ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เป็นคนที่ผมชอบคุยด้วย เพราะประเทืองปัญญาดีมาก     ท่านมีวิธีคิดที่แหวกแนว ลุ่มลึก  หาคนคิดได้ลึกซึ้งและมีข้อมูลประกอบแบบนี้ยากมาก     เพราะท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ ที่ศึกษาสังคมไทยผ่านเอกสารโบราณ     ท่านจึงเป็นนักภาษาศาสตร์ที่เก่งอย่างหาตัวจับยากด้วย     ที่สำคัญสำหรับผม ท่านเป็นคนที่พูดตรงๆ ทำให้เราได้มุมมองที่ไม่ได้กรองแล้วกรองอีก ด้วยตะแกรงมรรยาทในสังคม

         ท่านเป็นอาจารย์ คณะอักษรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร     และเป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว.     แต่มีตำแหน่งวิชาการเป็นอาจารย์เท่านั้น เพราะท่านไม่ขอตำแหน่งวิชาการ   

         สำหรับผม ดร. วินัย เป็น ศ. ๑๑  โดยไม่ต้องมีการแต่งตั้ง     ยืนยันได้จากผลงานวิจัยที่ลุ่มลึก     และหาคนวิจัยลึกและยากในระดับนี้ไม่ได้อีกแล้ว     ดังตัวอย่าง

         The writings of King Mongkut to Sir John Bowring (A.D. 1855 - 1868) / สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ; วินัย พงศ์ศรีเพียร, ธีระ นุชเปี่ยม, บรรณาธิการ  พิมพ์ครั้งที่ 1  2537

         กฎมณเฑียรบาล ฉบับเฉลิมพระเกียรติ / วินัย พงศ์ศรีเพียร, บรรณาธิการ กรุงเทพฯ : โครงการวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส สกว., 2548  2 เล่ม : ภาพประกอบสี  จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในโอกาสที่กฎหมายตราสามดวงมีอายุครบ 200 ปี และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติปีที่ 60 พุทธศักราช 2548"

         กฎหมายตราสามดวง : หน้าต่างสังคมไทย / บรรณาธิการ วินัย พงศ์ศรีเพียร  กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2549

         ท่านที่สนใจรายละเอียดมากกว่านี้ถามได้ที่ศาสตราจารย์ กูเกิ้ล 

         โชคดี ที่ในงานประชุมนักวิจัยใหม่พบนักวิจัยอาวุโส สกว. ผมได้นั่งคุยกับท่านเป็นชั่วโมง      หลังจากไม่ได้คุยกันมา ๒ – ๓ ปีแล้ว    จึงได้ทราบว่าท่านคิดเรื่องการศึกษาไทยในทำนองเดียวกับผม    ว่าประเทศไทยเราหลงทางไปเน้นวิธีการสอน     ไม่เน้นที่การเรียน     หรือเน้นครู ไม่เน้นการเรียนรู้ของผู้เรียน

ท่านให้หนังสือผมมา ๒ เล่ม คือ
1. คลองตัดคำพระพุทธโฆสาจารย์  บันทึกการตัดสินความของล้านนาโบราณ
2. ความรู้เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ และ “กฎมณเฑียรบาล”

         หนังสือเล่มแรก ให้ความรู้แก่ผมมาก ว่าสยามโบราณ กับล้านนาโบราณ ใช้กฎหมายตัดสินความต่างกัน    ของสยามอิงตัวบทกฎหมายเป็นหลัก    ส่วนของล้านนาอิงกรณีศึกษา 

         ถ้าใช้คำแนว KM ก็ต้องบอกว่า     สยามโบราณเน้น Explicit Knowledge     ส่วนล้านนาโบราณเน้น Tacit Knowledge ในการตัดสินความ    น่าสนใจไหมครับ

         ต้องย้ำนะครับ ว่าข้อสรุปในย่อหน้าบน เป็นของผม     และผมไม่ทราบว่าสรุปถูกหรือผิด

วิจารณ์ พานิช
๑๓ ต.ค. ๕๐