โรงเรียนนักเรียนปัญญาเลิศสิงคโปร์ชื่นชมความสามารถนักเรียนไทย

       วันที่ ๒๕ กันยายน คณะเราทั้ง ๒๐ คนไปศึกษาดูงาน San Yu Adventist School ซึ่งเป็น Regular School (ในสิงคโปร์มีโรงเรียน ๓ ประเภท คือ Regular, Autonomous และ Independent Schoolเช่นโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่บ้านเรา) จัดการสอนในระดับ Primary&Secondary School  การมาศึกษาดูงานครั้งนี้ถือว่าเป็นตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย การติดต่อประสานงานเป็นการประสานระดับกระทรวงของ ๒ ประเทศ จึงมีบางครั้งที่มีผู้แทนของกระทรวงศึกษาฯของสิงคโปร์ แอบมาเยี่ยมสังเกตการณ์ ที่นี่มุ่งเน้นการปูพื้นให้ทราบระบบการเรียนการสอนของสิงคโปร์ จึงเป็นโรงเรียนแรกที่เราได้เยี่ยมและให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษา โดยสรุป

  • นักเรียนทุกคนเรียนฟรี นักเรียนต่างชาติให้โอกาสได้เรียนแต่ต้องมีการทดสอบตามที่กำหนด และเสียค่าใช้จ่าย (ค่าที่พัก ค่าครองชีพสูงกว่าไทยมาก) 
  • การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเน้นให้เอกชนจัด จึงมีโรงเรียนอนุบาลอยู่กระจายทั่วไป รวมทั้ง Home School ที่อยู่ใกล้บ้านพัก หรือคอนโด
  • อายุในวัยเรียนเท่ากับประเทศไทย ประถมปีที่ ๑ เริ่มที่อายุ ๖ ปี
  • เมื่อจบ ป.๖ นักเรียนทุกคนต้องสอบ Primary School Leaving Examination (PSLE) คงคล้าย NT บ้านเรา ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น O-Net
  • ผลการสอบนำมาพิจารณาแล้วมีทางเลือกถึง ๕ ทางเลือก คือ ๑. เข้าโรงเรียนของรัฐที่จัดการศึกษาตามปกติ (Government Schools)๒.เข้าเรียนด้านวิชาชีพ(Vocational Schoosl)๓.เข้าSpecialist Independent Schools จัดให้สำหรับเด็กเก่งด้านกีฬา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ เป็นต้น ๔.เข้าโรงเรียนเอกชน และ ๕. Special Education Schools จัดให้เฉพาะเด็กที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
  • เมื่อเรียนระดับSecondary ก็เน้นเวลาต่างกัน เช่น คนเรียนเก่ง เรียนsecondary ๔ ปีแล้วสอบ GCE "O"Level Examination ผ่านเข้าไปเรียน Junior Colledge 2-3yearsแล้วเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก ๓ ปี (ครูที่สอนชั้นประถมจบระดับJunior Colledgeเท่านั้น) ส่วนนักเรียนที่เรียนไม่เก่งนักก็มีเวลาให้เรียนเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปี โดยมาสอย GCE "N" Level Exam เป็นการจัดให้นักเรียนได้เรียนตามความสามารถของเขาเอง เน้น"เด็กทุกคนได้เรียนตามความสามารถและประสบความสำเร็จทุกคน" รวมทั้งนักเรียนที่เรียนด้านวิชาชีพ วิชาเฉพาะ และผุ้ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
  • มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์มีเพียง ๓ แห่ง เท่านั้น
  • การเรียนในแต่ละวันเน้นวิชาการภาคเช้า(Core Curriculum) ภาคบ่ายทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เรียกว่า C0-Curriculum Activity(CCA) มีทั้งกิจกรรมชุมนุมที่มียูนิฟอร์ม และอิสระ คงเหมือนชุมนุม กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดของบ้านเรา
  • จัดห้องเรียนมีจำนวนนักเรียน ๑๕-๒๐ คนเท่านั้น
  • ระดับชั้นประถมโรงเรียนนี้ที่เราไปดูนี้ห้องเรียนปิดม่านทึบคงให้เด็กมีสมาธิไม่วอกแวก
  • นักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาแล้ว

         โรงเรียนSYAS แห่งนี้รับเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในระดับ Exxellence เท่านั้นในกเรียน ๓๐๗ คน ไฮไลท์ ของที่นี่ที่อยากอวดเรา คงเป็นกรณีที่มีเด็กไทยมาเรียนหลายคน(ขณะนี้มี ๑๘ คน) วันที่ดูงานเราก็พบอยู่หลายห้อง แต่ที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียนนี้คงเป็นนักเรียนหญิงจากกรุงเทพ(ในภาพเล็กกรอบสีแดงจะเห็นนักเรียนที่กำลังรับทุนFoundation Exam ในแผ่นโปสเตอร์ของโรงเรียน) ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า แม่ของเด็กมาติดต่อขอเรียนชั้น ม.๕ เทอมที่ ๒ (การเรียนในสิงคโปร์มี ๔ เทอม)เพราะครอบครัวมีปัญหาพ่อแม่แยกทางกัน จึงอยากแยกลูกออกมาจากความสับสน แรกเริ่มที่มาเรียนเด็กต้องปรับตัวมาก ทั้งภาษา ทั้งการเรียน เด็กต้องอยู่ที่พักใกล้โรงเรียนซึ่งครูใหญ่รับดูแลให้ บางวันที่ครูใหญ่ไปพบเด็กกำลังทานบะหมี่พร้อมทั้งท่องหนังสือโดยมีสูตรคณิตศาสตร์ติดเต็มผนังห้องพัก และแล้วนักเรียนคนนี้ก็สอบผ่านชั้นม.๕ มาได้ พอเรียนม.๖ นักเรียนปรับตัวได้ดี ทำกิจกรรมมากมาย เป็นประธานชุมนุม และสอบได้คะแนนดีเยี่ยมจนโรงเรียนสนับสนุนให้ทดสอบ Foundation Exam และสอบได้รับทุนไปศึกษาที่ Western Australia (Commonwealth Country)

      พึ่งมีเวลาว่างมาเขียนทบทวนตามที่ดูงานมา โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ได้มาตัวเล็กมากต้องใช้แว่นขยายช่วยส่องดู ก่อนหน้านี้มีงานจริง ๆ ตามดูที่ http://gotoknow.org/blog/modellabschool/138959และ http://gotoknow.org/blog/modellabschool/139129