คนไทยท่านหนึ่ง(ขอเปลี่ยนชื่อเป็น "คุณจูน")ไปแต่งงานกับชาวสวิส ชวนสามีมาซื้อที่ดินที่เชียงใหม่ ท่านเล่าให้ฟังว่า ลูกอายุมากถึง 12 ปีแล้ว อีกไม่นานก็จะ "ไม่มีลูก" แล้ว
ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า ทำไมอยู่ๆ มีลูกแล้วกลายเป็น "ไม่มีลูก" หรือกำพร้าลูกขึ้นมาได้ ท่านบอกว่า สังคมฝรั่งนี่... พออายุ 17 ปีทุกคนก็จะเป็นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่เริ่มแยกบ้านออกไป และส่วนหนึ่งเริ่มหางานทำไปด้วยเรียนไปด้วย
...
คนพม่าท่านหนึ่งเล่าให้พระฟังว่า สามีท่านเข้ามาทำงานในไทย กฎหมายไทยยอมให้ท่านมาอยู่ด้วยได้ แต่รุ่นลูกมาอยู่ด้วยไม่ได้ เลยส่งลูกไปเรียนที่อเมริกา พอลูกเริ่มโตขึ้นมาก็ไม่ยอมกลับพม่า เลยกลายเป็นคุณแม่กำพร้าลูก
ท่านอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศแนะนำวิธีป้องกันโรค "กำพร้าลูก" ไว้ในหนังสือ 'Niche 04' ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
...

อาจารย์จอห์น เออร์มิสช์ แห่งมหาวิทยาลัยเอสเซก สหราชอาณาจักร(หมู่เกาะอังกฤษ) ทำการศึกษาวิจัยพบว่า พ่อแม่ที่มีฐานะดีมีแนวโน้มจะส่งลูกเรียนจบปริญญา และให้เงินทองไปทำงานตั้งเนื้อตั้งตัว
ส่วนคุณลูกเมื่อมีงานทำ และพึ่งตัวเองได้กลับโทรศัพท์ถึงพ่อแม่น้อยกว่าคนที่ไม่มีปริญญา 20% แถมยังไปเยี่ยมพ่อแม่อย่างสม่ำเสมอน้อยลง 50%
...
เหตุผลง่ายๆ คือ คนที่ทำงานเลี้ยงตัวได้มีแนวโน้มจะต้องพึ่งพิงมรดกจากคุณแม่คุณพ่อน้อยลง มีทฤษฎีที่รับรองแนวคิดนี้คือ 'strategic bequest theory (ทฤษฎีการได้มรดก)
ทฤษฎีนี้บอกว่า คุณลูกจะดูแล เอาใจใส่คุณแม่คุณพ่อเพียงเพื่อให้แน่ใจว่า จะได้รับมรดก เพราะฉะนั้นคนที่มีลูกหลายคนจึงมักจะได้รับการเอาใจใส่จากลูกมากกว่า เพราะถ้ามีลูกหลายคน... ลูกๆ จะต้องแย่งกันเอาอกเอาใจ
...

ข่าวร้ายคือ ครอบครัวรวยๆ มักจะมีลูกหลานน้อย หรือดีไม่ดีไม่มีลูกเลยก็มี ทีนี้วิกฤตย่อมมากับโอกาส... ท่านอาจารย์เออร์มิสค์จึงแนะนำยุทธศาสตร์ป้องกันการ "กำพร้าลูก" ดังต่อไปนี้
- สะสมออมทรัพย์ไว้ อย่าให้ยากจน > คนที่ยากจนมีความเสี่ยงที่จะถูกทอดทิ้งสูงกว่าคนที่มีสตางค์
- เก็บเงินไว้กับตัว > อย่าให้เงินลูกหลานหมด จะได้มีอำนาจต่อรอง
- มีลูกหลานหลายคนหน่อย > ลูกหลานจะได้แย่งกันเอาอกเอาใจ
- แสดงให้ลูกหลานรู้ว่า ถ้าไม่สนใจดูแล เอาใจใส่ อาจพิจารณามอบมรดกให้องค์กรการกุศล สัตว์เลี้ยง(ฝรั่งบางท่านทำ) > เพื่อให้ลูกหลานเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงว่าจะได้มรดกแน่ และหันมาเอาอกเอาใจ
- อย่าให้เงินสดลูกหลานตั้งแต่แรก > ให้มันรอกันบ้างจนใกล้ตาย
...

ผู้เขียนขอเรียนเสนอวิธีเพิ่มเติมอีก 2 ข้อ
(1). อย่าขี้บ่น...
- คนสูงอายุที่บ่นมาก ถึงมีอะไรดีก็อาจถูกทอดทิ้งได้ จึงควรหัดเอาอกเอาใจลูกหลานบ้าง อย่างน้อยก็ต้องหัดแสดงความชื่นชม (appreciate) หรือชมการกระทำดีของคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนใกล้ตัวให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และเพิ่มเป็นอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
(2). อย่าทำตัวให้หมดสภาพ
- หมั่นใส่ใจสุขภาพ ออกแรง ออกกำลัง และสนใจศึกษาเล่าเรียนเรื่องต่างๆ อยู่เสมอตลอดชีวิต เพราะคนที่ทันสมัยมีโอกาสถูกทอดทิ้งมากกว่าคนเชยๆ และคนที่สุขภาพดีมีโอกาสถูกทอดทิ้งน้อยกว่าคนยอบๆ แยบๆ หรือคนป่วยเรื้อรัง
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดี และมีความสุขในการใส่ใจสุขภาพไปนานๆ ครับ
...
ที่มา
- ขอขอบพระคุณ > ท่านอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ > ทำไมลูกจึงไม่ "กตัญญู" > Niche 04 > พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ openbooks > 2548. หน้า 90-94.
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี, เทพรัตน์ บุณยะประภูติ, เทวินทร์ อุปนันท์ > สนับสนุนด้าน IT.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ จัดทำ > 19 ตุลาคม 2550.

คุณพ่อมักพูดเสมอว่า เราแก่แล้วต้องทำตัวน่ารักๆ กับลูกหลานไว้ อย่าบ่นมาก อย่าด่ามาก ปลงๆ ซะ จะได้อยู่กันมีความสุขกับลูกกับหลานค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์จันทวรรณ...
คนในซีกโลกตะวันออก รวมทั้งคนไทย มีครอบครัวที่อบอุ่นกว่าคนในซีกโลกตะวันตก ทำให้เป็นเสมือน "กันชน (buffer)" ป้องกันวิกฤตในชีวิตได้มากมาย
สวัสดีค่ะคุณหมอ
คนในซีกโลกตะวันออก รวมทั้งคนไทย มีครอบครัวที่อบอุ่นกว่าคนในซีกโลกตะวันตก ทำให้เป็นเสมือน "กันชน (buffer)" ป้องกันวิกฤตในชีวิตได้มากมาย
เรื่องนี้เรื่องจริงค่ะและเป็นวัฒนธรรมที่ดีของคนตะวันออก
คุณย่าของลูกอายุ 95 ยังอยู่ค่ะ ได้รับการดูแลอย่างดีจากลูกๆ ทั้งๆที่ให้มรดกลูกไปหมดแล้ว มีผู้ช่วยพยาบาล 2 คนผลัดกัน แต่ยังแจ่มใส สมองดี จำได้แม้จะชอบถามซ้ำๆก็ตาม ไม่ป็นอัลไซเมอร์ค่ะ
ดิฉันเอง ก็ช่วยเหลือดูแลลูกของลูกชาย ที่ยุ่งแต่ทำงานทั้งคู่ แม้ตัวเองยังทำธุรกิจอยู่ก็จัดเวลาได้ เป็นห่วงหลานเล็กๆค่ะ
ลุกดิฉันก็รักแม่ และกตัญญูดี ยังนึกว่าตัวเองโชคดีค่ะ ที่มีครอบครัวอบอุ่น
สวัสดีค่ะคุณหมด
ขออนุญาตเข้ามาทักทายค่ะ เพราะเมื่อได้อ่านแล้ว บอกได้เลยว่ามีความรู้สึก...(แบบบอกไม่ถูก) นึกสงสารคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่พบกับเรื่องแบบนี้ ส่วนตัวเองก็รู้สึกรักแม่มากขึ้นเลยค่ะ และจะต้องดูแลแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จะไม่ปล่อยให้ท่านต้องเหงา แม้เวลาจะมีจำกัดก็ตาม
และจะขออนุญาตเข้ามาอ่านอีกเรื่อยๆ นะค่ะ เพื่อจะได้ความรู้ในการดูแลสุขภาพค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์ sasinanda...
เรื่องกตัญญูเป็น 1 ในมงคลธรรม หรือเหตุแห่งความเจริญ...
ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้อ่านทุกท่านที่มีครอบครัว และเครือญาติที่ดี...
ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่รู้สึกว่า "ไม่คุ้มทุน" ที่จะมีลูก เพราะ
เมืองไทยเรามีอะไรๆ ดีหลายอย่างอยู่แล้ว ขอให้พวกเราช่วยกันรักษาของดีแบบไทยๆ ไว้ครับ
ขอขอบคุณ... คุณสิริรัตน์
ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนาในความตั้งใจที่จะเลี้ยงดูคุณแม่คุณพ่อ และบุพการี (ผู้มีพระคุณ)... สาธุ สาธุ สาธุ
สวัสดีครับคุณหมอ
เคยมีชาวบ้านมาปรึกษาว่าอยากจะจัดการทรัพย์สินแบ่งให้ลูกๆให้เสร็จแต่กลัวเจอแบบข้างบ้าน หลังจากแบ่งทรัพย์สินให้ลูกหมดไปแล้ว ลูกไม่กลับมาดูแลเลย ผมก็บอกว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้าเราเก็บทรัพย์มรดกไว้ไม่แบ่ง พอเราตายนลูกอาจจะฟ้องร้องกันเพื่อแย้งชิงมรดก ถ้ายกทรัพย์สินให้ลูกหมดก็อาจจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ ทางแก้ในการยกอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกก็ให้จดทะเบียนไว้ด้วยว่าให้เรามีสิทธิเก็บกินในที่ดินแปลงนั้นๆจนตลอดชีวิต เท่ากับเรายกให้แล้ว แต่เรายังครอบครองดูแลอยู่ก็แก้ปัญหาได้เช่นกันครับ
ขอขอบพระคุณอาจารย์บัณฑูร...
ผมมีประสบการณ์มาหลายแบบเหมือนกัน...
นี่เป็นธรรมดาของโลกที่ว่า เงินทองไม่เข้าใครออกใคร... ผมขอเรียนเสนอแนวทางเลือกดังต่อไปนี้
คำแนะนำของท่านอัยการมีคุณค่าต่อพวกเรามาก... ขอให้พวกเราศึกษาคำแนะนำของท่านไว้ดีๆ เพราะจะช่วยลดปัญหา "โรคกำพร้าลูกหลาน" ได้ในอนาคต
สวัสดค่ะอาจารย์
บทความของอาจารย์นับว่าน่าสนใจมาก ดิฉันขอ share idea ด้วยคนนะคะ
ดิฉันมักได้ยินผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านพูดว่า "จงเลี้ยงดูลูกของเราให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่อย่าหวังว่าเมื่อเราแก่เฒ่าเขาจะต้องมาเลื้ยงดูเราเพื่อเป็นการตอบแทนคุณ แต่ถ้าเมื่อวันที่เราแก่เฒ่าแล้วลูกหลานเลี้ยงดู ให้ถือว่านับเป็นโชคดีของเรา" ซึ่งดิฉันคิดว่านั่นเป็นคำสอนที่ผู้ใหญ่สอนเราให้เตรียมพร้อมวางแผนชีวิตของตนเองอย่างรอบคอบ
ดิฉันเคยได้รับแนวคิดการเลี้ยงดูลูกจากท่านอาจารย์ท่านหนึ่งว่า แนวทางการเลี้ยงลูกให้ถูกทางนั้น ให้
..........ทำดีให้ลูกดู
เป็นครูให้ลูกเห็น
เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกเย็น
นั่นแหละเป็นการเลี้ยงลูกให้ถูกทาง.....
โดยส่วนตัวดิฉันคิดว่า ท่านอาจารย์กำลังสอนเราว่า..ลูกปูนั้นมักเดินตามแม่ปู.. เราทำดี อบรมสั่งสอนลูกเราให้เป็นคนดี ลูกก็จะมีแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตและเป็นคนดีของสังคมต่อไป และการเป็นร่มโพธิ์ร่มไทยนั้นเป็นการสร้างสังคมครอบครัวให้อบอุ่นรักใคร่ เอื้ออาทร ฯลฯ โดยพ่อเเม่เป็นสิ่งที่มีความำคัญยิ่ง ซึ่ง ณ จุดนี้ ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องสร้างและเป็นแบบอย่าง ถ้าแม่ปูเนินเฉไปเฉมาแล้วไซร้ เราจะหวังให้ลูกปูเดินตรงคงเป็นเรื่องยาก
คนจะดีไม่ดี มี 3 ปัจจัยสนับสนุน
1. ดีโดยสันดาน ซึ่งมาจากตัวของเขาเอง เป็นคนรักดี ส่วนนี้ติดมากับพันธุกรรม
2. ดีโดยครอบครัว คือมีสภาพครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่เอาใจใส่เลี้ยงดูดี
3. ดีโดยสังคมรอบข้าง คืออยู่ในสังคมที่ดี เลือกคบเพื่อนที่ดี เลือกเข้าสังคมที่ดี ไม่เลือกไปอยู่ในสังคมที่ อโคจร
ดิฉันคิดว่าทั้งสามปัจจัยจะสมบูรณ์ได้อยู่ที่พ่อเเม่ผู้อบรมเลี้ยงดูเขาค่ะ หน้าที่ของพ่อเเม่อยู่ตรงนี้เรามีหน้าที่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ต้องคอย Coaching ลูกให้ถูกทาง ซึ่งถ้าเราทำหน้าที่ ณ จุดนี้อย่างดีแล้วเราน่าจะได้ลูกที่เป็นคนดีนะคะ แล้วคนดีของสังคมที่เราร่วมสร้างขึ้นจะเลี้ยงดูเราหรือไม่ นั่นเป็นหน้าที่ของคนดีเค้าว่วนหน้าที่ของเราจบสิ้นลงเเล้วค่ะ
..................
ขอขอบคุณ... คุณ anuroj48
บางทีอาจจะมีอีกมุมมองหนึ่งครับ
ในทฤษฎีการได้มรดกนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ และบริบทของสังคมตะวันตกซึ่งปัจเจกชนมีชีวิตของตนเอง เมื่อพ้นวัยรุ่นก็แยกออกไปใช้ชีวิตและสร้างตัวเอง
โดยพื้นฐานของสังคมไทยนั้น ลูกๆ ไม่ได้ตัดขาดจากพ่อแม่ แม้ว่ามีครอบครัวของตัวเอง บางทีก็ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือหากแยกครอบครัวออกไป โดยปกติก็ยังแวะเวียนกลับมาเยี่ยมเยียน มากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย
ประเด็นที่ผมสนใจคือ มีปัจจัยพิเศษอะไรหรือไม่ ที่พ่อแม่ผู้สูงอายุเป็นคนทำให้ลูกหลานไม่เข้าหาเอง มรดกตามทฤษฎีนั้น อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ความบีบรัดทางเศรษฐกิจ ที่คนพยายามเอาตัวรอด ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
ความเสื่อมของร่างกายผู้สูงอายุ คงจะเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนทีเดียว เมื่อร่างกายเสื่อมโทรม เดินเหินทำงานไม่คล่องแคล่วเหมือนในอดีต การที่ผู้สูงอายุต้องการการดูแลช่วยเหลือมากขึ้น ทำให้เกิดอาการขึ้นสองอย่างคือ
ขอขอบพระคุณอาจารย์ conductor...
ข้อคิดเห็น...
ขอขอบพระคุณข้อคิดเห็นที่ทรงคุณค่ามา ณ ที่นี่... สาธุ สาธุ สาธุ
เรื่องกตัญญูก็เป็น "ปฏิสัมพัทธ์ (interaction)" ของทั้งบุพการี เช่น คุณแม่คุณพ่อควรทำตัวให้ดี ออมทรัพย์ไว้ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พึ่งตัวเองให้ได้อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ไม่ขี้บ่น มากด้วยเมตตา ฯลฯ และลูกหลาน เช่น คุณลูกคุณหลานควรอบรมเจริญอุปนิสัยด้านกตัญญูให้มาก เพราะเป็นมงคลธรรม หรือเหตุให้ถึงความเจริญสืบไป...
โอย คุณหมอคงให้เกียรติผมเกินไปแล้วครับ เขิน! ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ และเพียงแต่มาแลกเปลี่ยนในประัเด็นที่เห็น ถึงอย่างไรก็ขอบคุณนะครับ
ความกตัญญูหรือคุณค่าใดๆ ของสังคม/วัฒนธรรม จะยั่งยืนหรือไม่ กลับอยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติเองว่าจะสามารถยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องได้หรือไม่ (และจะพิจารณาได้อย่างไรว่าอะไรคือความถูกต้อง)
ผมคิดว่ารากฐานสำคัญอันหนึ่งคือ self-esteem ซึ่งสังคมไทยละเลยเรื่องนี้อย่างเป็นระบบครับ ผลลัพท์ที่เห็น ก็เป็นอย่างที่ปรากฏอยู่ในสังคมปัจจุบัน
มีบันทึกแนะนำ “ ความภาคภูมิใจในตนเอง “.....เรามีหรือไม่มีกันแน่ ? ซึ่งแลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่องนี้ครับ อยากเรียนเชิญคุณหมอและผู้สนใจให้แวะไปหากมีเวลานะครับ
ขออนุโมทนาในมุทิตาจิตที่คุณหมอให้ความรู้-คำเตือนแก่พวกเราอย่างสม่ำเสมอตลอดมาครับ
{ แก้คำผิดครับ "ผลักไส" ในความคิดเห็นที่ 11 ต้องใช้ไม้มลาย ขอโทษด้วยครับ }
ขอขอบคุณ... คุณ conductor
เรามองกันที่คุณภาพของการรู้จักคิด การสืบค้นข้อมูล การวิเคราะห์+สังเคราะห์ข้อมูลเป็นความรู้ใหม่มากกว่า
สังคม gotoknow เป็นสังคมที่มีการเรียนรู้สูง และผมเชื่อมั่นว่า พวกเราต่างก็ได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนอะไรๆ กันทุกฝ่ายครับ... ขอขอบคุณ
คุณหมอช่างหาเรื่องอะไรน่าสนใจมาเขียนได้ตลอด
มัทขอพูดเรื่องนโยบายของรัฐละกันนะคะ
ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่เล่าให้ฟังว่ามีแบบนี้ด้วย
บางประเทศจะให้เงินคนที่เลี้ยงพ่อแม่หรือญาติที่แก่เฒ่าด้วยค่ะ (family care givers) เพราะบางคนต้องลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นโยบายนี้เป็นดาบสองคม จะว่าดีก็ดี จะว่าแย่ก็แย่ มองได้หลายมุมค่ะ
ที่แคนาดานี้มีนโยบายให้ผู้อพยพรุ่นลูกพาพ่อแม่สูงวัย ปู่ย่าตายายมาอยู่ด้วยได้ เรียกว่า family reunification policy
มาลปรรเพิ่มค่ะ เพราะท่านอื่นเขียนไว้ดีแล้ว : )
สวัสดีค่ะ คุณหมอวัลลภ
ขอขอบคุณ...ทุกข้อความโดยเฉพาะท่านที่เปิดประเด็น เข้ามาบล็อกนี้แล้วเหมือนได้เพิ่มคุณภ่พทางความคิดของตนเอง หลังจากที่ต้องผ่านมลภาวะทางความคิดจากหลากสื่อในปัจจุบัน
ขอแลกเปลี่ยนทางความคิด...เห็นด้วยกับทุกท่านที่ว่า "ลูกเราเลี้ยงได้แต่ตัว หัวใจและความคิดยากคาดเดา" สังคมปัจจุบันและอานาคตจะเป็นสังคมของผู้สูงวัย ดังนั้นเรื่องที่อาจารย์กล่าวถึงจะกลายเป้นประเด็นปัญหาที่น่าขบคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่แลสวัสดิภาพทางสังคม ล้วนแล้วแต่ต้องมีการวางแผนทั้งระดับบุคคลและระดับชาติ อีกหน่อยคงหนีไม่พ้นผู้สูงวัยที่ถูกทอดทิ้ง.........
ตัวดิฉันเองก็เป็นลูกคนหนึ่งที่อยู่ไกลพ่อ-แม่ ทุกครั้งก็ได้แต่กราบไหว้หมอนก่อนนอนแทนกราบเท้าท่าน...ภาวนาขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง โดยสส่วนตัวเชื่อว่า คนเป็นพ่อ-แม่ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าได้ส่ง รับรู้ ตอบกลับ จากบุคคลที่ท่านรัก..แค่นั้น แต่ปัญหามันอยู่ที่เราถูกมุ่งเน้นวัตถุมากว่าจิตใจ..ถูกฝังค่าเรื่องของ ความรักห่วงใยเป็นสิ่งของวัตถุไปเสียหมด
อยากฝาก..ถึงลูกๆๆที่ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ พ่อ-แม่..ว่า ท่านโชคดีมากๆที่มีพระอรหันต์อยู่ที่บ้าน คอยให้พรทุกวันและคอยให้ท่านสั่งสมบุญไม่มีวันหมด เรื่องง่ายแค่ก่อนไปไหน ทำอะไร กราบแทบเท้า กอดซักหน่อย แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขอยู่รอบตัวคุณทุกวัน....
สวัสดีค่ะ
คุณแม่ครูพรรณา ....มีกุศโลบายนี้ค่ะ
* ท่านชอบพูดเล่นกับลูกหลาน...แบบว่าภาษาใกล้กัน
* ชอบทำอาหารให้ลูกหลานกิน...และชวนให้ร่วมกันทำ
* มักขอตามลูกหลานไปเที่ยวด้วย.....บอกว่าขอเป็นฝ่ายพลาธิการให้ค่ะ
เข้ามาเยี่ยมค่ะ เห้นด้วยกับคุณหมอค่ะ