จาก http://thai.mindcyber.com
ปัจจุบันมนุษย์ชาติกำลังย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง คุณธรรมที่มนุษย์เคยยึดถือและรักษาไว้มาตลอดเวลาอันยาวนานได้เสื่อมทรามลงอย่างมาก จิตใจหาความสงบได้ยาก ทุกชีวิตดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในเบื้องแรก เมื่อชีวิตเริ่มอยู่รอดได้ร่างกายก็เกิดความต้องการที่จะมีความสะดวกสบายมากขึ้นในเบื้องปลาย ดังนั้นจึงต้องดิ้นรนต่อไปเพื่อแสวงหาวัตถุต่าง ๆ ที่คิดว่ามันจะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ยิ่งแสวงหาจิตใจก็ยิ่งต้องการมากขึ้น ไม่เคยหยุดอยู่แค่นั้น แม้ร่างกายจะสามารถแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมได้แล้วก็ตาม จิตใจก็หายอมที่จะพอใจอยู่เพียงแค่นั้นไม่ เมื่อมนุษย์ยังถูกอวิชชาครอบงำอยู่ แม้วิทยาศาสตร์จะเจริญรุดหน้าจนปรับตัวแทบจะไม่ทันแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจหาทางออกแก่มนุษย์ได้ มิเพียงแค่นั้นจิตใจมนุษย์กลับวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นมีความรุนแรงยิ่งเสียกว่าสังคมในอดีตหลายเท่าตัว ผู้ที่ไม่มีทางออกจึงหันไปเสพสิ่งใหม่ ๆ ที่คิดว่าจะช่วยผ่อนคลายความกังวลได้ โดยคิดว่าจิตใจจะได้รับการกล่อมเกลาผ่อนคลายความรุนแรงของอารมณ์ได้บ้าง แต่ยิ่งเสพก็ยิ่งเลวร้ายและไม่อาจหยุดหรือถอนตัวได้ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงเริ่มเข้าหาศาสนากันใหม่ ทำให้ศาสนาเริ่มมีชีวิตชีวาเกิดลัทธิใหม่ ๆ มีสายอาจารย์ผุดขึ้นมากมายต่างก็อ้างสรรพคุณของตนที่จะช่วยปลดทุกข์หรือให้โชคลาภแก่ลูกศิษย์ที่นับถือบางแห่งกลับมีรายได้ให้แก่สำนักมากจนคาดไม่ถึง เจ้าสำนักก็พลอยถูกอามิสสินจ้างครอบงำเข้าอีก เช่นนี้แล้วจะช่วยเหลือลูกศิษย์ให้หลุดพ้นจากห้วงทุกข์ได้อย่างไรกัน อย่างไรก็ตามในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้ได้มีสายธรรมหนึ่งแผ่เข้ามาในประเทศและนับวันก็ยิ่งแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีจังหวัดใดที่ไม่มีสายธรรมนี้อยู่ นั้นก็คือสายธรรมแห่งเอกธรรมมรรค หรือกล่าวเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “อนุตตรธรรม” ซึ่งข้าพเจ้าเคยเกริ่นไว้บ้างเล็กน้อยในวารสารเพื่อสัจจธรรมแห่งชีวิต “เมธาธรรม” ในฉบับที่ 1-2 เมื่อ 5 ปีมาแล้ว ในตอนที่อนุตตรธรรมเริ่มเผยแพร่เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วนั้นหลาย ๆ คนก็มีความสงสัยเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าว่ามีมูลกำเนิดมาจากไหนจะว่าเหมือนพุทธศาสนาก็ไม่ใช่ จะหมือนลัทธิเต๋าก็ไม่เชิง จะว่าเป็นลัทธิหยู้ (ขงจื่อ) ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว การที่ผู้ศึกษาในเรื่องศาสนาในยุคสมัยใหม่นี้พากันกำหนดลงอย่างชัดเจนว่า เอกธรรมมรรคหรืออนุตตรธรรมนี้เป็นศาสนาใหม่ที่ตั้งขึ้นเมื่อต้นศักราชหมิงกั๊ว (ค.ศ. 1922 ) โดยอาจารย์จางเทียนหยาง เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะเอกธรรมมรรคนี้มีมูลกำเนิดที่ยาวไกลมากหาใช่ศาสนาใหม่แต่อย่างไร มูลกำเนิดเอกธรรมมรรคนั้นเกิดจากการร้อยเรียงทางวัฒนธรรมจีนโบราณอันไกลโพ้นตั้งแต่สมัยฟู่ซวี เสินโน้งซึ่งยังไม่มีอักขระใช้ มีการสืบสายวัฒนธรรมเรื่อยมาสู่จักรพรรดิ เหยา ซุ่น หวี ทัง เหวิน อู่ โจวกง ขงจื่อ เมิ่งจื่อ......แต่รุ่นหลังก็สืบสายจากธรรมาจารย์นิกายเซ็น โดยที่ธรรมาจารย์เซ็นได้ถ่ายทอดธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างลับ ๆ การถ่ายทอดนี้มิได้ถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษร หากเป็นการถ่ายทอดลับแบบประทับจิต จากจิตสู่จิตผู้รับการถ่ายทอดจะพบจิตอย่างฉับพลัน ผู้สถาปนาธรรมมาจารย์องค์แรกก็คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า และผู้ที่ได้รับถ่ายทอดธรรมจากพระพุทธเจ้าก็คือ พระมหากัสสปะโดยมอบจีวรและบาตรแก่พระมหากัสสปะแล้วตรัสว่า อาตมามีสัมมาจักษุธัมปิฏกเป็นนิพพานพิเศษทางใจ เป็นรูปแม้ไร้รูปเป็นวิถีพิเศษไร้อักขระถ่ายทอดต่างหากนอกจากคำสอน นี่เป็นธรรมาจารย์เซ็นองค์แรกที่ได้รับการถ่ายทอดโองการสวรรค์สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงสัมมาจักษุธัมปิฏก นั่นก็คือ “จุดญาณทวาร” นั่นเองซึ่งก็หมายถึงธรรมญาณ การบำเพ็ญธรรมญาณถือว่า เป็นการถือบำเพ็ญที่นอกเหนือจากวาจาและอักขระให้ถ่ายทอดต่างหาก “นอกจากคำสอน” หมายถึงวิธีอื่นที่นอกเหนือจากคำสอน คำสอนหมายถึง คำสั่งสอนที่นอกเหนือจากพระสูตร พระคัมภีร์ ที่ศาสดาเจ้าทรงเคยสั่งสอนไว้โดยทั่วไปก็เพื่อกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้มุ่งสู่ความดียึดถือคุณธรรม จุดหมายปลายทางก็เพื่อการปลดทุกข์คลายความกังวลให้ชีวิตมีความสงบสุข เพราะฉะนั้นธรรมอันแยบยลแห่งธรรมญาณนี้ จึงเป็นการถ่ายทอดอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งต่างจากการเทศนาธรรมของศาสนาอย่างมากนั้น ทั้งนี้ก็เพราะการรับสืบทอด “โองการสวรรค์” ธรรมจารย์เซ็นก็รับสืบทอดด้วยวิถีลับจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในสมัยที่พระมหากัสสปะรับสืบทอดจากพระพุทธองค์นั้น ก็ทำโดยการโอบล้อมปิดบังด้วยจีวรของพระพุทธองค์แล้วถ่ายทอดลับแก่พระมหากัสสปะ ต่อมาภายหลังแต่ละรุ่นก็ล้วนใช้วิธีนี้สืบทอดกันมา ในประเทศอินเดียได้มีการสืบทอดติดต่อกันมาจนถึงธรรมาจารย์รุ่นที่ 28 คือ พระโพธิธรรม (ปรมาจารย์ตั๊กม้อ) แล้วจึงถ่ายทอดมายังประเทศจีนจนกระทั่งถึงธรรมาจารย์ฮุ้ยเหนิง (เว่ยหลาง) ซึ่งถือเป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 6 ของจีน หลังจากนั้นสายธรรมก็ถูกแบ่งเป็นสายสมณะ (สายวัด) และสายฆราวาส (สายบ้าน) สายสมณะไม่อาจติดตามได้ในปัจจุบันส่วนสายบ้านก็คือสายเอกธรรมมรรคในปัจจุบันศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://thai.mindcyber.com