หอค้าชงแผนศก. 51 กระตุ้นบริโภคใน ปท.
หอการค้าไทย เตรียมเสนอยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2551 ต่อรัฐบาลใหม่ เน้นปรับแผนโดยสร้างตลาดในประเทศกระตุ้นการบริโภค หลังประเมินส่งออกซึมต่อ ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.2550 ลดต่อเนื่อง รับพิษเหตุระเบิด-ผลกระทบน้ำมัน ด้าน "สุรยุทธ์" รับบริหารประเทศ 1 ปีไม่น่าพอใจ  มีอุปสรรคหลายเรื่อง โดยเฉพาะงบประมาณออกช้า แนะนักธุรกิจรุ่นใหม่ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารหอการค้าไทย ได้พิจารณายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2551 ซึ่งเป็นการรวบรวมความคิดเห็นจากสมาชิกหอการค้าไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศและสมาคมการค้า เพื่อเสนอแนะให้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่ จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยจะมีการแถลงรายละเอียดยุทธศาสตร์ดังกล่าวในวันที่ 8 พ.ย. 2550 นายดุสิต กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2551 จะกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ได้ คาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางปี 2551 หรืออาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือนกว่าการดำเนินการต่าง ๆ จะเข้าที่เข้าทาง ระหว่างที่รอนั้นเชื่อว่าจะทำให้โครงการต่อเนื่องต่าง ๆ ของภาครัฐต้องหยุดชะงักลงไปด้วย เช่น โครงการเมกะโปรเจค และทำให้ช่วงนี้ ภาคเอกชนไม่สามารถรอพึ่งรัฐบาลได้  ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่จะเสนอจะเน้นให้ภาครัฐและภาคเอกชน ต้องร่วมมือกันผลักดันการบริโภคให้เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ จากปัจจุบันที่การบริโภคในปี 2550 ชะลอตัวลงมาก โดยจะต้องมีการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง ร่วมกับการพยายามรักษาตลาดส่งออกเอาไว้ เพราะหอการค้าไทยประเมินการส่งออกของไทยปี 2551 แล้วพบว่าเป็นไปได้ยากที่การส่งออกจะขยายตัวได้เท่ากับปี 2550 จากปัจจัยตลาดส่งออกสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) มีแนวโน้มชะลอตัวลง  "การส่งออกในปีหน้าคงต้องเน้นยุทธศาสตร์รักษาตลาดที่มีอยู่ทั้งหมดเอาไว้ โดยถ้าในปีหน้ายังคงพึ่งพิงการส่งออกอย่างเดียวจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย         หากเกิดปัญหาเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอีก" นายดุสิต กล่าว นายดุสิต กล่าวว่า ขณะนี้หอการค้าไทยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 2550 เพราะเหลือเวลาเพียง 2 เดือน จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว ดังนั้นหอการค้าไทยจึงเห็นว่า   การสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีหน้าขยายตัวให้ได้ 5%   นอกจากนี้ ในต้นปี 2551 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย มีกำหนดการประชุมร่วมกับสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งจะมีคณะทำงานติดตามการใช้สิทธิประโยชน์ และจัดทำข้อเสนอปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการใช้สิทธิประโยชน์เพื่อใช้งานได้อย่างเต็มที่

ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 2550 โดยการสอบถามประชาชนทั่วประเทศ 2,242 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ก.ย.อยู่ที่ 69.2 ลดลงจากเดือน ส.ค.ที่ดัชนีอยู่ที่ 69.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเดือน ก.ย.อยู่ที่ 70.3 ลดลงจากเดือน ส.ค. ที่ดัชนีอยู่ที่ 70.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเดือน ก.ย.อยู่ที่ 87.8 เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.ที่ดัชนีอยู่ที่ 87.1 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครวมเดือน ก.ย. 2550 อยู่ที่ 75.8 เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. 2550 ที่อยู่ระดับ 75.7 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเล็กน้อยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2549  ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.ประกอบด้วย ราคาน้ำมันขายปลีกที่สูงขึ้น โดยน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 เพิ่มขึ้นลิตรละ 1.60 บาท และราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นลิตรละ 2 บาท รวมทั้งผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่รายได้ในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น   นอกจากนี้ เหตุการณ์ลอบวางระเบิดบริเวณข้างโรงเรียนแผนที่ทหาร กรมแผนที่ทหารในกรุงเทพมหานคร และการพบระเบิดในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงข่าวการลาออกของรัฐมนตรี 5 คน ส่งผลกระทบทางจิตวิทยากับผู้บริโภค และผู้บริโภคมีความเห็นว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจคาดการณ์ ว่า การบริโภคยังคงขยายตัวไม่มากในช่วงนี้ เนื่องจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการ ยังคงทรงตัวต่ำกว่าปกติที่อยู่ระดับ 100 โดยดัชนีส่วนใหญ่ที่ปรับตัวลดลง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภค    ยังไม่รู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี และยังรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดลง ซึ่งในภาพรวมแล้วสรุปได้ว่าความเชื่อมั่นไตรมาส 4 ยังอยู่ในช่วงขาลง   ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคตที่เพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภค คาดหวังว่าการเลือกตั้งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปลายปี แต่ดัชนีส่วนนี้เพิ่มขึ้นไม่มาก ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าการเลือกตั้งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาก ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และไม่น่าจะต่ำกว่านี้ ยกเว้นจะมีปัจจัยบางอย่างมาบั่นทอนความเชื่อมั่น เช่น การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 30 บาท ราคาสินค้าปรับราคาขึ้นมาก  สถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และเร่งผลักดันโครงการเมกะโปรเจค โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโครงการอยู่ดีมีสุขปี 2551 ที่รัฐบาลตั้งงบไว้ 15,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่จะไหลเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจจากการเลือกตั้ง 20,000-30,000 ล้านบาท จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจและการบริโภคในไตรมาส 4 ปีนี้ได้ ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นการบริโภคจะเริ่มฟื้นตัว หลังได้รัฐบาลใหม่แต่รัฐบาลที่ใหม่ ต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยถ้าความเชื่อมั่นการบริโภคในไตรมาส 4 ปี 2550 และไตรมาส 1 ปี 2551 ไม่ดีขึ้น จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวออกไปอีก และการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยปีหน้า ที่ควรมีการขยายตัวมากกว่า 10% นายไพรัช บูรพชัยศรี กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยจะจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 25 ในวันที่ 16-18 พ.ย. 2550 ที่ จ.เพชรบุรี เพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ในการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะมีการรวบรวมความเห็นทั้งหมดเสนอให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 พ.ย. 2550 การสัมมนาครั้งนี้จะเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนานาชาติมากขึ้น เพื่อเปิดช่องทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเชิญเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มาบรรยายเรื่องการค้าไทยกับอียู กับการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจในส่วนภูมิภาค และได้เชิญนายโยชิโอะ โทมิซากะ ประธานสมาคมการจัดการแห่งญี่ปุ่น มาบรรยายเรื่องการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กับตัวอย่างประสบการณ์ของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น  นอกจากนี้ จะมีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเศรษฐกิจไทย จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ 1.แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งจะมีประเด็นปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10   2.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย โดยจะมีประเด็นกลไกการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ และมาตรการสนับสนุนการใช้หลักธรรมาภิบาลประกอบธุรกิจ และบริหารเศรษฐกิจประเทศ   3.มาตรการภาครัฐและเอกชนเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีประเด็นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวระหว่างการปาฐกถาพิเศษเรื่อง เศรษฐกิจและผู้นำพอเพียง ทางเลือกของประเทศชาติจัดโดยสมาคม Young Presidents’ Organization โดยยอมรับว่าการบริการประเทศช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตนประเมินการทำงานของตัวเองแล้วพบว่ายังไม่น่าพอใจเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถตัดสินใจรวดเร็วดังที่ต้องการ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณปี 2550 ไม่สามารถใช้จ่ายได้ จนกระทั่งถึงไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2550 ทำให้ในช่วงไตรมาสที่ 1 โครงการต่าง ๆ ที่วางแผนไว้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอด คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการตัดสินใจที่ใช้สติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ตนจะควบคุมไม่ให้ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์เด็ดขาด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ไทยเดินอยู่บนทาง 2 แพร่ง คือสายแรกเป็นทุนนิยมสุดขั้ว และสายที่สองเป็นธรรมาธิปไตย ซึ่งทางสายที่สองนั้นแม้ว่าจะไม่ตื่นเต้นเท่ากับทางสายแรก แต่จะทำให้ประเทศมีความสุขและสงบมากกว่า หมายถึงการที่ทุกคนเดินไปข้างหน้าแบบเฉลี่ยความสุขกันมากขึ้น เช่น ปัจจุบันรายได้คน 20% แรกมีสัดส่วนคิด 54% ของประเทศ ขณะที่คนส่วนต่ำสุดมีรายได้ไม่ถึง 10% ซึ่งช่องว่างรายได้ที่ห่างกันมากนี้ ทำให้ความสงบและความสุขของสังคมลดลง พล.อ.สุรยุทธ์ ฝากไปถึงนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมงานว่า การตัดสินใจทุกเรื่องขอให้ยึดตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินการในเรื่องใดก็ตามอย่ามองแบบแยกส่วน ต้องมองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เพื่อไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่าเดิม พร้อมยกตัวอย่างประเทศคู่แข่งของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมและมีความมุ่งมั่นค่อนข้างมาก <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">กรุงเทพธุรกิจ  12  ต.ค.  50</p>