ได้กลุ่มเครือข่าย
วันนี้มาประชุมที่กรุงเทพ ฝนตกรถติดหลงทาง
สิ่งที่คาดหวังจากการประชุม
การไปดูงานในที่ที่เหมาะสม
ได้ดูกลุ่มที่เก่ง
ได้แนวทางการทำงาน
ได้เจอทีมจากโรงพยาบาลอื่น
ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้
สิ่งที่ได้มากกว่าความคาดหวัง
ทราบปัญหาปัจจุบันจากการรับงบจากสปสช.
ได้เจอทีมที่น่ารัก ทั้งพี่เลี้ยงและแกนนำ
ได้เครือข่ายคนทำงานเอดส์เกิดขึ้นที่บล็อก G2K
สิ่งที่ได้น้อยกว่าที่คิด
ยังไม่รู้จักกันอย่างสนิทสนม
ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของแต่ละกลุ่ม
สิ่งที่จะต้องกลับมาทำ
1.เคลียตัวเองให้ว่างตามแผน
2.เตรียมแบบAAR
3.อ่านระบบการจัดกการแบบKM
4.จัดทำแนวทางและสรุปการดูงานที่กำลังจะเกิดขึ้น
ภก.มด
คุณหมอคับ..ผมลองUPข้อมูลดู ลองอ่านดุเป็นกรสัมภาษณ์บทเรียนการทำงานของกลุ่มบ้านม่วงที่สกลคับ
น้องมด..
ทำงานหนักมาไปรึเปล่า..ยังไงดูแลตัวเองนะ
เรื่องที่สัมภาษณ์กลุ่มที่สุพรรณคับพี่
“รอยยิ้ม” ที่ได้กลับมา ความหมายลึกกว่า “ตอบแทน”
ชื่อเรื่อง “รอยยิ้ม” ที่ได้กลับมา ความหมายลึกกว่า “ตอบแทน” เมื่อพูดถึงคำว่า “ตอบแทน” หลายคนอาจนึกถึงคำที่ตามมาไม่ห่าง หรือเป็นผลให้เกิดคำแรก นั่นคือ “น้ำใจ” บ้างก็อดไม่ได้ที่จะต่อท้ายว่า “บุญคุณ” แต่สำหรับนินและโน สองสาวที่มีชมรม “ศูนย์นี้มีรอยยิ้ม” เป็นที่ทำงานร่วมกัน ความหมายของคำนี้กลับต่างออกไป ด้วยหมวกใบที่สวมคำว่าพี่เลี้ยงไว้ นินจึงให้นิยามของเธอว่า “เพียงแค่เรามีตัวตนในสายตาของกลุ่มก็ดีใจแล้ว ที่ผ่านมาผู้บริหารคนก่อนๆ ไม่เห็นความสำคัญของงานที่เราทำกับกลุ่มนี้สักเท่าไหร่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการเห็นคนเคยป่วยขนาดที่ต้องนอนบนเตียงมาหาเรา แล้วพอได้รับยา เขาก็ลุกขึ้นเดินได้อย่างคนปกติในเวลาไม่นาน” สำหรับโน ในฐานะประธานศูนย์คนปัจจุบันที่ควบตำแหน่งนี้มาถึงสองปี เธอบอกว่า “’เพื่อนๆ จะรู้ว่าสามารถโทรหาเราได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีเพื่อนเคยถามว่าแล้วไม่คิดจะนอนบ้างหรือ เลยบอกว่าก็เราจำความรู้สึกตอนที่ป่วยได้ว่าเวลาที่อยากจะโทรหาใครสักคนดึกๆ เพื่อขอคำปรึกษา มันเป็นอย่างไร เราไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกเหว่ว้าแบบนั้น” …………………………………………… ประวัติศาสตร์การสร้างให้เกิดกลุ่ม “ศูนย์นี้มีรอยยิ้ม” เพื่อเป็นที่สำหรับพักพิงใจ ให้ข้อมูลแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มารับยาต้านไวรัส คล้ายจะมีที่มาไม่ต่างจากกลุ่มผู้รับยาต้านในโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะมักเกิดจาก “น้ำมือ” พี่เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่มีตำแหน่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ แต่ด้วยบทบาทในการสร้างกลุ่มนี่เอง กลับกลายเป็นบทเรียนแรกให้พี่เลี้ยงกลุ่มแห่งโรงพยาบาลสมเด็จฯ “คำว่า ‘พี่เลี้ยง’ มีหลายแบบ แต่สำหรับพี่เลี้ยงที่มาดูแลศูนย์นี้มีรอยยิ้มในปีแรกๆ คือคนที่ต้องทำแทบทุกอย่างเพื่อให้กลุ่มนี้เกิดขึ้น” นิน หรือ อรัญญา ชำนาญอักษร พยาบาลวิชาชีพ ๗ ให้ภาพของการเกิดกลุ่มเมื่อปี ๒๕๔๖ ซึ่งว่าไปแล้ว ก็ดูไม่ต่างเท่าไหร่นักกับกระบวนการเพื่อให้กลุ่มเกิดขึ้นในโรงพยาบาลอื่น แต่นินเรียนรู้ว่ารูปแบบการทำงานที่ให้พี่เลี้ยงเป็นคนนำนั้น มีข้อเสีย “เพราะเป็นการเขียนปัญหาจากมุมของผู้ให้บริการ” ซึ่งเธอคิดว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้นในความเป็นจริง เนื่องจาก “บทบาทของพี่เลี้ยงกลุ่ม คือ ควรเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนว่ากลุ่มอยากทำอะไร ไม่ใช่บอกว่ากลุ่มควรจะทำอะไร” โน หรือ เสาวนีย์ วรกิจเจริญชัย ประธานกลุ่มเห็นด้วยว่าการทำงานของพี่เลี้ยงกลุ่มที่ผ่านมาซึ่งเป็นแบบ “จับมือให้เขียนตาม” นั้นไม่ได้ทำให้กลุ่มของเธอเรียนรู้อะไรมากนัก “พี่เลี้ยงทำงานทุกอย่างให้กลุ่ม เขียนโครงการให้ ไปนำเสนอโครงการให้ เขียนรายงานให้ ประธานกลุ่มมีหน้าที่อย่างเดียว คือ เซ็นชื่อ” เมื่อทบทวนเส้นทางการเติบโตของกลุ่มให้ไกลออกไป โนเห็นว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นด้วยตัวแกนนำกลุ่มรุ่นที่ผ่านมาเองก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องการจะพัฒนาศักยภาพของกลุ่มไปในทางใด จึงทำให้พี่เลี้ยงต้องทำงานแทน นอกจากกระบวนการกลุ่มที่ไม่มีความต่างจากกลุ่มอื่นแล้ว ช่วงเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘ ศูนย์นี้มีรอยยิ้มเปลี่ยนประธานกลุ่ม ๓ คน และประสบปัญหาเรื่องความโปร่งใสของแกนนำกลุ่ม ก็ดูคล้ายปัญหาเช่นที่อีกหลายกลุ่มได้พบ แต่ในความคล้าย ศูนย์นี้มีรอยยิ้มได้นำบทเรียนเกี่ยวกับการทำงานมาปรับใช้ ทำให้กลุ่มเริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานด้วยความต่างจากกลุ่มอื่นๆ ในปี ๒๕๔๙ หลังจากพี่เลี้ยงกลุ่มเสียชีวิต นินจึงเข้ามารับผิดชอบเป็นพี่เลี้ยงตัวจริง แทนการดูอยู่ห่างๆ เหมือนก่อนหน้านั้น และเป็นเวลาเดียวกับที่โนได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่ม โดยการชักชวนของนิน เนื่องจากทั้งคู่สนิทสนมกันมานาน ต่างคนจึงดูกันและกันออกว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ ความเปลี่ยนแปลงในการทำงานของศูนย์นี้มีรอยยิ้ม จึงเริ่มก่อตัวขึ้น จากรูปแบบเดิม ซึ่งนินเห็นว่าเป็นการทำงานกันแบบ “ไม่รู้” หมายถึงกลุ่มทำงานตามที่ภาครัฐสั่งให้ทำ “เช่น สั่งให้ไปเยี่ยมบ้าน สั่งให้ไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในเรื่องนี้ เรื่องนั้น งานมันไม่ได้เริ่มมาจากที่เขารู้สึกได้เองว่าปัญหาของกลุ่มคืออะไร แล้วจะแก้ไขอย่างไร พอเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเต็มตัว เราถึงเห็นว่า จริงๆ กลุ่มมีศักยภาพ แต่เราต้องปล่อยให้กลุ่มเป็นฝ่ายเรียกร้องออกมาก่อนว่าต้องการทำอะไร แล้วจะให้เราช่วยตรงไหน อย่าลืมว่าตอนนี้ แกนนำกลุ่มมีคน มีองค์กรภายนอกมากมายที่จะมาช่วยทำให้เขาเติบโต เราซึ่งเป็นพี่เลี้ยงก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หน้าที่ของเราคือเติมเต็มให้กลุ่ม” นินจึงเลือกวิธีทำงานกับกลุ่มใหม่ เธอปล่อยให้กลุ่มได้นั่งคุยและถามกันในกลุ่มว่าอยากทำอะไร โดยมองว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ย่อมรู้ปัญหาของตนดีกว่า จากนั้น ค่อยนำเรื่องมาปรึกษาเธอเพื่อแลกเปลี่ยนกัน และเธอจะให้คำแนะนำว่าควรไปหาใครในเรื่องนั้นเพื่อให้งานสำเร็จ “การทำงานแบบนี้ ทำให้กลุ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของกลุ่ม เพราะเขาได้แก้ปัญหาตรงจุดจริงๆ เมื่อไหร่ที่มีเรื่องเกินศักยภาพเขา เราก็ค่อยเข้ามาดูแลให้ ถ้าเทียบกับเมื่อตอนตั้งกลุ่มใหม่ๆ แบบนี้ดีกว่าเยอะ เพราะการที่พี่เลี้ยงเข้ามาดูแลทุกอย่างนั้น มันอาจจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และต้องลงแรงเหนื่อยโดยใช่เหตุ” นินขยายความถึงหนึ่งในภาระงานที่ทำให้เธอเหนื่อยมากเมื่อเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงกลุ่ม นอกจากงานอื่นๆ ซึ่งล้นมือแล้ว คือ งานเอกสาร ดังนั้น เธอจึงฝึกให้โนสามารถเขียนโครงการ เขียนรายงานด้วยตนเอง โดยยื่นตัวอย่างเพื่อให้โนไปศึกษา เนื่องจากโนมีประสบการณ์เคยช่วยเหลืองานเครือข่ายผู้ติดเชื้อจังหวัดมาก่อน เธอจึงเชื่อมั่นว่างานเอกสารไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของประธานกลุ่ม และเป็นวิธีหนึ่งในการดึงศักยภาพของผู้ที่จะเป็นผู้นำออกมา แต่นอกจากทำให้กลุ่มบอกความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มแล้ว การสร้างกลุ่มให้เข้มแข็งต้องอาศัยปัจจัยอื่นอีก ไม่ใช่เพียงปล่อยให้กลุ่มรู้จักปัญหาในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น ซึ่งนินเห็นด้วยว่าการจะทำให้กลุ่มบอกความต้องการของกลุ่มอย่างตรงไปตรงมาได้นั้น พี่เลี้ยงต้องยอมรับก่อนว่า “คนทุกคนมีศักยภาพ” “ถ้าได้ช่องทางและโอกาส เขาก็เติบโตได้ ที่สำคัญ เราต้องมองว่าเขาก็เป็นคนๆ หนึ่งที่เหมือนเรา ดังนั้น พี่เลี้ยงต้องระวังเรื่องบุคลิกภาพ โดยเฉพาะการยึดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะทำให้กลุ่มไม่ได้ทำงานอย่างที่ ‘อยากทำ’ แต่ ‘ต้องทำ’ แล้วแกนนำกลุ่มก็จะคับข้องใจเมื่อไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้” นอกจากเปิดโอกาสให้กลุ่มได้เรียนรู้ความต้องการ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดมาจากกลุ่มเอง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารได้อย่างสะดวกใจแล้ว นินยังเห็นว่าการทำงานเป็นทีมของพี่เลี้ยงก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น “เราต้องทำให้แกนนำรู้สึกว่ามีคนที่ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำพวกเขาได้มากกว่าเราเพียงคนเดียว ดังนั้น เราจึงเปลี่ยนให้น้องคนอื่นในทีมผลัดกันไปเข้าร่วมพบกลุ่มด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาในการทำความรู้จักกันและกัน จะได้เรียนรู้หาวิธีทำงานด้วยกันได้” นอกจากทำให้กลุ่มรู้จักวิธีทำงานเป็นทีมผ่านกลุ่มพี่เลี้ยงแล้ว นินยังมีความหวังเพิ่มเข้ามาอีกอย่างว่า อยากให้กลุ่มได้รู้จักธรรมชาติของบุคลากรที่ทำงานในส่วนภาครัฐให้มาก เพื่อจะได้ขยายการทำงานออกไปยังกลุ่มผู้ติดเชื้อกลุ่มอื่นได้สะดวก “จุดอ่อนที่เรามองเห็นในตอนนี้คือ คณะกรรมการที่ทำงานในกลุ่มยังมีบทเรียนน้อยไป เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานด้วยตนเองอย่างจริงจังแค่ปีเดียว จึงขาดทักษะหลายด้านที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำ เลยอยากให้เขามีโอกาสพัฒนามากกว่านี้ แล้วเราก็อยากให้กลุ่มเติบโตไปในแนวราบมากกว่าแนวดิ่ง คืออยากให้แกนนำสร้างสมาชิกกลุ่มให้มีศักยภาพแบบเดียวกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้ไปช่วยกันสร้างแกนนำให้กับกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น สร้างตัวแทนให้กับกลุ่มเด็กที่ติดเชื้อ กลุ่มหญิงหลังคลอด ซึ่งเป็นงานที่เราวางแผนกันว่าจะขยายออกไป” แม้จะเพิ่งเริ่มเดินด้วยขาของตนเองเพียงไม่นาน แต่กลุ่มก็มีจุดเด่นที่นินสัมผัสได้ว่าส่งผลต่อการทำงานคือ “กลุ่มนี้เขาเรียนรู้ความต้องการของกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว และการที่พวกเขาได้รับการยอมรับจากหน่วยงานท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณ ก็ทำให้พวกเขาทำงานได้สะดวกขึ้น” การยอมรับจากหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่โนเห็นด้วยว่าทำให้กลุ่มมีความได้เปรียบมากกว่ากลุ่มอื่น ก็คือ การที่กลุ่มมีตัวแทนเข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานระดับจังหวัด เพราะเท่ากับมีคนเป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มดังขึ้น “นายก อบต. ทุกตำบลของอำเภอสองพี่น้องรู้จักหมดว่าเราเป็นใคร มาทำงานในนามของใคร สำหรับหนูรู้สึกว่าการทำงานกับหน่วยราชการไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเวลาไปพูดกับเขาเพื่อขอความร่วมมือ เราพูดจากความรู้สึกของตัวเอง เราไปอยู่ในนั้นเพื่อให้เขาเห็นว่าเรามีตัวตนและอยู่ยังไง ต้องบอกด้วยว่ากลุ่มเราโชคดีที่มีทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล พี่เลี้ยง และสาธารณสุขอำเภอช่วยให้เราทำงานกันได้สะดวก มีงบมาสนับสนุน แต่งานก็หนักขึ้น” ด้วยภาระงานที่มากตามงบประมาณสนับสนุนกลุ่มจากหลายหน่วย โนซึ่งเป็นประธานกลุ่มและเป็นคนที่พร้อมที่สุดทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ จึงมีตารางเวลางานของเธอเกินกว่าคำว่า “ทำแบบจิตอาสา” ไปแล้ว “ตอนนี้เรามีคนทำงานน้อยไป เพราะเพิ่งจะลงมือทำงานกันด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้น เราไม่ได้มีโอกาสทำงานกันเป็นกลุ่มเลย แล้วหนูก็บอกเพื่อนในกลุ่มเสมอว่า ถ้าใครเห็นแก่เงิน คงไม่สามารถทำงานร่วมกัน หนูจึงพอใจนะที่พวกเราโตมาได้ขนาดนี้ ก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการสร้างคน ค่อยๆ ดูคนที่สามารถจะมาทำงานร่วมกันได้” ถึงแม้ภาพสำหรับคนภายนอก จะมองว่าโนรับบทหนักในทุกเรื่องของศูนย์นี้มีรอยยิ้ม แต่เธอยืนยันว่า “การทำงานเป็นทีมของเรานี่แหละที่เป็นความภาคภูมิใจของหนู แม้จะมีกำลังน้อย แต่คนที่มีอยู่ก็สามัคคีกันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลย ในวงประชุม เราคุยกันเต็มที่อยู่แล้ว เพียงแต่คนที่พร้อมจะไปประชุมตามเวทีต่างๆ ได้มีอยู่แค่ ๓ คน คือ ประธาน รองประธาน และเหรัญญิก” ซึ่งโนเป็นคนเลือกรองประธานและเหรัญญิกด้วยตัวเอง “หนูเลือกคนทำงานด้วยกันโดยดูจากใจ และความสะดวกในการทำงาน ถึงจะไม่มีความสามารถ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะของแบบนี้ฝึกกันได้ แต่เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราเป็นงานแล้ว ค่อยไปสอนเพื่อน” ตัวอย่างหนึ่งในการทำงานเป็นทีมของศูนย์นี้มีรอยยิ้มที่ฝึกกันได้ คือ หลังจากร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาด้วยตัวเองแล้ว พวกเขาพบวิธีแก้ปัญหาจากการที่สมาชิกกลุ่มไม่เห็นความสำคัญของการพบกลุ่ม โดยร่วมมือกับเภสัชกรให้จ่ายยาตามรายชื่อที่กลุ่มส่งให้ เพื่อเป็นการบีบให้สมาชิกคนอื่นต้องเวียนกันเข้ากลุ่มก่อนจะรับยา “ตอนนี้ ปัญหาสุขภาพของสมาชิกที่เป็นปัญหาใหญ่เมื่อมีการพบกลุ่ม คือ เรื่องการดื้อยา และซีดีโฟร์ลดลง เราเลยมาช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุ ก็พบว่าเพราะหลายคน แค่มารับยาจากเภสัชแล้วก็กลับ ไม่รอเข้ากลุ่ม เราจึงต้องทำให้เพื่อนเห็นว่าการพบกลุ่มทำให้เพื่อนได้ข้อมูลมากกว่าที่ได้จากเภสัชอย่างไร นอกจากนั้น เราพยายามทำให้เพื่อนเห็นถึงความสำคัญของการใส่ใจอาการที่เกิดกับตัวเองอย่างใกล้ชิด โดยบอกให้ทุกคนจดไว้ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนหรือถามกันเวลาพบกลุ่ม” ผลที่ได้กลับมาจากการร่วมกันคิดหาวิธีเพื่อแก้ปัญหาของทีมงาน ทำให้โนมีกำลังใจในการทำงานอย่างมากแม้ว่าเธอจะรู้สึกท้อในบางวันที่เหนื่อยล้า แต่ยังต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำงานก็ตาม “บางที ก็อดร้องไห้ไม่ได้ ตั้งคำถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้ด้วย เคยอยากเลิกเหมือนกัน แต่พอย้อนนึกถึงตอนที่ไม่สบาย แล้วเราก็ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำ ข้อมูลจำเป็นที่เพื่อนๆ ต้องรู้ ใครจะเป็นคนบอก เวลาท้อก็ได้คำพูดของเพื่อนไว้เป็นกำลังใจ เมื่อเขาบอกเราว่า ถ้ารู้ว่าเข้ากลุ่มแล้ว ได้ข้อมูลมากแบบนี้ เขาคงมาเข้ากลุ่มด้วยนานแล้ว แต่เพราะเขาไม่รู้มาก่อนว่าคนในห้องทำอะไรกัน เลยไม่กล้าเข้า” การที่เพื่อนเริ่มเห็นความสำคัญของการพบกลุ่มและเข้าใจแล้วว่ามีความต่างจากการรับยาและได้ข้อมูลจากผู้จ่ายยาอย่างไร ทำให้โนและเพื่อนมีความหวังว่าจะได้สมาชิกมาร่วมเป็นแกนนำในการทำงานในไม่ช้านี้ “เรากำลังฝึกให้เพื่อนออกเยี่ยมบ้าน โดยเน้นให้มีทักษะว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เพื่อนรู้สึกอบอุ่นใจเวลามีคนไปเยี่ยม” โนบอกว่า ถ้าเพื่อนคนไหนกำลังมีปัญหา อยากให้ค่อยๆ คิดแก้ปัญหาทีละเปลาะ เหมือนที่เธอกับเพื่อนในทีมช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข โดยใช้เวลาพูดคุยกันหลังจากวันพบกลุ่ม เพื่อสรุปปัญหา และข้อสำคัญ อย่าใจร้อน “เพราะการทำงานแบบนี้ต้องใช้ ‘ใจนำ’ ในการทำงาน” โดยโนย้ำว่าต้องทำให้คนเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม “เราต้องทำให้เพื่อนเห็นก่อนว่าเขาได้รับความรู้สึกดีๆ เวลาที่ท้อแท้ ด้วยวิธีการอย่างไร หนูเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่เพื่อนแข็งแรง เขาก็จะเกิดความรู้สึกอยากไปช่วยคนอื่นต่อเอง”…………………………… แม้คำว่า “ตอบแทน” ในความหมายตามพจนานุกรม แปลว่า การทำทดแทนแก่ผู้ที่ทำก่อน หากยังมีอีกความหมายหนึ่งที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ แต่เราก็มักนึกถึงและใช้กันบ่อยโดยเฉพาะในการทำงานกลุ่ม คือ การคิดแทน พูดแทนคนอื่น ทว่า ความหมายอย่างหลังนี้ กลับไม่มีอยู่ในใจของพี่เลี้ยงและแกนนำกลุ่มที่ทำงานร่วมกันในชื่อ “ศูนย์นี้มีรอยยิ้ม” ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แม้แต่น้อย <div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 1pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: windowtext 1pt solid"> </div> คำโค้ดใต้ภาพ อรัญญา ชำนาญอักษรพี่เลี้ยงกลุ่ม “การตั้งกลุ่ม คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสในกลุ่มผู้ติดเชื้อ เพราะเมื่อก่อนเวลาเราจะบอกใครสักคนว่ามีญาติเป็นผู้ติดเชื้อ ถือเป็นเรื่องน่าอาย ทำให้คนพูดไม่ได้ แต่มาตอนนี้ บรรยากาศการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มกับหน่วยงานท้องถิ่น จะเป็นการทำงานโดยไม่มองว่าใครคือผู้ติดเชื้อ แต่มองว่านี่คือคนในพื้นที่ที่เรารู้จัก เป็นคนที่มีศักยภาพ” เสาวนีย์ วรกิจเจริญชัยประธานกลุ่ม “อยากให้เพื่อนๆ ย้อนนึกถึงตอนที่ตัวเองป่วยว่าเป็นอย่างไร จิตใจแย่แค่ไหนเวลาที่ไม่มีคนมาดูแล เมื่อใครแข็งแรงแล้ว ก็อยากให้ช่วยกันทำให้เพื่อนคนอื่นเห็นความสำคัญของการพบกลุ่มทุกครั้งที่มารับยา” ยันต์ การสมทบรองประธาน “คนที่จะเป็นผู้นำกลุ่มได้ต้องกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองยังถ่ายทอดข้อมูลให้เพื่อนไม่ดี เพราะไม่ค่อยมีความมั่นใจ ต้องฝึกตัวเองให้กล้ากว่านี้” พิเชษฐ์ กาพย์แก้วเหรัญญิกกลุ่ม “เวลาที่โนไปประชุม หรือรู้ข้อมูลอะไรมา เขาจะกลับมาบอกให้พวกเรารู้เท่าๆ เขาเสมอ ผมถึงเลือกเขาเป็นประธาน” <p> </p>
อ่านแล้วครับซึ้งมากเลยและจำนำมาปรับใช้ต่อไปครับ