ความรักของพระเจ้าอชาตศัตรู

บทว่า  อสฺโสสิ  โข  ราชา  ความว่า  พระเจ้าอาชาตศัตรูทรงทราบเรื่องแล้ว.

ได้ยินว่า  เหล่าอำมาตย์ของท้าวเธอ  ครั้งแรกทีเดียวคิดว่า  ธรรมดาว่าพระศาสดาปรินิพพานแล้ว  ใครๆ ก็ไม่อาจนำพระองค์มาได้อีก  แต่ไม่มีผู้ เสมอเหมือนพระราชาของเรา  ด้วยศรัทธาของปุถุชน  ถ้าพระราชาพระองค์นี้จักทรงสดับโดยทำนองนี้  หฤทัยของท้าวเธอจักต้องแตก  แต่พวกเราควรระวัง รักษาพระราชาไว้ดังนี้.

อำมาตย์เหล่านั้นจึงนำรางทอง ๓ ราง  บรรจุของอร่อยๆ ไว้เต็ม นำไปยังราชสำนัก  กราบทูลว่า  ข้าแต่เทวะ  พวกข้าพระองค์ฝันไป  พระองค์ควรทรงผ้าเปลือกไม้สองชั้นแล้วบรรทมในรางที่เต็มด้วยของอร่อยๆ ๔อย่าง  พอที่ช่องพระนาสิกโผล่  เพื่อขจัดความฝันนั้นเสีย

พระราชาสดับคำของเหล่าอำมาตย์ผู้หวังดี  ทรงรับสั่งว่า  เอาสิพ่อ  แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้น.

ลำดับนั้นอำมาตย์ผู้หนึ่ง  เปลื้องเครื่องประดับแล้วสยายผม  ผินหน้าไปทางทิศที่พระศาสดาปรินิพพาน  ประคองอัญชลีทูลพระราชาว่า  พระเจ้าข้า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ผู้หลุดพ้นจากความตาย  หามีไม่  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้เจริญชนมายุ  เป็นเจติยสถาน  เป็นบุญเขต  เป็นพระแท่นอภิเษก เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย  ปรินิพพานแล้ว ณ นครกุสินารา

พระราชาทรงสดับแล้ว  ก็ถึงวิสัญญีภาพ(สลบ) ปล่อยไออุ่นในรางอันเต็มด้วยของอร่อย ๔อย่าง

ลำดับนั้น  เหล่าอำมาตย์ก็ยกพระองค์ขึ้นจากรางที่๑นั้น  ให้บรรทม ณ  รางที่ ๒.  ท้าวเธอกลับฟื้นขึ้นมาตรัสถามว่า  พ่อเอ๋ย  พวกเจ้าพูดอะไรนะ. กราบทูลว่า  พระมหาราชเจ้า  พระศาสดาปรินิพพานแล้ว  เจ้าข้า.  พระราชาก็กลับทรงวิสัญญีภาพอีก  ปล่อยไออุ่นลงในรางของอร่อย  ๔ อย่าง.

ลำดับนั้น เหล่าอำมาตย์ช่วยกันยกท้าวเธอขึ้นจากรางที่ ๒ นั้นแล้ว  ให้บรรทมในรางที่ ๓. ท้าวเธอทรงกลับพื้นขึ้นมาตรัสถามว่า  พ่อเอ๋ย  พวกเจ้าพูดอะไรนะ.  กราบทูลว่า  พระศาสดาปรินิพพานแล้ว  พระเจ้าข้า.  พระราชาก็ทรงวิสัญญีภาพอีก.

ครั้งนั้น  เหล่าอำมาตร์ช่วยกันยกพระองค์ขึ้นให้สรงสนาน  เอาหม้อน้ำรดน้ำลงบนพระเศียร. พระราชาทรงจำได้แล้ว  ลุกจากที่ประทับนั่งสยายพระเกศา  ที่มีวรรณะดั่งแก้วมณีอบด้วยของหอม ทอดพระปฤษฏางค์ที่มีวรรณะดังแผ่นทองคำ เอาฝ่าพระหัตถ์ตบพระอุระ  จับพระอุระที่มีวรรณะดังผลตำลึงทองคำ  ประหนึ่งว่าจะเสียบด้วยนิ้วพระหัตถ์อันกลมกลึง  ที่มีวรรณะดุจหน่อแก้วประพาฬ

ทรงคร่ำครวญ  เสด็จลงไปในระหว่างถนนด้วยเพศของคนวิกลจริต  ท้าวเธอมีนางรำที่แต่งตัวแล้วเป็นบริวาร  เสด็จออกจากพระนครไปยังสวนมะม่วงของ
หมอชีวก ทอดพระเนตรสถานที่ๆพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรม พร่ำปริเทวนาการซ้ำๆว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้สัพพัญญูประทับนั่งแสดงธรรมที่นี้  มิใช่หรือ ?  ทรงบรรเทาความโศกศัลย์ของข้าพระองค์  พระองค์ทรงนำความโศกศัลย์ของข้าพระองค์ออกไป

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าพระองค์มายังสำนักของพระองค์แล้ว  แต่บัดนี้  พระองค์ไม่ประทานแม้คำโต้ตอบแก่ข้าพระองค์  และตรัสคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์สดับมาในเวลาอื่น  มิใช่หรือ ?  ว่าในเวลาเห็นปานนั้น  พระองค์มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร  เสด็จจาริกไป  ณ  ภาคพื้นชมพูทวีป  แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ก็ได้แต่ฟังเรื่องอันไม่เหมาะ ไม่ควรแก่พระองค์เลย


แล้วทรงรำลึกพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาประมาณ  ๖๐คาถา  ทรงพระดำริว่า  อะไรๆ ย่อมไม่สำเร็จได้ด้วยปริเทวนาการของเรา  จำเราจักให้นำพระบรมธาตุของพระทศพลมา.  ทรงสดับมาอย่างนี้แล้ว  ครั้นแล้ว  เมื่อทรงหายวิสัญญีภาพเป็นต้นแล้ว  ก็โปรดส่งทูตไป.

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงพระดำริว่า  ถ้าพวกเจ้ามัลละจักให้  ก็เป็นการดี  ถ้าเขาไม่ให้  ก็จำเราจักต้องนำมาด้วยอุบายให้ได้ ดังนี้แล้ว ทรงจัดกองทัพ๔เหล่า  เสด็จออกไปด้วยพระองค์เอง.

หลังจากได้ส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงสร้างพระสถูปบรรจุพระสรีระ  ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและงานมหกรรมในกรุงราชคฤห์.  ถามว่าได้ทรงทำอย่างไร ?

ตอบว่า  ได้ทรงทำการมหกรรมตั้งแต่กรุงกุสินาราจนถึงกรุงราชคฤห์เป็นระยะทาง ๒๕โยชน์.  ในระหว่างนั้น  ทรงให้ทำทางกว้าง ๘ อุสภะ ปราบพื้นเรียบ สั่งให้ทำการบูชาในทางแม้ ๒๕โยชน์ เช่นที่เหล่าเจ้ามัลละสั่งให้ทำการบูชาระหว่างมกุฏพันธนเจดีย์และสัณฐาคาร ทรงขยายไปในระหว่างตลาด ในที่ทุกแห่ง  เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก

ทรงให้ล้อมพระบรมธาตุที่บรรจุไว้ในรางทองคำด้วยลูกกรงหอก ให้ผู้คนชุมนุมกันเป็นปริมณฑล ๕๐๐โยชน์  ในแคว้นของพระองค์.  ผู้คนเหล่านั้นรับพระบรมธาตุ เล่นสาธุกิฬา ออกจากกรุงกุสินารา  พบเห็นดอกไม้มีสีดั่งทองคำในที่ใดๆ ก็เก็บดอกไม้เหล่านั้นในที่นั้นๆ บูชาพระบรมธาตุในระหว่างหอก  เวลาดอกไม้เหล่านั้นหมดแล้ว ก็เดินต่อไป  เมื่อถึงฐานแอกแห่งรถในคันหลัง  ก็พากันเล่นสาธุกีฬาแห่งละ๗วันๆ

เมื่อผู้คนรับพระบรมธาตุมากันด้วยอาการอย่างนี้ เวลาก็ล่วงไป ๗ปี ๗เดือน ๗วัน.  เหล่ามิจฉาทิฏฐิพากันติเตียนว่า ตั้งแต่พระสมณโคดมปรินิพพาน พวกเราก็วุ่นวาย  ด้วยการเล่นสาธุกีฬาโดยพลการ  การงานของพวกเราเสียหายหมด  แล้วก็ขุ่นเคืองใจ  ไปบังเกิดในอบายประมาณ ๘๖,๐๐๐ คน.

เหล่าพระขีณาสพ  ระลึกแล้วเห็นว่า  มหาชนขุ่นเคืองใจ พากันบังเกิดในอบาย  แล้วดำริว่า พวกเราจักให้ท้าวสักกะเทวราชทรงทำอุบายนำพระบรมธาตุมา ดังนี้  จึงพากันไปยังสำนักท้าวสักกะเทวราชนั้น  ทูลบอกเรื่องนั้นแล้ว ทูลว่า  ท่านมหาราช  ขอได้โปรดทรงทำอุบายนำพระบรมธาตุมาเถิด.

ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านเจ้าข้า  ขึ้นชื่อว่า ปุถุชนที่มีศรัทธาเสมอด้วยพระเจ้าอชาตศัตรูไม่มี  พระองค์ไม่ทรงเชื่อเราดอก  ก็แต่ว่า  ข้าพเจ้าจักแสดงสิ่งที่น่าสะพึงกลัว.  เสมือนมารที่น่าสะพึงกลัว จักประกาศเสียงดังลั่น จักทำเป็นคนไข้สั่นระรัว  เหมือนคนผีเข้า  ขอพระคุณเจ้าทูลว่า  มหาบพิตร พวกอมนุษย์เขาโกรธเคือง  ได้โปรดให้นำพระบรมธาตุไปโดยเร็ว  ด้วยอุบายอย่างนี้  ท้าวเธอก็จักทรงให้นำพระบรมธาตุไป.

ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะ  ก็ได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างดังกล่าวนั้น  ฝ่ายพระเถระทั้งหลายก็เข้าไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ถวายพระพร พวกอมนุษย์เขาโกรธเคือง  โปรดให้นำพระบรมธาตุไปเถิด.

พระราชาตรัสว่า ท่านเจ้าข้า จิตของโยมยังไม่ยินดีก่อน แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะให้เขานำพระบรมธาตุไป.  ในวันที่ ๗  ผู้คนทั้งหลายก็นำพระบรมธาตุมาถึง.  ท้าวเธอทรงรับพระบรมธาตุที่มาด้วยอาการอย่างนั้น  ทรงสร้างพระสถูปไว้ ณ  กรุงราชคฤห์ และทรงทำมหกรรม  แม้เหล่าเจ้าพวกอื่นๆ ก็นำไปตามสมควรแก่กำลังของตนๆ สร้างพระสถูปไว้ ณ สถานของตนๆ แล้วทำมหกรรม.

บทว่า  เอวเมตํ ภูตปุพฺพํ  ความว่า การแบ่งพระบรมธาตุ และการสร้างพระสถูป ๑๐แห่งนี้ เคยมีมาแล้วในชมพูทวีปด้วยประการฉะนี้.  ภายหลัง  พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว