คำถาม มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสอบถามความรู้ ความคิดและความเข้าใจ ซึ่งคำถามนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท คือคำถามระดับต่ำและคำถามระดับสูง                   

                   คำถามระดับต่ำคือ คำถามให้สังเกต คำถามทบทวนความจำ คำถามชี้บ่ง คำถาม ถามนำและคำถามเร้าความสนใจ                   

                  คำถามให้สังเกต คือ คำถามที่ให้เด็กใช้ตาดู หูฟัง ใช้มือจับ ให้ลองชิมรส หรือใช้จมูกดมกลิ่น เช่น เราหยิบผักกาดขึ้นมาแล้วถามว่านี่คืออะไร ? เด็กมองเห็นแล้วตอบว่าผักกาด เด็กจะใช้การสังเกตแล้วตอบคำถามไม่ได้ผ่านการคิดไตร่ตรอง ข้อมูลเป็นอย่างไรก็ตอบอย่างนั้น                   

                  คำถาม ถามนำ เป็นคำถามนำไปสู่พฤติกรรมของเด็กเป็นการบอกเด็กอย่างหนึ่งแต่บอกด้วยคำถาม เช่น ก่อนรับประทานอาหารนักเรียนต้องทำอย่างไร ?  เด็ก ๆ เล่นเสียงดังในห้องเรียนได้หรือไม่ ?                   

                  คำถามเร้าความสนใจ เป็นคำถามกระตุ้นเรียกความสนใจจากเด็กๆ เช่นวันนี้ใครยังไม่ได้ดื่มนมบ้าง ? ใครอยากฟังนิทานบ้าง ?                    

                  คำถามทบทวนความจำ เป็นคำถามที่ถามถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็ก เช่น วันนี้ใครมาส่งหนูที่โรงเรียน ? ดอกไม้นี้เรียกว่าดอกอะไร ?                   

                  คำถามชี้บ่ง เป็นคำถามที่ผู้ตอบต้องใช้ข้อมูลที่ให้มาเป็นคำตอบ ไม่มีคำตอบที่นอกเหนือไปจากที่ให้ เช่น เป็ด ไก่ นก สัตว์อะไรที่เล็กที่สุด ? วัว ช้าง ม้า สัตว์อะไรที่ให้นมเราดื่มกิน ?                   

                  คำถามระดับสูง คือ คำถามที่ต้องใช้ความคิดในการอธิบายความ การเปรียบเทียบความเหมือนกันหรือต่างกัน ใช้ความคิดในการแยกประเภทสิ่งของที่เด็กสังเกตเห็นหรือค้นหาคำตอบที่แสดงถึงเหตุผล                   

                  คำถามให้เด็กได้อธิบาย เปรียบเทียบ เช่น ให้เด็กดูกล้วยกับส้มแล้วถามว่า กล้วยกับส้มต่างกันอย่างไร ? มีอะไรบ้างที่คล้ายกัน ? ผลไม้อะไรบ้างที่มีลักษณะกลมๆ ? ผลไม้อะไรบ้างที่ใช้ทำขนมได้ ?   เด็ก ๆ เขาจะใช้ความคิดหาคำตอบได้                   

                  คำถามจำแนกประเภท เป็นคำถามที่มุ่งให้เด็กสังเกตและจัดหมวดหมู่สิ่งของให้เป็นพวกเดียวกัน ขั้นแรกครูให้เกณฑ์แล้วให้เด็กจัด เช่น ถ้าแบ่งผลไม้ต่าง ๆ เหล่านี้ตามสีผิวหรือเปลือกจะแบ่งได้อย่างไร ? เด็ก ๆ ลองจัดของเหล่านี้เป็นพวกตามรูปทรงของมันซิจ๊ะ ? เมื่อเด็กทำได้คล่องขึ้นก็เพิ่มคำถามให้เด็กสร้างเกณฑ์เอง เช่น เราจะจัดผลไม้เหล่านี้เป็นพวก ๆ ได้อย่างไรดี ? เด็กอาจจะแบ่งตามรส ตามรูปร่างลักษณะหรือตามกลิ่นก็ได้ แล้วครูจึงถามถึงเกณฑ์หลังจากที่เด็กจัดกลุ่มแล้ว แต่อย่าถามว่าเด็กใช้เกณฑ์อะไร แต่อาจถามว่าเพราะอะไร หนูจึงจัดเอาลำไยมาอยู่กลุ่มเดียวกับลางสาดละครับ  ทำไมฝรั่งกับแตงโมอยู่กลุ่มเดียวกัน เด็กจะตอบเกณฑ์ที่อยู่ในความคิดของเขาได้ ซึ่งเป็นการฝึกความสามารถในการจำแนกตามเกณฑ์ที่มีผู้กำหนดให้  และจำแนกตามเกณฑ์ที่เด็กกำหนดขึ้นเอง

                    คำถามให้วิเคราะห์ เป็นคำถามให้เด็กคิดหาเหตุหาผลของสิ่งต่าง ๆ (แยกแยะเพื่อหาเหตุหาผล) เช่น เต่าชนะกระต่ายได้เพราะเหตุอะไร ? ถ้าชาวนาไม่ช่วยงูเห่าจะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าไม่ใช้โฟมเราจะใช้อะไรทำกระทงได้ ? เด็กจะคิดแยกแยะเชิงเหตุผลหาคำตอบ                   

                   คำถามให้สังเคราะห์ เป็นคำถามที่ให้เด็กคิดโดยใช้เหตุผลสรุปความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยมาเป็นหลักการหรือความคิดใหม่ เช่น ถ้าเราจะทำให้ห้องเรียนของเราเป็นสะอาดและเป็น ระเบียบต้องทำอย่างไร ?                   

                    คำถามให้ประเมินค่า เป็นคำถามที่ฝึกให้เด็กได้คิดตัดสินใจอย่างมีเหตุหล โดยมีสิ่งสนับสนุนความคิดนั้น เช่น เด็ก ๆ ชอบสัตว์อะไรมากที่สุด เพราะอะไร ? ระหว่างบล็อก มุมบ้านและเครื่องเล่นสนาม เด็ก ๆ ชอบเล่นอะไรมากที่สุด เพราะอะไร ?                    

                    นอกจากนี้ยังมีคำถามที่จัดอยู่ในคำถามระดับสูง คือ คำถามสร้างสรรค์ เป็นคำถามที่ไห้เด็กได้คิดจินตนาการอย่างอิสระ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือความเป็นจริง เช่น อะไรเกิดขึ้นถ้าคนเรามีปีก ? ถ้าให้เด็กเลือกเป็นสัตว์ได้ เด็ก ๆ จะเลือกเป็นสัตว์อะไร ? และถ้าเป็นสัตว์นั้นแล้วจะทำอะไรบ้าง ?                   

                    ขอจบเพียงเท่านี้   มึนกับคำถามจังเลย.....ที่เราตอบแล้ว.... คนถามไม่เข้าใจคำตอบ  นอกจากไม่เชื่อในคำตอบของเรายังมีข้อสงสัยอื่นๆตามมาอีก .............