ปัญหาภาษาอังกฤษไม่กระดิกของเด็กไทย เป็นปัญหาอมตะที่เรื้อรังมาช้านาน

ปัญหาภาษาอังกฤษไม่กระดิกของเด็กไทย เป็นปัญหาอมตะที่เรื้อรังมาช้านาน ดีขึ้นบ้าง แย่ลงบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา ก็ยังคงอยู่แก้ไม่หาย แต่ที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ คือผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทย ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนสอบโทเฟล (TOEFL) ที่เดินตามหลังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง โดยเฉพาะลาวและกัมพูชาต้อย ๆ                 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งดูแลสถานศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลไปถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงมีแนวทางที่จะยกเครื่องพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใหม่ โดยจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษในระดับชั้น ป.1 แต่ไม่บังคับ และลดขนาดห้องเรียนให้เล็กลง ประมาณ 25-30 คนต่อห้อง โดยมีเป้าหมายว่าเมื่อเด็กจบชั้น ม.3 แล้ว ต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษและอ่านเขียนได้ รวมไปถึงการพัฒนาครูผู้สอนให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและใช้สื่อต่าง ๆ ได้ดีด้วย                ครูเคท หรือ เนตรปรียา ชุมไชโย ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนภาษาครูเคท ซึ่งพัฒนาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เล่าวิธีการเรียนรู้ว่า              ครูเคทผ่านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเหมือนเด็กไทยทั่ว ๆ ไป คือ เรียนจากโรงเรียนที่เน้นการสอนเรื่องหลักไวยากรณ์ เวลาสอบอ่าน สอบเขียนก็จะทำคะแนนได้ดีตลอด แต่เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ ต้องใช้สื่อสารกับเจ้าของภาษา เรากลับสื่อสารไม่ได้เลย พูดไม่ได้ ฟังไม่ออก เลยเริ่มสังเกตเด็ก ๆ ลูกของฝรั่ง ซึ่งเด็กเหล่านั้นพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นภาษามนุษย์ด้วยซ้ำ คือไม่รู้ว่าพูดอะไร หมายความว่าอะไร ไวยากรณ์ผิดหมด แต่เขาได้ยินอะไรก็พูดตาม แม่พูดอะไรก็พูดตาม             เด็กก็จะพยายามสื่อเป็นคำ ๆ ออกมา แรก ๆ ของการเรียนรู้การเรียงไวยากรณ์จะไม่ถูกต้อง แต่เมื่อเขาได้พูดบ่อย ๆ เด็กก็เริ่มเรียนรู้เอง จดจำจนสามารถพูดได้ถูกต้อง จึงใช้วิธีการเรียนรู้ดังกล่าวมาปรับใช้กับตัวเอง                ครูเคท แนะถึงวิธีการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไทยว่า การเริ่มสอนภาษาอังกฤษในระดับชั้น ป.1 นั้นถือว่าเหมาะสม เพราะหากเริ่มสอนภาษาอังกฤษในระดับอนุบาลจะทำให้เด็กสับสน เนื่องจากเด็กในวัยดังกล่าวอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ภาษาและการสื่อสาร ดังนั้น เขาจึงต้องเรียนรู้ภาษาแม่ซึ่งเป็นภาษาไทยจากพ่อแม่ และคนในครอบครัว หากนำเอาภาษาที่ 2 ไปสอนจะทำให้เขาสับสนและจะสื่อสารได้ไม่ดีทั้ง 2 ภาษา แต่หากเด็กเป็นลูกครึ่งคุ้นเคยกับการสื่อสาร 2 ภาษามาตั้งแต่เกิดจะไม่มีปัญหาดังกล่าว                ธรรมชาติของมนุษย์คือต้องพัฒนาภาษาแม่ก่อน เมื่อพ้นระดับอนุบาลแล้ว เด็กจะมีทักษะในการสื่อสารภาษาแม่ได้ดีแล้ว และพร้อมสำหรับการจะพัฒนาภาษาที่ 2                ครูเคท ระบุถึงปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยคือ เด็กไม่สามารถสื่อสารได้ เนื่องจากเด็กไม่เคยได้ใช้ภาษาในการตอบโต้ ซึ่งการเริ่มให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษเมื่อไหร่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับจะปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนอย่างไร                การเรียนภาษาอังกฤษที่จะพูดได้ต้องเริ่มจากการฟัง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับสำเนียงการออกเสียง เรียนรู้คำศัพท์ เรียนรู้ประโยค จากนั้นฝึกพูดตาม ค่อยมาอ่านและเขียน สอนหลักไวยากรณ์ที่ถูกต้อง แต่ของเรากลับเริ่มสอนเขียน อ่าน แล้วค่อยพูดหรือฟังเมื่อโตขึ้น ที่สำคัญน่าสังเกตว่า บุคลากรที่จะสอนภาษาอังกฤษในชั้นประถมที่เด็กควรจะได้ฟังและพูดโต้ตอบ กลับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ครูที่สามารถสื่อสารได้ดีอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ครูที่สื่อสารได้ดีรองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนปลาย และตอนต้นตามลำดับ                ทุกอย่างกลับกันไปหมดเลย ทั้งๆ ที่เด็กระดับประถมควรได้เรียนรู้การสื่อสารตอบโต้ แล้วค่อยมาเรียนรู้หลักไวยากรณ์เมื่อโตขึ้น แต่เมื่อครูพูดไม่ได้ เด็กก็ไม่พูด ซึ่งเราต้องปรับวิธีการเรียนการสอนใหม่ เริ่มจากฟัง พูด แล้วค่อยอ่านเขียน                ผอ.โรงเรียนสอนภาษาครูเคท ซึ่งพัฒนาการสอนภาษาด้วยตนเอง เห็นด้วยกับการที่ ศธ.จะลดขนาดห้องเรียนภาษาอังกฤษให้เล็กลง 25-30 คนต่อห้องเรียน เพราะจะทำให้ครูผู้สอนสื่อสารและดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือหากจะทำให้กลุ่มผู้เรียนเล็กลงกว่านี้ได้ก็จะส่งผลดีอย่างยิ่ง นอกจากนี้อีกปัจจัยที่สำคัญคือการพัฒนาครูภาษาอังกฤษของไทย ซึ่งที่ผ่านมาการพัฒนาครูภาษาอังกฤษมักจะเน้นไปที่วิธีการเรียนการสอน ทั้งที่ครูส่วนใหญ่จะมีทักษะในการสอนดีและสามารถประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่ควรจะพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษให้กับครูผู้สอนมากกว่า                เป้าหมายที่วางไว้ว่า เมื่อเด็กเรียนจบชั้น ม.3 ต้องสามารถสื่อสาร อ่านเขียนได้นั้น เป็นเป้าหมายที่ดี แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า หาก ศธ.ใช้เกณฑ์ดังกล่าวบังคับกับโรงเรียนทุกแห่ง ก็อาจเกิดปัญหาว่าทางโรงเรียนก็จะประเมินให้เด็กได้ผ่านเกณฑ์ทุกคน เพื่อให้ได้ตามที่กำหนด ซึ่งก็ต้องดูวิธีการที่ ศธ.จะใช้ในการดูแลอีกครั้ง                ด้าน พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพัฒนาการทางสมองของเด็กในระดับอนุบาลว่า เด็กในช่วงวัยดังกล่าวกำลังเรียนรู้ภาษาแม่เพื่อใช้ในการสื่อสาร แต่ก็สามารถสร้างความคุ้นเคยภาษาที่ 2 ให้กับเด็กในระดับอนุบาลได้ แต่ต้องไม่ใช่การสอนที่เน้นหนักทางวิชาการ เช่น ให้ท่องศัพท์ หรือพูดเป็นประโยค เพราะสมองของเด็กยังไม่พร้อมในการเรียนรู้                เราสามารถเปิดเพลงภาษาอังกฤษ ให้ดูการ์ตูนภาษาอังกฤษหรือครูอาจจะเล่านิทาน 2 ภาษาให้เด็กฟัง เพื่อให้เด็กๆ ได้คุ้นสำเนียงได้ แต่ต้องไม่คาดหวังว่าเขาจะท่องศัพท์ได้ พูดเป็นประโยคได้ เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในขั้นการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษา และอย่าพยายามให้เด็กใช้ 2 ภาษาสลับกันเพราะเด็กจะสับสน ส่วนการสอนที่เป็นวิชาการควรเริ่มในระดับชั้น ป.1 เพราะเด็กที่พ้นวัยอนุบาล เด็กจะสามารถเข้าใจภาษาหลักได้ระดับหนึ่งแล้ว                พญ.พรรณพิมล เปิดเผยอีกว่า ที่เป็นปัญหามาตลอดคือ พ่อแม่พยายามให้ลูกในวัยอนุบาลอ่าน เขียน ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยหวังจะให้เด็กไปสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 ในโรงเรียน 2 ภาษา ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการทางสมองของเด็ก และแม้เด็กจะท่องบางประโยคได้ ก็เป็นเพียงการท่องจำที่ไม่เข้าใจความหมาย ไม่มีประโยชน์อะไร                สิ่งที่อยากให้กระทรวงฯ ดูแลอีกอย่างหนึ่ง คือการเรียนการสอนในระดับอนุบาล ควรจะเหมาะสมกับพัฒนาการทางสมองของเด็กวัยนั้น เพราะวัยอนุบาลเป็นช่วงที่เด็กจะมีจินตนาการ อยากรู้เห็นสิ่งใหม่ๆ การพัฒนาที่เหมาะสมในวัยนี้คือการพัฒนาเชิงความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคม เพราะเด็กจะเริ่มเล่นกับเพื่อนจากที่เคยเล่นคนเดียว ควรสอนให้เด็กรู้จักการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาวิชาการในระดับชั้นต่อไปด้วย                …ใครที่คาดคั้นให้ลูกเล็กๆ วัยอนุบาล อ่าน เขียน หรือท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยหวังให้ลูกหลานหูกระดิกแต่เล็กแต่น้อยนั้น ควรจะยุติวิธีดังกล่าวเสีย ก่อนที่พวกเขาจะมีปัญหาการสื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (เนตรปรียา ชุมไชโย. 2550 : http://www.plawan.com)