นึกเสียใจที่ไม่เชื่อเพื่อน นึกถึงหนทางที่จะพาตัวไปให้ถึงบ้าน ตอนนี้ปรารถนาสิ่งเดียวคือ กลับบ้าน อาบน้ำ ซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ..

มาแล้วเรื่องเล่าระทึก ที่ว่าด้วยเรื่องของดินฟ้า อากาศ                  

               ดูเวลา 3 ทุ่มกว่านิดหน่อย  ..ก็เริ่มไม่แน่ใจในชะตา ชีวิตตัวเองค่ะ ..หรือว่าคืนนี้ ไม่แคล้วต้องนอนแถวนี้ ...ต้องติดเครื่อง รถไว้ทั้งคืนแน่ ..การมาติดลมติดฝนกลางทาง ซึ่งแวดล้อมซ้ายขวาหน้าหลังเป็นแต่ป่ารก ถึงจะไม่ค่อยกลัวอะไร ..แต่ผู้เขียนก็เริ่มกลัวและกังวลแล้วค่ะ กลัวหลายอย่าง ..ทำอย่างไรถ้าต้องติดอย่างนี้ทั้งคืน ..ถ้าต้นไม้ต้นนี้ล้มมาอีก ต้องไปอยู่ตรงไหน..หนาวเหลือเกิน  พอมีน้ำดื่มและอาหารอยู่ แต่อยู่ในกล่องด้านหลังรถ ซึ่งไปเอาตอนนี้ก็คงยังไม่ได้ ...นึกเสียใจที่ไม่เชื่อเพื่อน  นึกถึงหนทางที่จะพาตัวไปให้ถึงบ้าน  ตอนนี้ปรารถนาสิ่งเดียวคือ กลับบ้าน อาบน้ำ ซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ..                

                  พึ่งสังเกตว่าอีกฟากหนึ่งมีรถอีกคันเหมือนกัน ..ไฟหน้าเปิดไว้อยู่ ..แต่ไม่มีใครทำอะไรได้หรอกค่ะ ...ฝนเม็ดใหญ่ ๆหนา ๆ และ ลมที่แรงปานนั้น เราต่างรับรู้การมีอยู่ของอีกฝั่ง ..ฝั่งนั้นก็คงถอยหลังไม่ได้เหมือนกัน  อาจจะชะตากรรมเดียวกัน ..จู่ ๆก็มีสัญญาณจากสวรรค์ดังขึ้น  เป็นเสียง sms โฆษณาโปรโมชั่นของ มือถือ ...พระเจ้าช่วย ...ผู้เขียนไม่เคยรู้เลยว่าตรงนี้ มีสัญญาณอยู่ .. ดีใจมาก ...รีบเปิดดู ..เห็นสัญญาณ มีขีดเดียว ..แต่ที่แย่คือ bat ก็เหลืออยู่ขีดเดียวด้วย กำลังจะหมด เหมือนกัน ...                

                   การใช้โทรศัพท์ครั้งนี้ ต้องโทรแล้วคุ้ม ไม่สูญเปล่า ...และต้องมั่นใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือ ..ผู้เขียนไม่รู้เบอร์โทรศัพท์ของกรมทางหลวง ...รู้แต่ 191 ซึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า 191 โทรไป นี่กว่าจะมีคนมารับ  กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง  bat จะหมดก่อนหรือเปล่าไม่รู้ .. ผู้เขียนตัดสินใจโทรไปที่บ้าน ..รีบตัดบทน้องสาวที่ ละล่ำละลักถามด้วยความเป็นห่วงว่าอยู่ไหน ทำไมไม่มาซักที ..ว่าตอนนี้ ติดอยู่แถว/ไหนและให้น้องช่วยเปิดสมุดหน้าเหลือง  หาเบอร์กรมทางหลวงหรือ 191 ให้ออกมาช่วยตัดต้นไม้ให้ด้วย ...                 

                    คุยกันรู้เรื่อง ...ก็วางหู ...และนั่งรออย่างใจเย็น ...พึ่งมารู้ตัวว่าเปิดฟังเพลง นกแลอยู่ ...ร้องกลับไปกลับมา ซะนานเลย ...(นกแลน่าจะคอบวมงานนี้แหล่ะ อิอิอิ)...ไม่แน่ใจว่านานแค่ไหน  ...พอลมเริ่มอ่อนลง  ฝนเม็ดเล็กลง ..ผู้เขียนก็เห็นมีคนเดินออกจากรถคันหน้า เดินข้ามต้นไม้  ตรงเข้ามาที่รถของผู้เขียน ...พอเห็นชัด ๆ ก็เลยรู้ว่าเป็นคนรู้จักกัน เป็นแฟนของพี่เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาล ...พี่เบิ้มบอกว่า ..อีกฟากหนึ่งก็ มีไม้ล้ม ...พี่เขาไม่มีอุปกรณ์อะไรในรถเลย ...เลยมาถามว่ารถของผู้เขียนพอจะมีอะไรบ้าง ..ผู้เขียนดีใจมากที่เจอคนรู้จัก อย่างน้อยก็ไม่น่ากลัวนัก ..                

                     พอสำรวจในรถ น่าอายจริง ๆ เพราะรถทั้งคันมีมีดปอกมะม่วงอยู่อันเดียว  ...ก็เลยปรึกษากันว่า  จะเอารถของผู้เขียน ฝ่าออกกลับไปทางด้านหลัง แล้วพี่เบิ้มจะไปยืมเลื่อย ขวานและมีดใหญ่ ๆ มาตัดไม้ให้พอไปได้ .. พอตกลงกันลงตัว ...เราก็ช่วยกันลงไปตัดและหักกิ่งไม้ให้มากพอที่รถผ่านได้ ...ฝนที่ว่าซาลง มันซาไม่จริงหรอกค่ะ ...แค่เปิดประตู ลงรถไปก็เปียกซ่ก ..พอไหน ๆ ก็เปียกไปแล้ว ว่าไงก็ว่าตามกัน ...                

                      ผู้เขียนกับพี่เบิ้มหลุดพ้นจากไม้ต้นนั้นไปได้ ออกไปก็เจอไปอีก มากกว่า 5 จุด ที่ต้นไม้ล้มขวางทาง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่ดีที่เป็นต้นเล็ก ๆ หรือขวางแค่ค่อนทาง เราก็แค่หักกิ่งไม้เล็ก ๆน้อย ๆ ให้รถพอผ่านไปได้เท่านั้นเอง ... ถึงหน่วยป่าไม้ พี่เบิ้มก็ลงไปติดต่อและกลับมาพร้อมอุปกรณ์ ..อุ่นใจค่ะ  ถึงบ้านแน่ ...และเมื่อเราย้อนกลับไปที่เดิม..มีดและเลื่อยก็ช่วยให้เราผ่านไม่ใหญ่ไปได้ ...เราต่างแยกย้ายกันไป ..สำหรับผู้ร่วมชะตากรรมค่ะ ...ก่อนลากันไป พี่เบิ้มพูดทิ้งท้ายไว้ว่า "หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ...หมอยังมีอารมณ์ฟังเพลง อยู่อีกหรอ ...นกแลซะด้วยนะ "  เอิ้ก ๆๆ  สุดจะเดาค่ะ ...ว่าพี่เค้าหมายความว่ายังไง ...          

                  ยังค่ะ ยังไม่จบ ...เมื่อยสายตาหรือยังคะ ... To be continue . ต่อละกันนะคะ

Dscf8773