สำหรับคนทั่วไป มักจะถือเอาช่วงปีใหม่เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพราะเห็นว่าเป็นฤกษ์งามยามดี เหมาะที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แต่สำหรับผู้ที่ทำงานราชการแล้ว เดือนตุลาคมของทุกปี อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นช่วงของการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นเวลาเริ่มต้นของปีงบประมาณใหม่ของทางราชการแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใหม่แทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ รวมทั้งการโยกย้าย ปรับเปลี่ยนหน้าที่ในหลายๆตำแหน่งเพื่อความเหมาะสม

การครองตน ครองคน และครองงาน หลักปฏิบัติสำหรับผู้บริหารและคนทำงาน

ขอนำเสนอแนวคิดและหลักปฏิบัติในเรื่องการครองตน ครองคนและครองงาน ซึ่งพระคุณเจ้าพระโสภณคณาภรณ์หรือพระเทพดิลกในปัจจุบัน(ระแบบ ฐิตญาโณ) ได้เคยแสดงเป็นธรรมเทศนาไว้ และเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าแก่ตนและสังคมได้อยู่เสมอ โดยได้เรียบเรียงใหม่พร้อมสรุปในแต่เรื่องดังนี้
คำว่า ตน  โดยความหมายแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ กายและจิต หากกายและจิตแยกจากกันเมื่อไร  ตน ก็จะหายไป  ถ้ามีกายไม่มีจิต ก็เรียกว่า ซากศพ หากมีแต่จิต แต่ไม่มีกาย เรียกว่า เจตภูมิหรือวิญญาณ  ดังนั้น ตน จึงรวมทั้งกายและจิตเข้าด้วยกัน แต่ทางพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับจิตเป็นพิเศษ เพราะจิตใจสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้  โดยทั่วไปคนมักให้ความสำคัญแก่ร่างกาย มีการบำรุงรักษา มีการบริหารร่างกายด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงจิตใจ ทั้งๆที่ใจมีความสำคัญยิ่ง ดังที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าวหากจะสังเกต  ความดีความชั่วที่บุคคลกระทำมักเริ่มมาจากใจเป็นประการสำคัญ  การบำรุงรักษาชีวิต ทางพุทธศาสนาจึงเน้นไปที่จิตใจ  แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับความจริงที่ว่า สัตว์โลกทั้งหลายอยู่ได้ด้วยอาหาร แต่ถือว่าเป็นประเด็นรองลงมา และความต้องการทางร่างกายก็มีข้อจำกัดในตัวมันเอง  ส่วนจิตใจนั้นได้มีการศึกษา พัฒนาไว้โดยนัยต่างๆเพื่อให้เข้าถึงความสะอาด สงบและความสว่างตามหลักศีล สมาธิและปัญญาโดยลำดับ ในขั้นปฏิบัติก็เริ่มที่ตนเองก่อน โดยใช้หลักเดียวกับที่บุคคลกระทำต่อร่ายกาย คือบำรุง บำบัด  รักษาและป้องกัน  ท่านกล่าวว่าในการที่บุคคลจะครองตนให้ได้ดีมีสุข จำเป็นต้องอาศัยความสำนึกเห็นคุณค่าของตน เห็นความรับผิดชอบที่ตนจะต้องมีต่อตนเอง  พระพุทธองค์ได้ทรงเคยกล่าวไว้ว่า ความรักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี ถ้าบุคคลรู้ตนเป็นที่รักหรือพูดง่ายๆว่ารักตนเองแล้ว ก็ต้องคุ้มครองรักษาตนไว้ให้ดี และมีการเตือนตนด้วยตน พิจารณา ตรวจสอบตนด้วยตน บุคคลผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต จะต้องทราบอุปกรณ์อันเป็นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดผลดั่งที่ตนมุ่งหมาย ซึ่งในที่นี้ได้ให้หลักไว้ ๔ เรื่องคือ
๑.พาหุสัจจะ  ได้แก่   การศึกษาและการสดับตรับฟัง   ซึ่งมี ๕ ขั้นตอน  คือ สุตะ ได้แก่ การฟังมาก หรือเทียบกับปัจจุบันคือมีประสบการณ์ตรงนั่นเองใครฟังมาก  รู้มาก ก็ได้เปรียบเพราะสามารถนำประสบการณ์หรือการได้ยินได้ฟังนั้นๆ มาปรับใช้ในงานได้มากกว่าผู้อื่น ธตา หรือการทรงไว้ซึ่งประสบการณ์นั้นๆ หมายถึง เมื่อเราฟังหรือมีประสบการณ์นั้นแล้ว สามารถทรงจำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อมาได้  มิใช่แค่ฟังแล้ว ผ่านเลยไป วจสาปริฐิตา  คือการสั่งสมด้วยวาจาหรือท่องได้  เพราะกฎเกณฑ์ ทฏษฎีที่สำคัญบางอย่างนั้น จำเป็นต้องจำเอาไว้มิให้ผิดพลาด จินตามยปัญญา   คือปัญญาที่เกิดจากการพินิจพิจารณา หมายถึงการนำเอาประสบการณ์ทั้งสามอย่างที่ได้รู้ได้ยินมาตามที่กล่าวมาข้างต้นมาพิเคราะห์
พิจารณาจนสามารถเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องเหล่านั้นตลอดเรื่องด้วยจิตใจของตน เป็นความรู้ความเข้าใจที่ตนจะนำไปใช้ได้ด้วยตนเองหรือนำไปอบรมแนะนำบุคคลอื่นๆได้ด้วย
๒.ความฉลาดในศิลปะ  พระพุทธเจ้าได้จำแนกวิชาและศิลปะไว้ว่า วิชาคือการศึกษาในทางโลกไม่ว่าจะด้วยวิชาอะไรก็ตาม  ส่วนศิลปะถือเป็นอุบายในการเลี้ยงชีวิต การดำรงชีวิตและเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของตนให้สูงขึ้น ข้อสำคัญบุคคลจะประกอบอาชีพใดก็ตามจำเป็นต้องมีความเฉลียวฉลาดในศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง และให้รู้จริงและสามารถทำได้อย่างที่เขาว่า รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
๓.การมีวินัยในตนเอง คือสามารถควบคุมตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไข กติกาทางสังคมเข้าไปควบคุมหรือบังคับบัญชา  เป็นความสำเหนียกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคลจนสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว  อะไรเป็นบาป บุญ คุณโทษ อะไรควรประพฤติปฏิบัติ อะไรควรละเว้น  เหล่านี้สามารถปฏิบัติและควบคุมตัวเองได้ โดยไม่ต้องให้ใครมาชี้นิ้วสั่งการ ซึ่งการสร้างวินัยให้เกิดขึ้นภายในตนเองนั้นก็คือการเสริมสร้างคุณธรรม ในเรื่องหิริและโอตตัปปะหรือ ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ให้บังเกิดในจิตใจนั่นเอง เพราะคนที่มีหิริและโอตตัปปะ เป็นเครื่องควบคุมจิตใจ จะเป็นผู้ที่ไม่กระทำผิดบาปหรืออกุศลทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะถือว่าแม้คนอื่นไม่เห็น แต่ตนเองหรือผีสางเทวดาก็ย่อมเห็น  ซึ่งใครก็ตามที่มีหลักธรรมข้อนี้ในจิตใจ ย่อมสามารถคุ้มครองตนและผู้อื่นได้ด้วย
๔.การกล่าววาจาเป็นสุภาษิตหรือปิยวาจา นั่นก็คือการพูดดี พูดงามและพูดมีประโยชน์นั่นเอง เพราะคนที่พูดจาดี พูดไพเราะ อ่อนหวานน่าฟังและมีประโยชน์  ใครฟังแล้วย่อมรื่นหู ไปที่ไหน คนก็ยินดีต้อนรับ เพราะไม่กล่าววาจาให้ระคายหูใคร
หลักทั้งสี่ที่กล่าวมาคือ หลักแห่งการครองตน หรือการบำรุงชีวิต จิตใจของตน ซึ่งนอกจากบำรุงแล้วยังทำหน้าที่บำบัดด้วย กล่าวคือ การศึกษาสดับตรับฟังมากหรือพาหุสัจจะ เมื่อบำรุงเข้าไปแล้วก็จะขจัดความไม่รู้ ความโง่เขลาให้หมดไป  ความฉลาดในศิลปะ เมื่อศึกษาก็จะทำให้สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ดี  ความมีวินัยในตนเอง เมื่อมีแล้วก็จะช่วยให้รู้จักควบคุมตนเอง และเป็นคนเคารพกติกากฎเกณฑ์ต่างๆ  ส่วนการมีวาจาดี ก็จะทำให้ไม่เป็นคนพูดเท็จ หลอกลวง หรือสร้างความแตกสามัคคี  แต่จะทำให้เป็นคนน่ารักน่าเข้าใกล้ยิ่งขึ้น  
   สำหรับ การครองคน”  นั้น ท่านบอกว่า นอกจากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกันแล้ว หลักของการครองใจคน เป็นเรื่องของกิริยาปฏิกิริยาของบุคคล  ผู้ที่ปรารถนาจะครองใจคนอื่นก็ต้องสร้างกิริยาเพื่อให้เกิดผลตามที่ตนต้องการ  ดังนั้น พื้นฐานจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ทำงานระดับบริหาร จะต้องมี พรหมวิหาร ๔ ซึ่งประกอบด้วยเมตตา  กรุณา มุทิตา และอุเบกขา  แต่หลักธรรมที่ว่านี้ แม้พูดง่าย จำง่าย  และเข้าใจง่าย แต่กลับเป็นธรรมะที่ปฏิบัติยากมาก เพราะคนเรามักจะมีเจือด้วยอคติ ราคะต่างๆ กล่าวคือ
เมตตา ที่มีความหมายว่า ความปรารถนาที่จะเห็นคนอื่น สัตว์อื่นเป็นสุข นั้น คือการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา   เราไม่ต้องการความทุกข์ฉันใด คนอื่นและสัตว์อื่นก็ไม่ต้องการฉันนั้น  ถือเป็นความปรารถนาดี ต้องการอยู่อย่างไม่มีเวร ไม่มีภัยและไม่เบียดเบียนกัน อย่างไรก็ดี ความเมตตาบางครั้งก็เจือด้วยราคะกำหนัดอยู่ด้วยเช่น เห็นเด็กอื่นหน้าน่ารักน่าเอ็นดู เราก็เมตตารักใคร่ หากเด็กเกิดเป็นแผลเน่าเปื่อย เราก็อาจขยะแขยงรังเกียจ เป็นต้น ซึ่งหากเรามีเมตตาจริงต่อเด็กแล้ว  เด็กจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราก็คงเมตตาแกอยู่เสมอ
กรุณา  หมายถึง ความสงสาร ต้องการที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่นให้พ้นทุกข์   เช่น เห็นคนประสบอัคคีภัย เราก็บริจาคทรัพย์สิ่งของช่วยเหลือ  แต่ ความกรุณา บางครั้งของคนเราก็เจือด้วยอคติ  เช่น ช่วยเหลือให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นเพราะเป็นพรรคเป็นพวกเราเอง ถือเป็นฉันทาคติ คือช่วยด้วยความชอบความผูกพันส่วนตัว  
มุทิตา  หมายถึงความพลอยยินดี เมื่อบุคคลอื่นเขาได้ดี  ไม่อิจฉาริษยา  แต่มิใช่ว่าไปแสดงความยินดีเพราะมีสิ่งแอบแฝง เช่น ไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ใหญ่ที่เลื่อนขั้น ด้วยหวังจะได้หน้าและอาศัยอิงบุคคลนั้นต่อไปภายหน้า
อุเบกขา  คือการทำใจเป็นกลาง ไม่แสดงความเสียใจ หรือดีใจเมื่อบุคคลอื่นประสบความวิบัติ กล่าวคือ หากคนที่เราชอบประสบความวิบัติเพราะความผิดของเขา ก็ไม่เสียใจ เศร้าโศกจนเกินเหตุ หรือคนที่เราไม่ชอบประสบความพินาศเสียหาย ก็ไม่ดีใจ สะใจ
หลักพรหมวิหาร ๔ นี้ถือเป็นหลักครองคนที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเป็นอันมากที่มีพื้นเพแตกต่างกัน  ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความอดทน เพราะทุกอย่างจะให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการทุกกรณีคงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ดี ท่านบอกให้อดทน ใน ๔ กรณีเท่านั้น ไม่ใช่ให้อดทนในทุกกรณีเพราะบางกรณี ก็ไม่ควรอดทน แต่ต้องแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลดีทั้งแก่บุคคลและกิจการที่บุคคลนั้นต้องปฏิบัติ ส่วนกรณีที่ควรอดทน ๔ กรณี  ได้แก่
๑.อดทนต่อความวิปริตแปรปรวนตามธรรมชาติ
๒.อดทนต่อทุกขเวทนา ความเหนื่อยยากลำบากที่เกิดจากการงาน
๓.อดทนต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือว่าการกระทำของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และ     ๔.อดทนต่อความเจ็บใจที่เกิดขึ้นจากการถูกสบประมาท ดูถูกดูหมิ่น เป็นต้น

การครองคนนี้ ท่านบอกว่าผู้บริหารที่เป็นประมุข ประธานหรือหัวหน้ากลุ่มในชนนั้นๆ ตั้งแต่สถาบันครอบครัวเป็นต้นไป ต้องเป็นคนประพฤติปฏิบัติธรรมด้วย  คนอื่นจึงจะปฏิบัติตาม เพราะหากใครไม่ทำตาม ก็ยังสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ เพราะตนไม่มีแผล ใครจะตอบโต้เอาผิดไม่ได้ แต่หากเป็นคนไม่มีธรรมะ เมื่อตนบกพร่อง ก็ยากที่จะว่ากล่าวคนอื่นได้  ดังนั้น การครองคน จึงต้องครองให้เข้าถึงใจ เพราะหากครองด้วยกฎเกณฑ์   ระเบียบ กฎหมาย คนก็ให้ความเคารพนับถือตามธรรมดา แต่หากครองด้วยใจแล้ว  โอกาสจะให้ความร่วมมือ ความคิด และร่วมทำประโยชน์ที่พึงประสงค์ก็จะบังเกิดขึ้นโดยง่าย  ไม่เกิดการต่อต้านทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ส่วนการ ครองงานอันเป็นเรื่องสุดท้าย นี้ ท่านบอกว่า ให้เริ่มด้วยความขยันหมั่นเพียร แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเป็นแบบอย่างของความเพียรก่อนจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า   ซึ่งการครองงานนี้มีขั้นตอนคือ
-ทำงานที่มาถึงให้สำเร็จลุล่วงไป หมายถึง วันนี้มีอะไรต้องทำ ก็พยายามทำงานนั้นให้สำเร็จเสร็จสิ้นไป ไม่คั่งค้าง ผัดวันประกันพรุ่ง
-งานที่แทรกซ้อนขึ้นมา แม้จะเป็นงานจร ก็ควรทำให้สำเร็จด้วย เพื่อมิให้งานพอกพูน
-ให้ทำงานด้วยความขยันเอาจริงเอาจัง ไม่ให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอก เช่น ไม่อ้างว่าหนาวไป ร้อนไป เลยไม่ทำงานนั้นๆ แต่ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องอดทน
-มีสติในการทำงานอยู่เสมอ  คือ ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ รู้ว่าตนกำลังทำอะไร  หากมีสติตลอดเวลาในการทำงานทั้งสามช่วงดังกล่าว กิจการงานต่างๆก็จะไม่มีความบกพร่องเกิดขึ้น  เพราะรู้ตัวตลอดเวลา ว่าทำอะไรอยู่
- งานที่ทำจะต้องเป็นงานที่ สะอาดคือเป็นสัมมาชีพ หมายถึงอาชีพที่ถูกต้องดีงาม เพราะสามารถทำได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง ไม่ผิดศีลธรรม
-ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงกระทำ หมายถึง งานทุกอย่างควรมีการวางแผน ศึกษาข้อมูลและประเมิน สรุปผล  ซึ่งจะสามารถทำให้เห็นแนวทางการปฏิบัติ ไม่เสียเวลาและเกิดผลดี
-ธรรมชีวิโน คือมีชีวิตโดยธรรม หมายถึงการปฏิบัติตนให้ผสมกลมกลืนอยู่กับธรรมะ เพราะคนเราทุกคนล้วนอยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าของตน  ซึ่งคุณค่าในที่นี้ก็คือคุณภาพหรือคุณสมบัติที่บุคคลนั้นๆมีอยู่  อันหมายถึง คุณธรรมนั่นเอง เพราะชีวิตต้องมีหลักศีลธรรมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆเป็นตัวหล่อเลี้ยง  เป็นตัวคุ้มครองรักษา และเป็นตัวสร้างคุณค่าอันควรแก่การยกย่องสรรเสริญ
หลักการครองตน ครองคนและครองงาน ข้างต้น อันที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้ว  แต่อาจจะปล่อยปละละเลยกันไปบ้างด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง  แต่หากเรารักตนเองและประสงค์จะเป็นที่รักของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนฝูงแล้ว หลักดังกล่าวคงไม่ยากที่เราจะได้ประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะหลักธรรมเหล่านี้ ปฏิบัติเมื่อใด ก็ให้ผลดีเมื่อนั้น และเราคงต้องทำด้วยตัวเราเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ  ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

อ้างอิงจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)