อไหมว่า ไม่มีคำขอบคุณหลุดออกมาจากปากเธอเลยสักคำ ความประทับใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะว่ามีครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะเสร็จการผ่าตัด กำลังเย็บช่องคลอดช่วงสุดท้าย เธอถามว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ อาร์ลีนบอกว่าครึ่งชั่วโมง ผมนึกในใจว่า บ้าแล้ว 3 นาทีก็พอ ไม่ทันจะคิดจบเธอก็ตะคอกข้ามหัวมาเลยว่า อะไรนะ!!” ผมก็เลยค้อนใส่หมอดมยาคนสวยคนนี้เข้าขวับหนึ่ง ทำไมมันต้องส่งเสียงแบบนี้ออกมาด้วย (วะ) ว่าแล้วเธอก็เริ่มกระบวนการทำให้คนไข้ฟื้นจากการสลบ โดยที่ไม่ได้ดูว่าเรายังเย็บไม่เสร็จ ผมนี่ฉุนกึ๊ก แต่ก็นั่นแหละ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามมาทันในวันหนึ่ง อย่างเช่นวันนี้ไงครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เรื่องยังไม่จบลงง่ายๆ ว่าแล้วครูก็หับขวับมาทางผมแล้วพูดว่า ธนพันธ์ ทำไม you จึงบอกให้เขาเริ่ม block หลัง รอนานเป็นชั่วโมง หา อ้าวครูผม ไหงเป็นงั้นล่ะ ผมจึงโพล่งออกไปอย่างดังแบบลืมตัวว่า “Why do you ask me like this? อย่างนี้ก็สวยสิครับทั่น ก็เห็นๆอยู่ว่าผมอยู่ที่ห้อง 8 ตั้งแต่เช้า แล้วมาลงที่ผมได้ยังงาย แต่ผมก็ทราบครับว่าท่านกำลังประชดประชันอย่างแรง แล้วผมก็เริ่มผ่าตัดไปของผมต่อ วันนี้ได้โชว์หมอที่มาดูงานด้วย เพราะว่าครูให้สอด TVT-O ตลอดทั้ง case อัซมาจากบรูไน (ซึ่งตอนนี้เธอต้องตามผมตลอดเลยเชียว เพราะครูมอบหมายไว้) ก็พึมพำข้างๆว่า ดูยังกะทำง่ายๆเลย ครูก็บอกว่า ผู้ชายมักจะเรียนรู้เร็ว เล่นเอาผมงง ตั้งตัวไม่ทัน ว่าทำไมท่านพูดอย่างนั้น อัซมามาแอบเล่าว่า เมื่อตะกี้อีกห้องหนึ่งอาร์ลีนทำไม่สำเร็จ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมเลิกผ่าตัดก็ราว 2 โมง ต้องลงไปดูคนไข้ของครูลีที่มีปัญหาที่คลินิก 1 ราย ในช่วง 2 เดือนนี้ครูลีลาพักร้อนทุกพฤหัสบ่ายครับ ผมเลยต้องเสมือนหนึ่งผ่าตัดทั้งวัน หาเรื่องหนีออกไปก่อนไม่ได้ (ฮา) ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก ออกจากห้องผ่าตัดมาก็เจออาร์เธอ เขาถามว่า เป็นไง ถูกครูด่ามั้ย ผมก็ say no ออกไป แล้วถามว่าทำไมต้องด่าผม เขาก็บอกว่าเรื่องที่เล่าเมื่อวานยังไงล่ะ ผมก็ตอบว่า ผมไม่เคยกังวลเลย เรื่องการถูกด่าหรือไม่นั้นไม่เคยทำให้ผมเครียดเกินความจำเป็น วันๆมีเรื่องให้เครียดได้ตั้งมากมาย ถ้ามามัวเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาคิดวนเวียนในหัว ก็ไม่พักต้องทำอะไรกันพอดี และที่สำคัญก็คือว่า งานนี้ผมไม่ผิด ถ้าผิดผมจะไม่เสียใจและยินดีขอโทษด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่ผิดแล้วมาด่ากัน ผมก็ไม่เคยยอม ไม่เคยเห็นผมเถียง boss ของ you เหรอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ว่าถึงเรื่องเครียดนี้ก็ยังมีเรื่องเล่า เมื่อตอนเที่ยงหว่องฟุกเพื่อนผม เดินพึมพำเข้ามาในห้องผ่าตัด เขาบ่นว่าอาหารมื้อเที่ยงวันนี่รสชาติไม่ได้เรื่องเลย สงสัยต้องไปบอก sister ซะแล้ว ถึงตาที่ผมต้องไปกินบ้าง เมื่อกินเสร็จแล้วเดินเข้ามาในห้องเขาก็ถามว่าเป็นยังไง ผมบอกว่า no problem ก็แค่กินหมี่กับน้ำเปล่าแค่นั้น เขาถึงกับฮากันลั่นห้องผ่าตัด  ทั้งหมอ ทั้งพยาบาล หว่องฟุกบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากผมก็คือ อะไรก็จะไม่มีปัญหา ผมเลยถามกลับไปว่า แล้วจะไปมีมันทำไม เขาก็บอกว่า นั่นน่ะสินะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                วันนี้ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก 2 คน หมอคู (ซี เค คู) เป็น registra วันนี้มาผ่าตัดกับผม กับอีกคนหนึ่งคือ หมอลอ คนนี้เพิ่งได้เป็น associate consultant ในหน่วยผ่าตัดส่องกล้องเมื่อ 2 หรือ 3 เดือนที่ผ่านมานี้นี่เอง คนนี้เห็นหน้ามานานแล้ว เคยช่วยเขาผ่าตัดส่องกล้องเมื่อตอนที่เขาเป็น registra ด้วย แต่ไม่เคยได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวสักที วันนี้เลยเม้าท์แตก</p> ตอนเย็นผมมีนัดกินข้าวเย็นกับพี่วิภรณ์จากบริษัท J&J เขามาประชุมผู้บริหารกัน นัดเจอกันที่ Breworks เวลา 6 โมงครึ่ง ก็ไปตรงเวลาเป๊ะ แต่พี่ปุ้ยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พี่แจ๊คมาด้วยเช่นเคย พี่แจ๊คเป็นผู้บริหารที่ดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจเบาหวาน เราเจอกันเมื่อเดือนกว่าๆที่แล้วที่ไปกินกันที่ตึกทุเรียนไงครับ หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอก็เริ่มสั่งเบียร์มาดื่ม วันนี้ได้ลองสั่งแบบแก้วเล็กๆที่เป็น tester มาดื่มครับ มี 4 ชนิด พี่ปุ้ยสั่งอาหารมานั่งกินเล่น เพราะเขาจะไปกินกันที่ภัตตาคาร Jumbo ที่อยู่ข้างๆเป็นมื้อใหญ่ ระหว่างนี้จะได้รอหมอหนุ่มจากพระมงกุฎ และอีกทีมหนึ่งจะมาร่วมอีก 2 คน ซึ่งผมยังไม่รู้จัก ผมได้ยินพี่ปุ้ยสั่ง buffalo wing มากินก็นึกแปลกใจ ไม่คิดว่าพี่จะกินเนื้อควายด้วย ผมน่ะชอบอยู่แล้ว ยิ่งกินกับเบียร์นี่ก็น่าจะยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นมาซักที มีแต่ไส้กรอก ปลาทอดและไก่ย่าง เลยถามไปว่าเนื้อควายอยู่ไหน เล่นเอาพี่แจ๊คงง เพราะเขาไม่ได้สั่งเนื้อควายมากิน เขาสั่งไก่ย่าง ปีกไก่ย่างน่ะครับ เขาเรียก buffalo wing พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ปีก(ไก่)ควาย<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ไม่นานนักอีกทีมหนึ่งก็มาถึง เป็นหมอจากโรงพยาบาลขอนแก่นที่มาเรียนผ่าตัด endoscopic colorectal surgery ชื่อสมชาย เขามาที่นี่ได้เดือนกว่าๆแล้วแต่พวกผมไม่รู้เรื่อง งานเลี้ยงเมื่อวานที่เลี้ยงส่งเท้งน่ะ ก็เลี้ยงรับเขาด้วย แต่สมชายหรือหมออ้วนไม่ได้มาร่วมงาน ตอนนั้นก็งงงงอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่เป็นไร วันนี้มาแล้ว เลยได้รู้จักกัน เขาอายุน้อยกว่าผม 1 ปี (แต่นั่นแหละ เผลอยกมือสวัสดีอย่างนอบน้อมไปแล้วเรียบร้อย) อ้วนมากับพี่จากบริษัท J&J อีกคนหนึ่ง ชื่อพี่เชอร์รี่ พี่ปุ้ยบอกว่าให้เรียกว่า พี่ลี่ ผมก็นึกในใจว่า น่าจะเรียกว่าพี่รี่ไม่ใช่เหรอ แต่คิดไปคิดมา พี่ลี่เพราะกว่าเยอะเน๊าะ พี่ลี่น่าจะอยู่ในสายงานของเครื่องมือผ่าตัดทางศัลยกรรมครับ คุยสนุกสนาน หัวเราะเก่งชะมัด ที่สำคัญคือ ชอบถูกผีหลอก ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่เคยชอบสักนิด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เรารอจนหนุ่มมาถึงก็ย้ายไปกันที่ร้าน Jumbo ต่อเลย โชคดีมากเพราะว่าได้ที่นั่งริมแม่น้ำพอดี วิวสวย อาหารอร่อย คุยสนุก พี่ลี่เล่าเรื่องเจอผีในโรงแรมให้พวกเราฟัง ไม่รู้จะน่ากลัวหรือขำดีนะครับ เพราะผีที่นี่พูดภาษาอังกฤษด้วย อีกอย่างพี่ลี่มักจะถูกผีเอาผ้าห่มมากดตัวทุกทีไปสิน่า หนุ่มบอกว่า อย่างนี้น่าจะเป็นอาการของการนอนหลับที่ผิดปกติมากกว่าผีหลอก พี่แจ๊คก็สอนวิธีนอนที่ผีไม่มาหลอกก็คือ นอนหงาย(นอนตะแคงทำให้เราระแวง) หาของมาวางตามทีว่างทั้งหมด (ผีจะได้ไม่มีที่ยืน) ผมก็ถามว่าแล้วทางเดินล่ะ จะวางของยังไง พี่แกตอบว่า ไม่ต้องวาง ปล่อยให้ผีเดินบ้าง (ฮา) พี่ปุ้ยบอกว่า เดือนนี้จะต้องมาประชุมที่นี่อีก 2 ครั้ง เลยนัดหนุ่มและอ้วนไว้ด้วย ผมได้ข่าวว่าสัปดาห์หน้าจะมีอาจารย์จากที่ม.อ.เดินทางมาประชุมพร้อมกันด้วย ดีใจจังเลยครับ รายการอาหารที่สั่งในวันนี้ก็คล้ายๆเดิมกับที่เคยกินพร้อมพี่ปุ้ยเมื่อครั้งแรก คือ ปูผัดพริกไทยดำ หอยไม้ไผ่ (อันนี้แป้งชอบนัก) ผัดผักปวยเล้งหรือโต๊ะเหมี่ยวผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะกินอย่างเดียวจนลืม คราวนี้เพิ่ม กุ้งต้มยาจีน (ตั้งชื่อเองนะครับ) และเป๋าฮื้อ เล่นเอาพุงแทบระเบิด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ยังครับ ยังไม่มีใครยอมกลับ เพราะว่าพี่แจ๊คกับผมยังไม่มึน เราจึงข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เลือกเข้าร้าน Pump พี่แจ๊คสั่งไวน์แดงมาขวดหนึ่ง แล้วมาแบ่งกันดื่ม 3 คน หนุ่มดื่มด้วย ส่วนหมออ้วนนั้นเป็นคนดีที่สุด เพราะดื่มน้ำซ่าสีดำแทนน้ำเมา เราคุยกันหลายเรื่องเชียวครับ ตั้งแต่เรื่องการทำงานที่นี่ ประวัติครอบครัวของบางท่าน ประวัติการเรียนการทำงาน (ว่าไปนั่น) ที่ผมได้ประโยชน์มากที่สุดจากการพูดคุยครั้งนี้ก็คือ รูปแบบการทำงานของบริษัทเอกชน ที่ปลูกฝังค่านิยมความรักองค์กรของตัวเองและอีกหลายๆเรื่อง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ยังไม่ทันมึน ไวน์ก็หมดขวด ระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าจะเปิดอีกขวดหรือไม่นั้น พี่ปุ้ยก็ยื่นคำขาดว่า หยุดก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่แจ๊คไม่ตื่น ฮ่า ฮ่า เราเลยต้องแยกย้ายกันกลับบ้านกลับโรงแรมกัน วันนี้สนุกจริงๆครับ ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก 2 คน ได้รู้ว่าสัปดาห์หน้าได้กินอีก เราคิดๆกันว่า ต่อไปน่าจะมีการจัดงานสังสรรค์ระหว่างหมอๆที่มาเรียนด้วยกันที่เมืองไทยบ้างน่าจะดี ผมขานรับความคิดนี้เต็มที่ครับ ฮูเร อันนี้สำคัญครับ ฮ่า ฮ่า สะใจสิงคโปร์