หมอบ้านนอกไปนอก(29): เติมใจใส่กระเป๋า

ก็ต้องยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมแม้แต่ตัวเราเอง การไปคาดหวังว่าคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็นนั้น ก็รังแต่จะนำทุกข์มาให้เรา เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกรวมทั้งคนอื่นๆได้ แต่เราควบคุมตัวเราเองได้ การควบคุมตัวเราจึงง่ายกว่าการควบคุมคนอื่น

      จากการที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่แอนท์เวิปได้เกือบเดือนครึ่ง ทำให้ทราบชีวิตความเป็นอยู่พอสมควร ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าเปิดหกวัน เว้นวันอาทิตย์ เปิดแค่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ไม่ใช่เปิดถึงสี่ห้าทุ่มแบบห้างสรรพสินค้าบ้านเรา ถ้าจะขายตอนกลางคืนต้องขอใบอนุญาตพิเศษ แต่ร้านค้าทุกร้านต้องปิดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนอยู่กับครอบครัว ตลาดสดขายผักผลไม้หรือวัสดุประกอบอาหารเปิดแค่วันเสาร์ถึงสี่โมงเย็น ทำให้ทุกคนต้องรู้จักวางแผนอยู่ตลอดเวลา วันอาทิตย์ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดยกเว้นบริเวณโกรธมาร์เก็ตที่เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวไปเดินกันมากจะมีร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้าและร้านขายของที่ระลึกเปิดให้บริการ คนที่เดินไปมาส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนพื้นที่ ถ้าเป็นคนพื้นที่ก็จะพาครอบครัวมาเดินเล่น บ้างให้ลูกเล็กๆนั่งในรถเข็นเด็กเดินไปเที่ยวตามท้องถนน บ้างพาขี่จักรยาน สามีภรรยาก็จะเดินจูงมือกัน เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

วันอาทิตย์จึงเป็นของครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่เหมือนเมืองไทย กำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว แต่ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของเปิดขายกันเต็มเหยียดถึงสี่ห้าทุ่ม คนก็เลยถูกดึงออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากกว่าอยู่บ้านกับครอบครัว แต่สิ่งที่ขาดหายไปเมื่อมาอยู่เบลเยียมก็คือเสียงหมาเห่า เสียงนกร้องและเสียงไก่ขัน ไม่ได้ยินเลย แม้คนจะเลี้ยงหมากันมากแต่ก็ต้องผูกมัดไว้ให้อยู่ในบ้าน ไม่ให้วิ่งออกเพ่นพ่านไปไหนมาไหนได้อิสระ ถ้าจะออกนอกบ้านต้องออกมากับเจ้าของที่ผูกเชือกจูงไปเท่านั้น หมดอิสรภาพที่จะทำตามอำเภอใจ ผมจึงคิดว่าอัตราการใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเขาคงน้อยกว่าเมืองไทยเยอะ

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม ผมตื่นนอนแล้วก็อยู่บ้านในช่วงเช้า พยายามแก้ไขงานวิจัยที่ถูกตีกลับมาให้แก้ ภรรยาสแกนส่งมาให้ จนกินข้าวกลางวันเสร็จแล้วก็เดินออกไปเที่ยวบริเวณถนนเมียร์ซึ่งเป็นย่านศูนย์การค้า แต่ทุกแห่งปิดหมด เดินไปต่อบริเวณทาวน์ฮอลล์และโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของเมือง มีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวกันมาก มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน ร้านอาหารที่มีลูกค้ามานั่งกินอาหารและดื่มเบียร์กันทั้งในร้านและบริเวณนอกร้าน ขณะเดินไปตามถนนจะเจอคนสูบบุหรี่มากทั้งชายและหญิงตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่เบลเยียมเองก็ยังแก้ไขไม่ได้ ผมว่าเมืองไทยเราคนสูบบุหรี่ในที่สาธารณะน้อยกว่ามาก

เดินได้สักสองชั่วโมงก็กลับบ้านพัก พบกับเจ้าของบ้านคือคุณจอร์จกับภรรยา มาดูแลบ้าน ทำความสะอาดและซ่อมแซมสิ่งของภายในบ้านให้กับผู้เช่า ทั้งคู่เป็นคนน่ารักมาก จอร์จค่อนข้างจะคุยถูกคอกับผมและพี่เกษม วันแรกที่เจอกันก็พาเราไปดูห้องใต้ดินที่เก็บไวน์และให้ไวน์อายุราว 20 ปีเรามาหนึ่งขวด วันนี้ก็ให้แผนที่พร้อมกับแนะนำเมืองที่น่าเที่ยวให้ ช่วยซ่อมจักรยานและให้ที่สูบลมจักรยานไว้ทำให้เรามีรถจักรยานใช้สองคัน เวลาไปไหนจะเร็วและสะดวกมากขึ้น

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ตื่นสายไปหน่อยคาบแรกเรียนเรื่องมนุษย-สังคมวิทยากับอาจารย์โมนิคต่อ เป็นการวิเคราะห์ในเรื่องการเข้าไปใช้บริการของประชาชนในเรื่องการซื้อยากินเอง ( Self medication) การไปหาหมอพื้นบ้าน (Traditional healer) และการใช้บริการสถานพยาบาลสาธารณสุข (Health center) ซึ่งต่างมีจุดดีจุดด้อยในตัวและควรจะพัฒนาให้สามารถเสริมกันได้ในการดูแลสุขภาพของประชาชน คาบที่สองเรียนระบาดวิทยากับอาจารย์แพทริค (Patrick Van der Stuyft) เป็นครั้งแรกเป็นการเกริ่นนำ การหาสัดส่วน อัตรา อัตราส่วน ความชุก อุบัติการณ์ ผมได้มีโอกาสเรียนระบาดวิทยาหลายครั้งแต่ก็จำไม่ค่อยได้ แต่ก็คิดว่าเรียนครั้งหลังๆเข้าใจได้เร็วและง่ายกว่าครั้งแรกๆ คาบที่สามเรียนระบบริการสาธารณสุขในอำเภอกับอาจารย์ฌอง ปิแอร์ วันนี้เรียนเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ พูดถึงปัญหาเกี่ยวกับคนและแนวทางแก้ไข คาบที่สี่อาจารย์วาลาเรีย ได้เข้ามามอบหมายงาน (Central assignment) ให้นักศึกษาแต่ละคนสรุปประเด็นปัญหาที่เคยเผชิญอยู่ตอนทำงานแล้ววิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขโดยพยายามสร้างกรอบแนวคิดใหม่จากประสบการณ์ การฟังบรรยายและการค้นคว้าจากแหล่งต่างๆร่วมกับอภิปรายกับเพื่อนๆในกลุ่ม เป็นงานส่วนตัวแต่ให้กลุ่มมี่สวนช่วยเหลือ ไม่ใช่Group work แต่ให้ work โดยGroup เพื่อให้ได้ผลงานส่วนบุคคลที่ดีทำให้กลุ่มได้การเรียนรู้ที่ดีด้วย (Not group work, but work in group to make good result, it’s a team work) เสร็จแล้วตัวแทนกลุ่มได้หารือกิจกรรมของชั้นปีว่าจะทำอะไรกันบ้าง แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม คาบแรกเรียนเรื่องการเงินในสถานีอนามัยกับอาจารย์แวนเน็ต พูดถึงระบบการจ่ายเงินให้สถานีอนามัยที่เปรียบเทียบจากการจ่ายตรงจากคนไข้ จ่ายตามครั้งในอัตราคงที่หรือจ่ายก่อนตามหัวประชากร ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ก็มีทั้งเงินเดือน จ่ายตามปริมาณงาน จ่ายปรับตามเป้าหมายงานหรือแบบผสม คาบที่สองเรียนเรื่องระบาดวิทยา เป็นการฝึกคำนวณค่าความชุก (prevalence) อุบัติการณ์ (Incidence) พร้อมการแปลความหมาย คาบที่สามเรียนประชากรศาสตร์ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง การเติบโต การคำนวณอายุขัยเฉลี่ย ปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของประชากร เช่นภาวะอ้วน สูบบุหรี่ เบาหวาน จากสถิติของไทยเราก็ติดอันดับเสี่ยงกับเขาด้วยเหมือนกัน

ช่วง เย็นมีเรียนภาษาอังกฤษอาจารย์ชื่อมาริน่า สอนสนุก ฟังง่ายและเข้าใจดีมาก ทำให้รู้เลยว่าที่ฟังเพื่อนๆไม่ออกเพราะหลายคนพูดภาษาอังกฤษตามสไตล์ภาษาตนเอง ก็คงเหมือนผมที่พูดคำอังกฤษแบบคำไทย คนฟังก็เลยงง เช่น ช็อคโกแลต ต้องพูดว่าช็อคคลึ่ด หรือเมื่อก่อนเคยอ่านคำว่า Mountain ว่า โมอันตาอิน ถ้าพูดให้ฝรั่งฟังคงงงน่าดูเลย  เลิกเรียนสามทุ่มครึ่งกลับมาทำการบ้านต่อเกือบเที่ยงคืนกว่าจะได้นอน

วันพุธที่ 17 ตุลาคม คาบแรกเรียนเรื่องเวชศาสตร์ครอบครัว อาจารย์โมนิค สอนมีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบการนำเวชศาสตร์ครอบครัวมาใช้ในเมืองไทยกับมาลี ช่วงบ่ายเรียนต่อเกี่ยวกับแนวคิดทางเวชศาสตร์ครอบครัว ส่วนคาบที่สองเรียนระบาดวิทยากับอาจารย์แพทริค เรียนเกี่ยวกับความไว (Sensitivity) ความจำเพาะ (specificity) และ predictive value เสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านพักมาต่อสไกป์คุยกับภรรยาและลูกๆแล้วก็ทำการบ้าน

นึกถึงตอนจะเดินทางมาเบลเยียม มีการเตรียมเก็บของใส่กระเป๋าเดินทาง พี่คนหนึ่งเคยบอกว่าก่อนเดินทางไปเรียนต่างประเทศใช้เวลาตั้งสองสามสัปดาห์กว่าจะจัดของลงกระเป๋าเดินทางได้ลงตัว ผมเองไม่มีเวลามากนักแต่ก็พยายามจดรายการสิ่งของให้ภรรยาช่วยจัดให้ เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับการเรียนหนังสือ เกี่ยวกับอาหารการกินอุปกรณ์ทำอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ ICT Note book, External hard disk, Talking dictionary, MP4, Handy drive, Digital camera เอกสารต่างๆ ค่าใช้จ่าย เงินยูโร บัตรเครดิต ยารักษาโรค

แต่เท่าที่สังเกตดูภรรยาจะจัดได้โดยไม่ต้องดูรายการที่ผมจดให้เลย เขารู้ว่าผมควรจะต้องใช้อะไรบ้าง เตรียมให้ครบถ้วนดีกว่าที่ผมจัดเองอีก แต่ด้วยความจำกัดของน้ำหนักที่จำกัดโดยบริษัทเครื่องบินให้ไม่เกินยี่สิบกิโลกรัม แค่น้ำหนักกระเป๋าก็ปาเข้าไปตั้ง 5 กิโลกรัมแล้ว ก็เลยต้องมีการเอาของบางอย่างออกไปบ้างโดยผมเกรงว่าจะเกินและถูกปรับ แต่ภรรยาก็ไม่เชื่อผมเท่าไหร่ จัดได้หนัก 27 กิโลกรัม กระเป๋าเล็กอีก 7 กิโลกรัม โชคดีที่ไม่โดนปรับ แต่ก็ขาดของใช้บางอย่างไปบ้างเพราะผมให้เอาออก ถ้าจัดเองสงสัยจะขาดของใช้เพียบเลย ภรรยาผมจัดกระเป๋าเดินทางเก่งมาก เวลาเดินทางไปราชการภรรยาก็จะเป็นคนจัดกระเป๋าให้ตลอด เสื้อผ้าที่จัดไปแทบไม่ยับเลยเพราะมีวิธีพับที่เหมาะสม

การจัดกระเป๋าเดินทางถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ความใส่ใจ ความรอบคอบ ความละเอียดอ่อน ซึ่งผมเองทำได้ไม่ค่อยดีนัก มักจะเน้นเอาไปน้อยมากกว่า ทำให้ขาดของใช้บางอย่างไป ก็ต้องยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมแม้แต่ตัวเราเอง การไปคาดหวังว่าคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็นนั้น ก็รังแต่จะนำทุกข์มาให้เรา เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกรวมทั้งคนอื่นๆได้ แต่เราควบคุมตัวเราเองได้ การควบคุมตัวเราจึงง่ายกว่าการควบคุมคนอื่น

ผมคิดว่าธรรมชาติมีความละเอียดอ่อนในการสร้างมนุษย์ขึ้นมา ที่ทำให้แต่ละเพศไม่ได้มีความสมบูรณ์พร้อมในตัว ต้องพึ่งพาอาศัยกัน สิ่งที่ขาดในผู้ชายสามารถเติมเต็มได้ในผู้หญิง ผู้หญิงเป็นเพศของผู้สร้าง ที่ค้ำจุนโลกให้สวยงาม มีความละเอียดอ่อน อ่อนโยน อดทน ที่แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง ธรรมชาติจึงกำหนดให้มีหน้าที่หลักในการเลี้ยงดูบุตรเพื่อสร้างมนุษย์ที่มีจิตใจที่อ่อนโยน รักคนอื่นเป็น สมัยก่อนเมืองไทยเป็นระบบไพร่ ผู้ชายต้องไปช่วยงานราชการ ที่เรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน ต้องไปเป็นไพร่หลวง 1 เดือนกลับบ้านมาทำงานที่บ้าน 1 เดือนสลับกันไป ปีหนึ่งอยู่บ้านได้แค่ 6 เดือน แต่ถ้าเป็นช่วงสถานการณ์สงคราม อาจไม่ได้กลับบ้านเป็นปีสองปีจนกว่าสงครามจะสงบ หน้าที่ส่วนใหญ่ในบ้าน การดูแลลูกๆ อบรมบ่มนิสัยลูกๆให้เป็นคนดีของสังคมรวมทั้งงานในไร่นาผู้หญิงก็เป็นหลักของครอบครัว คนไทยจึงให้ความสำคัญกับผู้หญิงมาก หลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญก็จะเรียกว่าแม่เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าหน้าที่การดูแลลูกๆหรือทำงานบ้านเป็นของผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็ต้องช่วยทำหน้าที่เหล่านี้ด้วย เพียงต้องการสื่อให้เห็นความสำคัญของผู้หญิงที่ธรรมชาติได้กำหนดขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลในการดำรงชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ครอบครัวก็เหมือนทีมฟุตบอลที่ต้องมีกองหน้าและกองหลังที่สำคัญทั้งคู่ ถ้าไปแย่งกันเล่นกองหน้าหมด หลังว่างก็เสียประตูได้ ต้องตกลงกันว่าใครจะเล่นกองหน้า ใครจะเล่นกองหลัง แต่ก็สามารถสับเปลี่ยนกันเล่นได้

อันนี้น่าจะรวมไปถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนอื่นๆด้วย ผมจำได้ดีสมัยอยู่ที่อำเภอแม่พริก เป็นหมอคนเดียวทั้งอำเภอ มีพี่เทิงหรือบันเทิง วสันทนา เป็นสาธารณสุขอำเภอ เพิ่งเป็นผู้บริหารใหม่กันทั้งคู่ ตอนแข่งขันกีฬาข้าราชการสัมพันธ์ของอำเภอแม่พริก มีการแข่งขันฟุตบอลบอลทีมสาธารณสุขกับทีมอื่นๆอีกสามทีม มีทีมอำเภอ ทีมตำรวจ ทีมศึกษา พี่บันเทิงเล่นกองหน้าเป็นปีกซ้าย ส่วนผมเล่นกองหลังเป็นแบ็คซ้าย แล้วก็มีทีมของทั้งโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สถานีอนามัยเป็นผู้เล่นหลัก วันนั้นทีมเราเล่นได้ดีมากสามารถคว้าถ้วยชนะเลิศมาได้ พอถึงเวลาทำงานพี่บันเทิงก็เป็นกองหน้า ทำเรื่องส่งเสริมป้องกันในระดับอำเภอและดูแลสถานีอนามัยได้อย่างดี ส่วนผมก็เป็นกองหลังดูแลงานรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพ ก็สามารถพัฒนาโรงพยาบาลและการรักษาพยาบาลในสถานีอนามัยได้ดีขึ้น โดยเราสองคนในฐานะผู้นำงานสาธารณสุขในระดับอำเภอ ไม่เคยกระทบกระทั่งหรือปีนเกลียวกันเลย มีอะไรก็คุยกัน หารือกัน ทำด้วยกัน พอหัวหน้ากับหัวหน้าไปกันได้ดี ลูกทีมของสองฝ่ายก็ไปกันได้ดีด้วย ส่งผลให้งานสาธารณสุขในภาพรวมของอำเภอดีขึ้นด้วย ทำให้เราได้รับรางวัลคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขอำเภอดีเด่นของจังหวัดลำปางสามปีซ้อน ทุกวันนี้ผมกับพี่เทิงก็ยังติดต่อกันอยู่ ผมคิดว่าการเล่นกีฬาประเภททีมเป็นการจำลองภาพของการทำงานเป็นทีมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าชนิดใด

ในการเตรียมของมาเบลเยียม อุปกรณ์สำคัญในการสื่อสาร ผมเลือกคอมพิวเตอร์พกพา ไม่ได้เอาโทรศัพท์มือถือติดไปด้วย เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้อะไร ใช้โปรแกรมทางอินเตอร์เน็ตติดต่อกันได้สะดวกดีแล้ว ดิกชันนารีก็สำคัญมากผมมีทั้งแบบหนังสือและแบบ Talking Dictionary อย่างหลังนี่ใช้สะดวกมาก เปิดได้เร็ว สอนวิธีการออกเสียงด้วย พร้อมกับพกพาสะดวกมาก เงินยูโรคิดว่าถ้าแลกจากเมืองไทยจะดีกว่า แต่ถ้าไม่อยากถือเงินสดใช้บัตรเอทีเอ็มชนิดที่ถอนเงินในต่างประเทศได้ก็ดีเสียค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 100 บาท ในการถอนเงิน เสื้อกันหนาวมีความจำเป็นมากในประเทศเบลเยียมเพราะอากาศหนาวกว่าบ้านเรามาก บางวันทั้งฝนตก ลมแรง อากาศหนาว วันที่มีแดดออกน้อยมาก เวลาที่เหมาะสมที่จะมาเที่ยวเบลเยียมคือตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม กางเกงยีนส์จะสะดวกมาก กันหนาวได้และดูแลง่าย อีกอย่างคือยารักษาโรคประจำตัวหรือที่ใช้บ่อยๆ ติดมาด้วยจะดีมาก ค่ารักษาที่เบลเยียมค่อนข้างแพง แม้มีประกันสุขภาพก็ต้องร่วมจ่ายและออกเงินไปก่อนแล้วไปเบิกคืนได้บางส่วนจากบริษัทประกัน

วันแรกที่มาถึงเบลเยียม ผมเปิดกระเป๋าเดินทางออกมา คิดว่าสิ่งที่ภรรยาจัดมาให้นั้นผมสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องออกไปไหนเลยได้เป็นเดือน และเชื่อมั่นว่านอกจากสิ่งของที่บรรจุมาให้แล้ว ภรรยาได้ใส่ความรัก ความห่วงใยและกำลังใจมาให้เต็มเปี่ยมโดยไม่ต้องกลัวน้ำหนักกระเป๋าจะเกินพิกัดเลย

ดึกแล้ว จะต้องทำการบ้านและอ่านหนังสือต่ออีก ผมขอจบบันทึกนี้ด้วยเพลงรักซึ้งๆชื่อ เติมใจให้กัน ของก้องหรือสหรัถ สังคปรีชา ครับ

“ตอบใจตัวเองมานาน แอบรอคอยเธอก็รู้ อยากให้เธอลองตรองดู ในความทรงจำเก็บไว้ ต่างคนมีทางต้องเดิน อาจมีเวลาต้องไกล หนึ่งคนยังคงคอยใจ ยังคงคอยไปอย่างนั้น

อยู่ไกลกันเกินครึ่งฟ้า หากยังมีใจถึงกัน จะโยงใยความสัมพันธ์ จนมาพบกันใกล้ตา ต่อเติมแรงใจเมื่อท้อ แบ่งปันในยามทุกตรม ไม่หวั่น ต่างคนเติมใจให้กัน เติมใจซึ่งกันจนเต็ม”

ปล. ผมกำลังฝึกเขียนเป็นภาษาอังกฤษเผื่อจะได้ประสบการณ์ไว้ในการเขียนบรรยายข้อสอบได้ ถ้าสนใจหรือจะเข้าไปช่วยแก้ไขการใช้ภาษาอังกฤษให้ก็เชิญนะครับที่ www.gotoknow.org/phichetbanyati ครับ

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

17 ตุลาคม 2550

21.25 น. ( 02.25 น.เมืองไทย )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

มีอีเมล์คำถามติดต่อมาจากผู้อ่าน ผมตอบกลับไปแล้วแต่อีเมล์ตีกลับก็เลยนำมาตอบให้ในที่นี้ครับ

หัวเรื่อง: วันที่รับสมัครสอบและคุณสมบัติ

ข้อความ:
วันที่รับสมัครสอบคือวันที่เท่าไรและคุณสมบัติอย่างไรบ้าง


คำตอบ :

เปิดดูในเว็บwww.itg.be ในส่วนteaching&training course overview 2008-2009 จะเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ของภาษาอังกฤษต้องรอหลักสูตรปี 2009-2010 ประมาณเดือนธันวาคม จะเป็นช่วงเปิดรับสมัครครับ

หมอพิเชฐ

หมายเลขบันทึก

139636

เขียน

18 Oct 2007 @ 02:46
()

แก้ไข

21 Jun 2012 @ 14:24
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก